ตอนที่ 4: พระเจ้าคือผู้ใด

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

.

ตอนที่ 4:  พระเจ้าคือผู้ใด

 

มนุษย์โลกเกิดมาล้วนแล้วแต่มีความต้องการสิ่งที่อยู่เหนือกว่าชีวิตตน เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และศรัทธาในการดำเนินชีวิต กล่าวได้ว่าเราทุกคนต่างก็มีความต้องการพระเจ้าในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อในพระใดๆ หรือเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาต่างๆ หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองโดยยกให้สิ่งนั้นๆมีความสำคัญเหนือทุกสิ่งในชีวิตเรา

ยกตัวอย่างเช่น ตัวผมเองในอดีต ผมยกให้หน้าที่  และความสำเร็จเป็นเหมือนพระเจ้าในชีวิตของผม สำหรับพระเจ้าในชีวิตคนอื่นๆส่วนใหญ่อาจจะเป็นเงินทอง ความมั่งคั่ง อำนาจชื่อเสียง ความงาม ครอบครัว สิ่งแวดล้อม และแม้กระทั่งการพยายามทำความดีต่างๆ เช่นคนบางกลุ่มอาจจะมีความมุ่งมั่นพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม หรือสัตว์ต่างๆ แต่นั่นก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดี หากแต่บางทีมันมากจนเกินไป หรือยกให้สิ่งเหล่านี้ครอบงำ และเป็นพระเจ้าในชีวิตของคุณ 

บางคนนมัสการ(กราบไหว้บูชา)แม้กระทั่งวิญญาณเล็กๆ คือภูตผีต่างๆ หรือวงศ์วานผู้รับใช้ของผีเหล่านั้น ตามชื่อต่างๆที่คนไทยเรียกกัน เช่นกุมารทอง หรือเจ้าแม่ต่างๆ อีกทั้งผีตามวัด ตามบ้าน ตามต้นไม้ และอีกหลายต่อหลายผีที่ผู้คนยกให้เป็นพระผู้ช่วยในชีวิตประจำวัน (ธนมาส)

*แท้ที่จริงแล้วมีเพียงหนึ่งวิญญาณเดียว ผู้ทรงสัพพัญญูแท้จริง และมีฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ทรงดำรงอยู่เสมอ คือองค์พระเจ้าอันเที่ยงแท้ พระเจ้าทรงมีชื่อเรียกที่แตกต่างไป เช่น Jehovah (เยโฮวาห์), Adonai (อาโดนาย) และYHWH หรือYahweh (ยาห์เวห์) ซึ่งให้ความหมายถึง ความยิ่งใหญ่ ฤทธิ์อำนาจ และความสง่างามของพระองค์

หากมองอย่างผิวเผิน คุณอาจจะคิดว่าพระเจ้าเป็นใครนั้นไม่สำคัญ อย่างที่หลายคนจะชอบพูดว่า ทุกศาสนาต่างก็สอนให้คนทำดี แต่จริงๆแล้วมีหลายๆศาสนาที่อ้างว่าเป็นคริสเตียน แต่คำสอนของพวกเขาไม่ได้ทำตามสิ่งที่พระคัมภีร์ของคริสเตียนสอนเกี่ยวกับพระเจ้า ศาสนาปลอมแปลงเหล่านี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรสากล และถูกควบคุมโดยซาตาน(ภูตผีปีศาจ) เพื่อหลอกลวงเรา และป้องกันเราไม่ให้เรานมัสการพระเจ้าที่แท้จริง นอกจากนี้แล้วศาสนาที่ไม่ปฏิบัติตามพระคัมภีร์ยังอาจจะสอนในสิ่งที่ผู้คนต้องการฟัง แทนที่จะเป็นความจริงจากพระเจ้า1

เราอาจพูดได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นบุคคลหนึ่ง เนื่องจากพระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่าทรงมีสติปัญญา2 มีความประสงค์ 3 มีอารมณ์ 4 มีจิตวิญญาณ5 เช่นเดียวกันกับเรา (แม้แต่ในขณะนี้ เราทุกคนก็คือวิญญาณ ที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ชั่วคราว6 แต่พระเจ้าทรงมีพลังที่ไม่มีขีดจำกัด7 ความรู้ที่ไม่มีขีดจำกัด8 และภูมิปัญญาที่ไม่มีขีดจำกัด 9 พระองค์ทรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง10 พระองค์ทรงดำรงอยู่เสมอ11 และทรงดำรงอยู่เป็นนิจ(ตลอดกาล)12 พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ยุติธรรม13 และทรงมีความรักมั่นคง14 ทรงมีความสามารถเหนือมนุษย์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด15 และเราต้องยอมรับ เชื่อฟังคำสอนของพระองค์ด้วยศรัทธา มิใช่ด้วยสติปัญญาของเรา

พระเจ้าทรงสร้างเรา(มนุษย์) ตามรูปลักษณ์ของพระองค์16 เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงพอพระทัย(มีความสุข) 17 ทรงเป็นเหมือนพ่อของเรา18 และทรงรักเรามาก จักรวาลนี้มีจุดเริ่มต้น และจะต้องมีจุดสิ้นสุด ประวัติศาสตร์มนุษย์โลกในช่วงระยะเวลาสุดท้ายจะแสดงให้เห็นถึงพลังที่ไร้ขีดจำกัดของพระเจ้า และความรักที่บริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แบบของพระองค์

หลักคำสอนของคริสเตียนในเรื่อง “พระตรีเอกานุภาพ” (หรือพระเจ้าสามพระภาค) นั้นช่วยให้เราเข้าใจถึงลักษณะของพระเจ้า

*หลักคำสอนเรื่องพระตรีเอกานุภาพ คือส่วนที่เป็นพื้นฐานความเชื่อของคริสเตียน เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจถึงว่าพระเจ้าทรงเป็นใคร ธรรมชาติของพระองค์เป็นอย่างไรและวิธีการใดที่เราอาจจะได้เข้าใกล้ชิดกับพระองค์

เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเข้าใจในหลักคำสอนเรื่องตรีเอกานุภาพได้อย่างถ่องแท้ ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใกล้เรียนรู้ในเรื่องนี้เหมือนดังเด็กเล็กๆ และยอมรับด้วยความเชื่อความศรัทธา หลักคำสอนนี้ได้ถูกพัฒนาไปตามกาลเวลา มีความเป็นไปได้ที่คำสอนนี้ได้ปรากฏครั้งแรกเมื่อประมาณ100ปีหลังจากช่วงเวลาของพระเยซูในโลกนี้19 และจากนั้นได้มีนักวิชาการทางศาสนาได้ศึกษาคำสอนของพระองค์

หลักคำสอนเรื่องพระพระตรีเอกานุภาพ (trinity หมายถึงสาม) กล่าวว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียว และหนึ่งเดียว (คือเทพเจ้าสูงสุด) ที่ปรากฏออกมาเป็นสามบุคคลที่แตกต่างกัน คือ พระบิดา พระบุตร และ พระวิญญาณบริสุทธิ์20

แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายถึงว่ามีพระเจ้า 3พระองค์อยู่ในพระเจ้าองค์เดียว ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ คือไม่ใช่การผสมกันแบบกาแฟ 3 in 1 ที่แบ่งส่วนผสมออกเป็น 33% + 33% +33% ไม่ใช่รูปแบบนี้ เพราะพระคัมภีร์ระบุว่าพระเจ้าเป็นบุคคลที่แยกกันสามบุคคล21  แต่ละองค์เป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ 100% และมีระดับความสำคัญเท่าเทียมกัน

ในพระคัมภีร์มัทธิว 28:19 มีคำสอนที่ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยระบุว่า “ดังนั้นจงไปสร้างสาวกจากมวลประชาชาติให้เขารับบัพติศมาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์”

พระเจ้าสามพระภาค(ตรีเอกานุภาพ) หรือบุคคลทั้งสามนี้ทรงดำรงอยู่เสมอทั้งในอดีต และจะทรงดำรงต่อไปในอนาคต

พระตรีเอกานุภาพหรือพระเจ้าสามพระภาค

1.พระเจ้าองค์พระบิดา

2.พระเจ้าองค์พระบุตร

3.พระเจ้าองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์

ตามหลักคำสอนที่กล่าวว่า แต่ละองค์ไม่ได้สร้างกันและกัน และไม่ได้มีบทบาทที่ต่างกัน แต่ละองค์ล้วนมีระดับ และความสำคัญเท่าเทียมกัน แต่ละองค์ทำงานร่วมกันในวิธีที่แตกต่างกัน เพื่อบรรลุพระประสงค์ขององค์พระเจ้าดังนี้

▪พระเจ้าองค์พระบิดา ทรงเป็นประมุขแห่งเทพเจ้าทั้งปวง คือองค์พระเจ้าสูงสุด ผู้ทรงวางแผนงานแห่งความรอด

▪พระเจ้าองค์พระบุตร ทรงเปิดเผยสิ่งที่พระเจ้าองค์พระบิดา ทรงปฏิบัติ และบรรลุตามแผนงานแห่งความรอด ในหมู่คริสเตียนเรามีความเชื่อว่าเราถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเหมือนกับพระเจ้าองค์พระบุตร22 และมีส่วนร่วมในการเสียสละพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อเรา23 เพื่อที่เราจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์24 และจะได้อยู่กับพระองค์ในสวรรค์25

▪พระเจ้าองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงดำเนินงานของพระเจ้า และสืบสานแผนงานแห่งความรอดต่อไป คือองค์พระผู้ช่วยเราในการดำเนินชีวิตแต่ละวันในขณะที่เราอยู่ในโลกนี้

อย่างไรก็ตาม มีบางศาสนา เช่น “ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย” (มอรมอน)26 และ “พยานพระยะโฮวา” 27 ไม่เชื่อในหลักคำสอนของตรีเอกานุภาพ ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในหลายๆเหตุผลที่ไม่ถือว่าศาสนาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรคริสเตียน

*รากฐานความเชื่อของคริสเตียน คือองค์พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อชดใช้ความผิดบาปของเรา(ความรอด) และพระองค์ทรงเป็นผู้เสียสละนิรันดร์ และสมบูรณ์แบบ28 ศาสนาใดๆที่ไม่เชื่อว่าพระเยซูคือพระเจ้า (คือเชื่อว่าพระเจ้าเท่านั้นที่สมบูรณ์แบบ และนิรันดร์) ถือเป็นการละเมิดหลักความเชื่อของคริสเตียนในข้อที่ว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อชำระหนี้แห่งความผิดบาปทั้งหมดที่คริสเตียนได้กระทำ29

เช่นเดียวกันกับคำสอนอื่นๆในพระคัมภีร์ ที่หลักคำสอนในเรื่องพระตรีเอกานุภาพ นั้นดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยาก มีความซับซ้อน ขัดแย้งในความคิดเห็น และอยู่นอกเหนือความเข้าใจของเรา แต่การยอมรับสิ่งเหล่านี้นั้นจะทำให้เรามีโอกาสได้มอบหนึ่งของขวัญแด่พระเจ้า…“ความเชื่อ”

 

ผู้เขียนใช้พระคัมภีร์อ้างอิงฉบับอมตธรรมร่วมสมัย(NIV)

 

2ทิโมธี 4:3-4ปฐมกาล 1:1ยอห์น 6:40กันดารวิถี 12:9ยอห์น 4:242 โครินธ์ 5:1,2โยบ 36:22-24, โคโลสี 1:17สดุดี 147:5อิสยาห์ 55:9เยเรมีย์ 23:23-25ยอห์น 1:1; วิวรณ์ 1:8เฉลยธรรมบัญญัติ 32:40เฉลยธรรมบัญญัติ 32:4, สดุดี 37:27-29เฉลยธรรมบัญญัติ 7:9, สดุดี 136:26, เอเฟซัส 2:4-5มัทธิว 18:3ปฐมกาล 1:26-28อิสยาห์ 43:7, วิวรณ์ 4:11มัทธิว 6:9Ehrman, Bart D, The Apostolic Fathers. Vol 1. Loeb Classical Library, 2003, 119.ฟิลิปปี 1:2, ทิตัส 2:13, กิจการ 5:3-4ยอห์น 3:16, ยอห์น 16:10, ยอห์น 14:26, กิ จการ 2:33, มาระโก 1:10-11, ยอห์น 1:18, ยอห์น 16:13-15เอเฟซัส 2:10,โรม 6:3กาละเทีย 2:20โรม 6:5เอเฟซัส 2:6The Doctrine and Covenants of the Church of Jesus Christ of Latter-Day Saints, Chapter 130.The Watchtower, June 1, 1952, p.24.ฮีบรู 9:141 ทิโมธี 1:5
The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help