Followers of Jesus Christ-Iamachristian.org

วันอาทิตย์ที่ยี่สิบเอ็ด เทศกาลธรรมดา

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

วันอาทิตย์ที่ยี่สิบเอ็ด เทศกาลธรรมดา

ลูกา 13:22-30
    พระเยซูเจ้าเสด็จผ่านเมืองและหมู่บ้าน ทรงสั่งสอนประชาชนและทรงเดินทางมุ่งไปกรุงเยรูซาเล็ม คนคนหนึ่งทูลถามพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า มีคนน้อยคนใช่ไหมที่รอดพ้นได้” พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “จงพยายามเข้าทางประตูแคบ เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า หลายคนพยายามจะเข้าไป แต่จะเข้าไม่ได้
    เมื่อเจ้าของบ้านจะลุกขึ้นเพื่อปิดประตู ท่านจะยืนอยู่ข้างนอกเคาะประตู พูดว่า ‘พระเจ้าข้า เปิดประตูให้พวกเราด้วย’ แต่เขาจะตอบว่า ‘เราไม่รู้ว่าพวกเจ้ามาจากที่ใด’ แล้วท่านก็จะพูดว่า ‘พวกเราได้กินได้ดื่มอยู่กับท่าน ท่านได้สอนในลานสาธารณะของเรา’ แต่เจ้าของบ้านจะตอบว่า ‘เราไม่รู้ว่าพวกเจ้ามาจากที่ใด ไปให้พ้นจากเราเถิด เจ้าทั้งหลายที่กระทำการชั่วช้า’
    เวลานั้น ท่านทั้งหลายจะร่ำไห้คร่ำครวญและขบฟันด้วยความขุ่นเคือง เมื่อแลเห็นอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ กับบรรดาประกาศกในพระอาณาจักรของพระเจ้า แต่ท่านทั้งหลายกลับถูกไล่ออกไปข้างนอก จะมีคนจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศใต้ มานั่งร่วมโต๊ะในพระอาณาจักรของพระเจ้า
    ดังนั้น พวกที่เป็นกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นกลุ่มแรก และพวกที่เป็นกลุ่มแรกจะกลับกลายเป็นกลุ่มสุดท้าย”

บทรำพึงที่ 1

ข้อรำพึงที่หนึ่ง
ประตูแคบ

    พระเยซูเจ้าทรงทราบว่าพระองค์กำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใดในชีวิตของพระองค์ กรุงเยรูซาเล็มคือจุดหมายปลายทางของพระองค์ แต่พระองค์ไม่ได้ครุ่นคิดถึงแต่เรื่องนี้จนไม่สนใจสถานที่อื่น ๆ ระหว่างการเดินทาง พระองค์ทรงหาเวลาไปเยี่ยมเยือนเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ ด้วย พระองค์ทรงมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน แต่ทรงมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายนี้อย่างไม่กระวนกระวายเพราะถูกบีบคั้น แต่ด้วยความอ่อนโยน เพราะทรงเต็มใจเลือกทำเช่นนี้

    พระองค์ตรัสถึงความรอดพ้นว่าเหมือนกับการพยายามเข้าทางประตูแคบ ภาพลักษณ์ของประตูแคบแสดงว่าผู้ที่ผ่านเข้าไปได้จำเป็นต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปทางประตูนี้ หมายความว่าเราต้องรับผิดชอบในการเลือกทิศทางชีวิตของเรา แทนที่จะปล่อยตัวล่องลอยไปตามกระแสสังคม การถูกเรียกว่าเป็นคนความคิดแคบดูเหมือนไม่ใช่คำชม เพราะชวนให้คิดถึงคนดื้อรั้นที่ไม่เคยมองเห็นอะไรดี ๆ นอกจากอคติของตนเอง แต่การมีวิสัยทัศน์แคบ ๆ ก็มีส่วนดี เหมือนกับนักแม่นปืนที่รวบรวมสมาธิเพ่งมองที่เป้าโดยปิดตาข้างหนึ่ง และหรี่ตาอีกข้างหนึ่งเพื่อจำกัดขอบเขตการมองเห็นให้แคบลง คนโบราณฉลาดไม่น้อยเลยที่เข้าใจว่าบาปก็คือการพลาดเป้าหมายของชีวิต อาจกล่าวได้ว่าบาปเป็นผลของการที่เราไม่มีความคิดที่แคบพอ เกี่ยวกับเป้าหมายของเรา

    เราอยู่ในยุคที่ชื่นชมบุคคลที่มีความคิดเปิดกว้าง และเป็นยุคที่มนุษย์รู้สึกว่ายากมากที่จะผูกมัดตนเองกับสิ่งใดในชีวิต หรือพูดคำว่า “ตลอดกาล” มีประสบการณ์และทางเลือกมากมาย จนเราต้องการเก็บโอกาสที่จะเลือกไว้กับตัวเราตลอดไป ปัญหาของการผูกมัดตนเองก็คือ เราจำต้องปิดประตูใส่ทางเลือกอื่น ๆ

    ดังนั้น การมีความคิดเปิดกว้างจึงมีจุดอ่อน เพราะทำให้เราสูญเสียพลังงานซึ่งกระจัดกระจายไปหลายทิศทางมากเกินไป นิสัยสำมาเลเทเมาเป็นผลที่หลบเลี่ยงไม่ได้จากการขาดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และการผูกมัดตนเอง

    ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ในยุคของมนุษย์ที่ความคิดเปิดกว้างนี้ เราได้ยินเรื่องความเบื่อหน่าย เฉื่อยชา และความหดหู่อยู่เสมอ ต้นเหตุหนึ่งมาจากมนุษย์ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต เมื่อใดที่เรามีจุดมุ่งหมาย เราจะมีพลังอย่างเหลือเฟือ เราจะเห็นว่าคนที่รู้ทิศทางชีวิตของตนจะมีดวงตาเป็นประกาย และเดินอย่างกระฉับกระเฉง

    แต่การรู้จุดมุ่งหมายในแต่ละวันก็อาจไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องเข้าใจความหมายของชีวิตหลังจากเราข้ามสะพานแห่งความตาย คนปัจจุบันยอมรับมากขึ้นว่าคำถามลึกซึ้งที่ผุดขึ้นมาในความคิดของคนในวัยกลางคนมักเกี่ยวข้องกับความหมายของการเดินทางของชีวิต กล่าวคือ เขามองชีวิตจากมุมของศาสนา

    การเดินทางตามทิศทางที่เลือก หมายความว่าเราต้องดำเนินชีวิตอย่างมีวินัย
    -    เราต้องรู้ว่าอะไรสำคัญกว่า
    -    เราต้องรู้ว่าเราจะได้รับความช่วยเหลือจากที่ใดได้ระหว่างทาง
    -    เราต้องมองเห็น และหลีกเลี่ยงจุดอันตราย
    -    เราต้องปลดสัมภาระที่ไม่จำเป็นออกจากตัว
    -    เราต้องกำจัดสิ่งที่ทำให้เสียพลังงาน และทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์

    แต่ชีวิตที่มีวินัยไม่จำเป็นต้องเข้มงวดจนไม่มีเวลาผ่อนคลาย และลดความเร็ว ความเข้มงวดเกินไปทำให้การเดินทางมุ่งหน้าสู่ประตูของพระเจ้าเป็นการเดินทางที่ไม่น่าอภิรมย์ และวิธีนั้นไม่น่าจะถูกต้อง ศาสนาที่ขาดความยินดีเป็นเครื่องหมายของทิฐิ ซึ่งรู้จักความเกลียดมากกว่าความรัก

    วิถีทางของพระเยซูเจ้าเป็นต้นแบบให้เราได้ พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ และทรงออกเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม แต่พระองค์ทรงผ่อนคลายมากพอ และมีเวลาให้กับเมืองและหมู่บ้านตามเส้นทาง ศิษย์พระคริสต์ต้องเพ่งสายตาไปที่ประตูแคบ แต่เมื่อเขากำหนดทิศทางได้แล้ว เขาสามารถมุ่งหน้าไปในทิศทางนั้นได้อย่างผ่อนคลาย และมีความสุขกับการเดินทางไปยังประตูของพระเจ้า

 
ข้อรำพึงที่สอง
ภาพของสวรรค์

    ถ้าเราไปถึงประตูแคบนั้นแล้ว อะไรรอเราอยู่ข้างใน สวรรค์เป็นอย่างไร นรกมีอยู่จริงหรือไม่ ถ้ามีจริง นรกเป็นอย่างไร

    คนส่วนใหญ่ที่ฟังพระเยซูเจ้ามีความเชื่อเหมือนกันในชีวิตหลังความตาย เมื่อผู้ชอบธรรมจะได้รับรางวัล และคนชั่วจะได้รับโทษ พระเยซูเจ้าตรัสกับคนเหล่านี้ถึงชีวิตหลังความตายโดยทรงบรรยายด้วยภาพที่เขาคุ้นเคย

    พระวรสารตอนนี้เสนอสามภาพ คือ งานเลี้ยงฉลอง การพบกับบรรพบุรุษ และใบหน้าที่แสดงความประหลาดใจ

    (1)    งานเลี้ยงฉลอง ... ไม่น่าแปลกใจ เพราะพระวรสารของลูกามักกล่าวถึงการกินการดื่ม การสังสรรค์กับพระเยซูเจ้าก็ถูกบรรยายโดยใช้ภาพของการกินและดื่มร่วมกับพระองค์ สวรรค์ในจินตนาการเหมือนกับงานเลี้ยงฉลองอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่ไม่สามารถเข้าประตูได้จะรู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างรุนแรง มีการร้องไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคืองตนเอง เมื่อเขายอมรับได้ในที่สุดว่าเขาต้องรับผิดชอบบาปของเขา และจะโทษใครไม่ได้ ส่วนคนที่ผ่านเข้าประตูได้จะชื่นชมกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขานึกได้เมื่อพูดถึงงานเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน การพักผ่อนหย่อนใจ ความพึงพอใจ และบรรยากาศเฉลิมฉลอง

    (2)    ชาวยิวมีใจผูกพันกับบรรพบุรุษของตนมาก พระเยซูเจ้าทรงเสนอภาพของความยินดีจากการได้พบกับบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ร่วมความเชื่อ คือ อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และประกาศกทั้งหลาย ภาพนี้เสนอความหวังว่าเราจะพบกับสมาชิกครอบครัวและมิตรสหายที่ตายจากไป รวมทั้งบรรพบุรุษผู้ถ่ายทอดชีวิต และความเชื่อให้เรามาตลอดหลายศตวรรษ

    (3)    เมื่อพระเจ้าทรงเลือกทีมงานของพระองค์ เราได้รับการเตือนแล้วว่าอาจมีบางคนไม่ได้รับเลือก พระเจ้าเท่านั้นสามารถอ่านใจและแรงจูงใจที่ลึกสุด พระองค์เท่านั้นสามารถวินิจฉัยอย่างถูกต้องที่สุดว่าเราตอบสนองอย่างไรต่อพระหรรษทานที่พระองค์ประทานให้ และสถานการณ์ยากลำบากที่เราต้องเอาชนะให้ได้ หลายคนที่ดูเหมือนเป็นคนแรกในการแสดงความศรัทธา และการเป็นส่วนหนึ่งของพระศาสนจักร อาจไปอยู่หลังแถวเมื่อความรักเมตตาแท้ถูกเปิดเผย และความรักเมตตานี้คือคำถามเดียวในการทดสอบครั้งสุดท้ายนี้ ในขณะที่หลายคนที่ดูเหมือนว่าต่ำกว่ามาตรฐานภายนอก อาจพบว่ามีหัวใจประเสริฐดั่งทองคำ

    ดังที่นักบุญออกุสตินกล่าวไว้ว่า มีหลายคนในวัดที่จะไม่อยู่ในพระอาณาจักร และหลายคนในพระอาณาจักรไม่เป็นสมาชิกของพระศาสนจักร ขอให้เราคอยดูรัศมีเหนือศีรษะของคนที่ไม่แสดงตัวว่าศรัทธาในชีวิตนี้ และคอยดูคนศรัทธาที่กระดากอายเพราะถูกเปิดเผยว่าเป็นคนลวงโลก

 
บทรำพึงที่ 2

    บทอ่านพระวรสารของนักบุญลูกาในวันนี้ มาจากหลายข้อความที่นำมาปะติดปะต่อให้เป็นเรื่องเดียวกัน
    -    “ประตูแคบ” (ข้อ 24) มาจากบทเทศน์บนภูเขา (มธ 7:13)
    -    “พระเจ้าข้า เปิดประตูให้พวกเราด้วย” (ข้อ 25) เป็นบทสรุปของอุปมาเรื่องหญิงฉลาดและหญิงโง่ (มธ 25:11)
    -    “เราไม่รู้ว่าพวกเจ้ามาจากที่ใด” (ข้อ 27) เป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งสอนเรื่องการภาวนา (มธ 7:22)
    -    “จะมีคนจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก” (ข้อ 29) เป็นบทสรุปของเรื่องการรักษาโรคให้ผู้รับใช้ของนายร้อยชาวโรมัน (มธ 8:11)
    -    “พวกที่เป็นกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นกลุ่มแรก” (ข้อ 30) เป็นข้อความเดียวกับ มธ 19:30 และ 20:16...

    ลูกานำพระวาจาต่าง ๆ ที่พระเยซูเจ้าตรัสในหลายโอกาสมาจัดเรียงใหม่เป็นกลุ่ม นี่คือคำตอบเรื่องจำนวนผู้ที่รอดพ้น พระเยซูเจ้าทรงยืนยันความจริงสองข้อที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน คือ ประตูเข้าสวรรค์นั้น “แคบ” และคนต่างชาติพากันมาร่วมงานเลี้ยงของพระเมสสิยาห์ ในขณะที่ผู้ได้รับเชิญเป็นกลุ่มแรกกลับถูกไล่ออกไปข้างนอก...

พระเยซูเจ้าเสด็จผ่านเมือง และหมู่บ้าน ทรงสั่งสอนประชาชน และทรงเดินทางมุ่งไปกรุงเยรูซาเล็ม

    ลูกาย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า พระเยซูเจ้าทรงกำลังเดินทางไปยังนครศักดิ์สิทธิ์ และเรารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นั่น ... พระเยซูเจ้าทรงเดินทาง พระองค์ไม่ได้ “ตั้งรกราก” พระองค์เดินทางต่อไป ลูกาผู้เป็นเพื่อนร่วมทางของเปาโล ใช้คำนี้ถึง 80 ครั้ง เปาโลก็เป็นนักเดินทาง ชีวิตของคริสตชนก็เป็นการเดินทาง เป็นการเดินไปข้างหน้า

    ส่วนข้าพเจ้าเล่า ... ข้าพเจ้าตั้งรกรากอยู่กับที่ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนหรือเปล่า...

    ข้าพเจ้าอยากให้พระศาสนจักร “ตั้งรกราก” ไม่ขยับเขยื้อนด้วยหรือเปล่า...

    วิวัฒนาการของประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของพระเจ้า “เวลา” เป็นสิ่งสร้างอย่างหนึ่งของพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงเข้ามาอยู่ในกาลเวลา – พระองค์ไม่ทรงหยุดเวลา “เราอยู่กับท่านวันนี้ จนถึงวันสิ้นพิภพ”

คนคนหนึ่งทูลถามพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า มีคนน้อยคนใช่ไหมที่รอดพ้นได้”

    นี่คือคำถามที่หลายคนอยากถาม เป็นคำถามของมนุษย์ทุกคนที่มีใจห่วงใยบุคคลที่เรารัก เราจะมีความสุขในสวรรค์ได้อย่างไร ถ้าคนที่เรารักไม่อยู่ในสวรรค์ด้วย ... นี่คือคำถามที่สมควรถามอย่างยิ่ง “จงอย่ามาร่วมงานเลี้ยงฉลองของพระอาณาจักรเพียงลำพัง จงไป และประกาศข่าวดีตามทางของท่าน คำสัญญานั้นคือปังที่มอบให้เพื่อนำมาแบ่งปัน” ... มนุษย์คนใดที่ไม่ปรารถนาให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอดพ้น มนุษย์คนนั้นย่อมไม่อาจได้รับความรอดพ้น เพราะเขาไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติข้อสำคัญของพระอาณาจักรของพระเจ้า คือ ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ... “พระเจ้าพระผู้ไถ่ของเรามีพระประสงค์ให้ทุกคนได้รับความรอดพ้น” (1 ทธ 2:4)

พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “จงพยายามเข้าทางประตูแคบ เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่าหลายคนพยายามจะเข้าไป แต่จะเข้าไม่ได้”

    นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พระเยซูเจ้าไม่ตอบคำถามโดยตรง พระองค์ไม่ทรงบอกว่าผู้ได้รับเลือกสรรจะมี “มาก” หรือ “น้อย"”... ดูเหมือนพระองค์ไม่ทรงแสดงความสนใจในคำถามทางทฤษฏีนี้เลย เพราะพระองค์ทรงเชิญชวนผู้ฟังพระองค์ให้คิดถึงความรับผิดชอบของพวกเขา “แทนที่จะอภิปรายปัญหาด้วยสติปัญญา จงเลือกวิถีทางที่เป็นรูปธรรม ซึ่งนำไปสู่ชีวิตนิรันดร ... สิ่งสำคัญคือ – ต้องเข้าไปให้ได้”...

    ความอยากรู้จำนวนของผู้ได้รับเลือกสรร แสดงให้เห็นการแสวงหาความมั่นคง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก ถ้าทุกคนมั่นใจว่าเขาจะเข้าสวรรค์ได้ เขาจะพยายามไปทำไม และถ้ามีน้อยคนที่เข้าสวรรค์ได้จริง เราจะยอมเสียสละหลายสิ่งหลายอย่างไปทำไม ... ดังนั้น พระเยซูเจ้าจึงไม่ทรงให้คำตอบที่ชัดเจน แต่ทรงเสนอให้แต่ละคนตัดสินใจเลือกทางเดินของตนเอง และทรงเตือนเขาว่านี่เป็น “เรื่องใหญ่” ... พระเยซูเจ้าไม่ทรงต้องการ “รับรอง” ให้เรามั่นใจ แต่ทรงต้องการให้เรา “รับผิดชอบ” ดังนั้น พระองค์จึงทรงยกภาพลักษณ์ที่คุ้นเคยสำหรับผู้อ่านพระคัมภีร์ นั่นคืออาณาจักรสวรรค์เปรียบเสมือนห้องโถงจัดงานเลี้ยง แต่ทรงเสริมว่ามีคนจำนวนมากวิ่งมาที่ประตู เพราะประตูนี้ “แคบ” คำภาษากรีกที่แปลว่า “พยายาม (striving)” นี้เป็นคำที่รุนแรง คือ agonizeste ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ต่อสู้เพื่อจะเข้าไป” คำภาษาอังกฤษว่า agony (การเข้าตรีทูต) ก็มาจากรากศัพท์เดียวกัน การเข้าตรีทูตของเราเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในชีวิตของเรา เพื่อจะเสนอความรอดพ้นให้แก่มนุษย์ทุกคน พระเยซูเจ้าทรง “ต่อสู้” ในสวนเกทเสมนี และบนเนินกลโกธา พระองค์ไม่ทรงแนะนำให้เราทำสิ่งที่พระองค์ทรงทำมาก่อน พระองค์ประกาศไว้ในพระวรสารตอนหนึ่งว่า “ผู้ที่ใช้ความอดทนและความพยายามเท่านั้น จึงจะเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ได้” (มธ 11:12)

    ข้าพเจ้า “ต่อสู้” เพื่อจะเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์หรือเปล่า ... ด้วยนิสัยและสถานภาพในชีวิต ข้าพเจ้าต้องต่อสู้ในด้านใดโดยเฉพาะ เพื่อจะเอาชนะสภาพและข้อจำกัดซึ่งเป็นตัวถ่วงในชีวิตของข้าพเจ้า

    นักบุญเปาโลบรรยายวิถีชีวิตของคริสตชน โดยใช้คำเดียวกันนี้ (agon = ต่อสู้) “ข้าพเจ้ายินดีที่ได้รับความทุกข์ทรมาน ... เพื่อจะได้ประกาศพระวาจาของพระเจ้าแก่ท่านอย่างสมบูรณ์ ... ข้าพเจ้าจึงตรากตรำทำงาน และต่อสู้ด้วยพลังที่มาจากพระองค์” (คส 1:24-29 เทียบ 1 คร 9:25, คส 4:12, 1 ทธ 4:10) “ข้าพเจ้าต่อสู้มาอย่างดีแล้ว ข้าพเจ้าวิ่งมาถึงเส้นชัยแล้ว ข้าพเจ้ารักษาความเชื่อไว้แล้ว” (2 ทธ 4:7) เราจะคิดได้อย่างไรว่าเราสามารถเข้าสวรรค์ได้โดยไม่ใช้ความพยายามราวกับว่า “วิ่งโดยสวมสเก็ต” เปล่าเลย ชีวิตคริสตชนไม่ใช่เก้าอี้โยก แม้จะเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้เปล่า ๆ และถึงกับเสนอให้แก่คนบาปด้วย แต่เราต้องยอมรับของขวัญชิ้นนี้ ทำให้เป็นของเรา และทำให้ตัวเรามีคุณค่าสมจะได้รับด้วย...

เมื่อเจ้าของบ้านจะลุกขึ้นเพื่อปิดประตู ท่านจะยืนอยู่ข้างนอกเคาะประตู พูดว่า “พระเจ้าข้า เปิดประตูให้พวกเราด้วย” แต่เขาจะตอบว่า “เราไม่รู้ว่าพวกเจ้ามาจากที่ใด ... ไปให้พ้นจากเราเถิด เจ้าทั้งหลายที่กระทำการชั่วช้า”

    ชาวอิสราเอล รู้คุณค่าของพันธสัญญา จึงยอมรับไม่ได้ง่าย ๆ ว่าชนชาติอื่นก็อาจเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าได้ด้วย รับบีแมร์ เขียนไว้ว่า “บุคคลหนึ่งจะเป็นบุตรในโลกที่จะมาถึงได้นั้น เขาต้องอาศัยบนแผ่นดินของอิสราเอล ต้องพูดภาษาศักดิ์สิทธิ์ (ฮีบรู) และสวดภาวนา Shama Isarel ทั้งเช้าและค่ำ” ... ตรงกันข้ามกับพระเยซูเจ้า ผู้ไม่ให้ความสำคัญต่อเอกสิทธิ์ของอิสราเอล คนกลุ่มแรกที่พระองค์ทรงเตือนคือคนทั้งหลายที่ “ได้กินได้ดื่ม” กับพระองค์ และคนที่ “ได้ฟังพระองค์สั่งสอน” ซึ่งบัดนี้หมายถึงเราผู้ร่วมโต๊ะแห่งศีลมหาสนิท หนึ่งชั่วโมงที่เราอยู่กับพระเยซูเจ้าในวันอาทิตย์ ไม่สามารถชดเชยเวลาอื่น ๆ ตลอดสัปดาห์ที่เรา “กระทำการชั่วช้า” และอยู่ห่างไกลพระองค์...

เวลานั้น ท่านทั้งหลายจะร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง เมื่อแลเห็นอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ กับบรรดาประกาศกในพระอาณาจักรของพระเจ้า แต่ท่านทั้งหลายกลับถูกไล่ออกไปข้างนอก จะมีคนจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศใต้ มานั่งร่วมโต๊ะในพระอาณาจักรของพระเจ้า ดังนั้น พวกที่เป็นกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นกลุ่มแรก และพวกที่เป็นกลุ่มแรกจะกลับกลายเป็นกลุ่มสุดท้าย”

    พระวาจานี้อาจทำให้เราคิดถึงชายและหญิงผู้มีความตั้งใจดี แต่หลังจากได้พยายามต่อสู้เพื่อเข้าสวรรค์แล้ว กลับถูกตัดสิทธิ์ตามคำตัดสินอย่างเผด็จการของเจ้านายผู้ปราศจากความสงสาร นี่คือภาพเสียดสีล้อเลียนพระเจ้า! พระเจ้าไม่ได้ปราศจากความสงสาร หรือไม่ยุติธรรม ... อันที่จริง ทุกคนที่ไม่สามารถเข้าไปร่วมงานเลี้ยงฉลองนี้ต้องโทษตนเองเท่านั้น เพราะแม้แต่ “คนต่างชาติต่างศาสนา” (“กลุ่มสุดท้ายจะกลายเป็นกลุ่มแรก”) จะมาจากทั่วทุกมุมโลก แม้ว่าเป็นความจริงที่ประตูนี้แคบ เพราะเดิมพันสูงยิ่ง คือชีวิตนิรันดร แต่พระเจ้าทรงเตรียมการไว้อย่างดี ให้ประตูนี้เปิดรับทุกคนได้ ชะตากรรมอันน่าเศร้าของอิสราเอลควรปลุกเราให้ตื่นจากหลับใหล เพราะพวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับเชิญ แต่กลับถูกชายหญิงจากทั่วโลกเบียดแซงหน้าไป เราไม่สามารถเข้าสวรรค์เพราะโชคดี หรือเข้าสวรรค์โดยไม่รู้ตัว แต่เราต้อง “มีความต้องการ” เข้าสวรรค์ เราต้องต่อสู้เพื่อจะเข้าสวรรค์ เราต้องตัดสินใจอยู่ข้างพระเยซูเจ้า ... ไม่ว่าเราจะเป็นสมาชิกของคนกลุ่มใด เชื้อชาติใด หรือครอบครัวใด หรือเราได้ปฏิบัติศาสนกิจบางอย่างเป็นประจำ สิ่งเหล่านั้นไม่ควรหลอกเราให้มั่นใจผิด ๆ ได้ สิ่งเดียวที่เป็นหลักประกันคือการอุทิศทั้งตัวตนของเราให้แก่การติดตามพระเยซูเจ้า ... ตลอดทุกนาทีของชีวิต

    และที่สำคัญ ขอให้เราอย่าตัดสินผู้อื่นเลย ... เรารู้ความจริงสองข้อ คือ

–    ในส่วนของพระเจ้า พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเพื่อความรอดพ้นของมนุษย์ทุกคน

-    ในส่วนของมนุษย์ มนุษย์มีเสรีภาพที่จะปฏิเสธของขวัญจากพระเจ้า และเพื่อจะใช้เสรีภาพนี้ในทางที่ถูก เราต้องต่อสู้ ... ขณะที่อยู่บนโลกนี้ เราไม่รู้ว่าเสรีภาพของพี่น้องของเราจะสิ้นสุดลงเมื่อไร การพบกับพระเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งหมายถึงนาทีแห่งความตายนั้น จะต้องเป็นนาทีสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ... ทุกคนที่เข้าใจว่าเดิมพันครั้งนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด ย่อมอดใดไม่ได้ที่จะเป็น “ผู้ไถ่กู้” ร่วมกับพระเจ้าในหมู่มนุษย์ “จงอย่ามาร่วมงานเลี้ยงฉลองของพระอาณาจักรตามลำพัง จงไปและประกาศข่าวดีตามทางของท่าน คำสัญญานั้นคือปังที่มอบให้เพื่อนำมาแบ่งปัน” ... พระเจ้าทรงกระตุ้นเตือนท่านให้เข้ามาอยู่ในบ้านหนึ่งเดียวกันนี้ และทรงเรียกท่านมาอยู่ร่วมกันในความรัก...

    ข้าแต่พระเยซูเจ้า ผู้ทรงเป็นความหวังของมนุษย์ โปรดทรงดลบันดาลให้เราเป็นพยานยืนยันความรอดพ้นที่พระองค์ประทานให้เทอญ...

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help