วันอาทิตย์ที่ยี่สิบ เทศกาลธรรมดา
ลูกา 12:49-53
เรามาเพื่อจุดไฟในโลก เราปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้โลกนี้ลุกเป็นไฟ เรามีการล้างที่จะต้องรับ และเราเป็นทุกข์กังวลใจอย่างมากจนกว่าการล้างนี้จะสำเร็จ
ท่านคิดว่าเรามาเพื่อนำสันติภาพมาสู่โลกหรือ มิได้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า เรานำความแตกแยกมาต่างหาก ตั้งแต่นี้ไป คนห้าคนในบ้านหนึ่งจะแตกแยกกัน คนสามคนจะแตกแยกกับคนสองคน และคนสองคนจะแตกแยกกับคนสามคน บิดาจะแตกแยกกับบุตรชาย และบุตรชายจะแตกแยกกับบิดา มารดาจะแตกแยกกับบุตรหญิง และบุตรหญิงจะแตกแยกกับมารดา มารดาของสามีจะแตกแยกกับบุตรสะใภ้ และบุตรสะใภ้จะแตกแยกกับมารดาของสามี
บทรำพึงที่ 1
ข้อรำพึงที่หนึ่ง
เวลาแห่งการทดลอง
พระเยซูเจ้าไม่ทรงสัญญากับศิษย์ของพระองค์ว่าทางของพวกเขาจะเป็นทางอันสว่างสดใสด้วยแสงแดดและดอกไม้ ตรงกันข้าม พระองค์ทรงเตือนว่าพระองค์จะถูกต่อต้าน และเมื่อถึงเวลา พวกเขาก็จะถูกต่อต้านเช่นกัน ก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงส่งศิษย์ 72 คน ออกไปเยี่ยมและมอบสันติสุขให้แก่ทุกบ้าน พระองค์ทรงปรารถนาให้ทุกคนมีสันติสุข แต่พระองค์ทรงรู้ว่าทุกขบวนการย่อมเผชิญกับการต่อต้าน ทุกกระแสก่อให้เกิดการสวนกระแส ผู้ที่ไม่ยอมรับวิถีทางของพระองค์จะต่อต้านอย่างรุนแรง การต่อต้านและความแตกแยกจะเป็นปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อขบวนการนำสันติสุข และความสามัคคีมาให้ ในบทอ่านที่หนึ่งของวันนี้ คำเทศน์สองของประกาศกเยเรมีย์ ทำให้เขาถูกโยนลงไปในบ่อน้ำ
พระเยซูเจ้าตรัสถึงไฟ และน้ำ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ของการทดสอบ และการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ไฟจะแยกแร่บริสุทธิ์ออกจากวัตถุอื่น ๆ ในเตาหลอม และทำให้สิ่งสกปรกแยกตัวลอยเป็นฝาเหนือเนื้อแยมบริสุทธิ์ น้ำเป็นเครื่องมือชำระล้างสิ่งสกปรก และทำให้สิ่งนั้นสะอาดบริสุทธิ์
คริสตชนที่เป็นผู้อ่านพระวรสารของลูกา รู้ดีว่าการติดตามพระเยซูเจ้าเป็นงานที่ยาก และต้องเสียสละมาก พวกเขาถูกเบียดเบียน หลายคนต้องเสียใจเพราะคนในครอบครัวปฏิเสธและตัดขาดเขา ไม่มีทางที่ถูกหรือง่ายในการเป็นคริสตชน
การต่อต้านสามารถนำส่วนที่ดีที่สุดออกมาจากตัวมนุษย์ เราจะเห็นว่าชนกลุ่มน้อยรวมตัวกันเหนียวแน่นอย่างไร ถ้าเขาถูกขอให้ร้องเพลงในวัด ข้าพเจ้ารับรองว่าท่านจะได้ยินเสียงเขาขับร้อง ระหว่างยุคที่คอมมิวนิสต์เบียดเบียนพระศาสนจักร พระสงฆ์คนหนึ่งจากโปแลนด์มาเยือนประเทศไอร์แลนด์ และบอกว่า “เราได้เปรียบที่มีศัตรูที่มองเห็นได้ และท่านเสียเปรียบที่มีศัตรูที่ท่านมองไม่เห็นตัว” ในสังคมของเขา แม้ว่าไม่มีการต่อต้านศาสนาอย่างเป็นทางการ แต่คริสตชนก็ต้องใช้ความกล้าหาญที่จะประกาศยืนยันความเชื่อ และปฏิบัติศาสนกิจ ... แสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าเขาไปวัด ... กล้าพูดเรื่องการถือความบริสุทธิ์ในความสัมพันธ์ ... สวมใส่สัญลักษณ์ทางศาสนา ... สวดภาวนาในที่สาธารณะ และเข้าร่วมในองค์กรศาสนา แรงเสียดทานอาจมาจากเพื่อนร่วมงาน มิตรสหาย บุคคลในสังคมเดียวกัน หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัว
คนทั่วไปอาจอ้างวิทยาศาสตร์ และล้อเลียนผู้มีความเชื่อว่าไร้เดียงสา หลอกง่าย หรือถูกล้างสมอง เขาอาจอ้างเสรีภาพทางความคิด และดูถูกผู้มีความเชื่อว่ายอมเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างในพระคัมภีร์ ... เขาอาจอ้างศาสนสัมพันธ์ และเรียกเราว่าคนหัวโบราณ เพราะเรายึดมั่นในความเชื่อที่ไม่เปลี่ยนไปตามกระแสสังคม
พระเยซูเจ้าทรงมองเห็นภาพที่ครอบครัวต้องแตกแยกกันเพราะบางคนต้องการติดตามพระองค์ ความแตกแยกในครอบครัวทำให้นึกถึงระบบการออกเสียงในรัฐสภาประชาธิปไตย เพราะย่อมถึงจุดหนึ่งที่เราจำเป็นต้องยืนขึ้นและแสดงความคิดเห็นของเรา ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งทำให้รัฐบาลแสดงส่วนที่ดีที่สุดของตนออกมา ไม่มีสิ่งใดมีประสิทธิภาพมากกว่าการต่อต้านที่จะทำให้เรากล้าแสดงจุดยืนทางศาสนา
พระเยซูเจ้าทรงแสดงอารมณ์เมื่อพระองค์ตรัสถึงการเผชิญหน้ากับไฟ และน้ำในพันธกิจของพระองค์ ชาวไอริชส่วนใหญ่เป็นคาทอลิก ดังนั้น คริสตชนชาวไอริชจึงไม่มีความกระตือรือร้น จนการถือศาสนากลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ และไร้อารมณ์ คนมาร่วมพิธีกรรมโดยนั่งม้านั่งข้างหลัง และคอยมองนาฬิกา เราเอาพระจิตเจ้าไปซ่อนไว้ที่ไหน ความคลั่งไคล้และการร้องเพลงเชียร์ข้างสนามฟุตบอลหายไปไหน การต่อต้านกำลังทำให้ขนาดขององค์กรเล็กลง แต่หวังว่าเรากลายเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง และทุ่มเทมากขึ้นในระยะยาว
ข้อรำพึงที่สอง
ประสบการณ์ความขัดแย้ง
พระเยซูเจ้าทรงมีอารมณ์ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันภายใน พระองค์ทรงรู้สึกว่าอยากส่งไฟเปนเตกอสเตจากสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์เร็ว ๆ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ทรงรู้สึกลังเลเมื่อคิดถึงเนินกัลวารีโอ ซึ่งดูเหมือนเป็นวังน้ำวนแห่งความตายที่พระองค์ต้องกระโจนลงไป ภาพลักษณ์ของไฟ และน้ำ แสดงให้เห็นความรู้สึกภายในของพระองค์ หนังสือบุตรสิราบอกเราว่า สิ่งที่ตรงกันข้ามสามารถเสริมพลังให้แก่กันอย่างไร “ทุกสิ่งดำเนินไปเป็นคู่ที่ตรงกันข้ามกัน และพระองค์ไม่ทรงสร้างสิ่งใดที่บกพร่อง สิ่งหนึ่งผนึกกำลังกับอีกสิ่งหนึ่ง ...” (บสร 42:24-25)
ถ้าสังเกตโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ เราจะเห็นว่าในกลางคืนก็มีจุดเริ่มต้นของกลางวัน และกลางวันก็เติบโตกลายเป็นกลางคืน กลางฤดูหนาวก็มีคำสัญญาของฤดูร้อน และถูกเลือกให้เป็นเวลาสำหรับพิธีกรรมเฉลิมฉลองการเสด็จมาของแสงสว่างมายังโลกของเรา
และวันกลางฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์เริ่มอับแสง ถูกเลือกให้เป็นวันฉลองนักบุญยอห์น ผู้ทำพิธีล้าง ผู้ที่แสงสว่างของเขากำลังจะหรี่ลง บางครั้ง เราจำเป็นต้องเดินไปทางหนึ่งก่อนจะเริ่มรู้สึกว่ามีอีกแรงหนึ่งดึงเราไปในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อเราสัมผัสกับความกลัว เราจึงเข้าใจว่าความกล้าหาญคืออะไร
และเมื่อเราอยู่ท่ามกลางความมืดยามค่ำเท่านั้น เราจึงมองเห็นแสงของดวงดาวที่อยู่ไกลลิบได้
เราเรียนรู้ว่าทุกก้าวที่เราเดินออกจากสิ่งหนึ่งจะนำเราเข้าไปใกล้อีกสิ่งหนึ่งมากขึ้นอีกก้าวหนึ่ง และทุกครั้งที่เราสัมผัสกับความตายจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตในรูปแบบใหม่
ประสบการณ์ที่ตรงกันข้ามไม่เพียงดำรงอยู่เคียงคู่กัน แต่สิ่งหนึ่งผนึกกำลังกับอีกสิ่งหนึ่ง และดังนั้น ความเศร้าจึงไม่สามารถกำจัดความยินดีแท้ได้ ความเศร้าสามารถทำให้วิญญาณมีความรู้สึกไวมากขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถของวิญญาณในการรองรับความยินดี เหมือนกับการพักผ่อนช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเราในการทำกิจกรรม และช่วงเวลาที่เราอยู่อย่างสันโดษช่วยให้เราทำงานช่วยเหลือชุมชนได้มากขึ้น
เราอาจตกใจเมื่อรับรู้ว่า แม้เรารักพระเจ้ามาก แต่ก็มีความขุ่นเคืองและความโกรธพระเจ้าฉีดพล่านอยู่ในตัวเรา หรือขณะที่เราคิดว่าเราวางใจในพระเจ้าโดยสิ้นเชิงแล้ว แต่เราก็อาจรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงกับวิธีการที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อเรา เราจำเป็นต้องมีความอดทน (และได้รับการชี้นำอย่างฉลาด) เพื่อให้รู้จักพิเคราะห์แยกแยะว่าความขัดแย้งในใจกำลังเปิดเผยอะไรแก่เรา
ทุกวันนี้ เราคาดหมายว่าจะได้รับคำตอบในทันทีทันใด จนกระทั่งเราไม่มีความอดทนที่จะรอคอยให้อารมณ์ด้านตรงกันข้ามเข้ามาถ่วงดุล แต่ถ้าเราวิ่งหนีห้วงเวลาแห่งความเหงา เราจะไม่มีวันค้นพบความงามของความวิเวกเลย
ถ้าเราไม่สามารถอยู่ร่วมกับช่วงเวลาที่เราหดหู่ใจได้ เราย่อมพลาดโอกาสที่จะไตร่ตรองความจริงในชีวิตให้ลึกซึ้งมากขึ้น ถ้าเรายืนกรานว่าต้องได้ทุกอย่างตามใจเรา เมื่อนั้น เราย่อมพลาดโอกาสที่จะเก็บเกี่ยวประโยชน์จากความคิดของผู้อื่น
พระเยซูเจ้าทรงสัมผัสรับรู้ความรู้สึกตรงกันข้ามกัน ระหว่างความกระตือรือร้นและความกลัว ระหว่างความเร่งด่วนและความกังวลใจ ความรู้สึกด้านหนึ่งอบอุ่นเหมือนไฟ และอีกด้านหนึ่งทำให้สำลักเหมือนน้ำ ศิษย์ของพระเยซูเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับประสบการณ์ที่ขัดแย้งกันทำนองนี้ และอันที่จริง แบบแผนพื้นฐานของชีวิตคริสตชนก็คือการมีส่วนร่วมในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือความตาย และการกลับคืนชีพของพระเยซูคริสตเจ้า
ไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจนมากกว่านักบุญเปาโล “เราแบกความตายของพระเยซูเจ้าไว้ในร่างกายของเราอยู่เสมอ เพื่อว่าชีวิตของพระเยซูเจ้าจะปรากฏอยู่ในร่างกายของเราด้วย ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราเสี่ยงกับความตายอยู่เสมอเพราะความรักต่อพระเยซูเจ้า เพื่อให้ชีวิตของพระเยซูเจ้าปรากฏชัดในธรรมชาติที่ตายได้ของเรา” (2 คร 4:10-11)
การอุทิศตนของคริสตชน จะได้รับพลังจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างสองขั้วที่ตรงกันข้ามเช่นนี้
บทรำพึงที่ 2
วันนี้ เราอ่านพบสามประโยคที่พระเยซูเจ้าตรัสคือ เรื่องของ “ไฟ” ที่พระองค์ทรงกำลังนำมาสู่โลกนี้ เรื่องของ “การล้าง” ซึ่งพระองค์จะได้รับ ... และ “ความแตกแยก” ที่พระองค์ทรงกระตุ้นให้เกิดขึ้น ... สามประโยคนี้ พระองค์คงตรัสไว้ในเวลาต่างกัน เพราะเราพบได้ในพระวรสารฉบับอื่น ซึ่งไม่ได้จัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน (มก 10:38; มธ 10:34, 36)
แต่เมื่อลูกานำมารวมกัน โดยให้พระเยซูเจ้าตรัสระหว่างการเดินทางขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เขาเสนอให้เราตีความว่าการสิ้นพระชนม์ การกลับคืนชีพ และการประทานพระจิตเจ้า กำลังใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว...
เรามาเพื่อจุดไฟในโลก
เราต้องไม่ตีความตามตัวอักษร แต่ต้องมองเห็นความหมายเชิงสัญลักษณ์ เพราะเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน พระเยซูเจ้าไม่ทรงเห็นชอบกับความปรารถนาของศิษย์ของพระองค์ที่จะเรียกไฟจากฟ้าลงมาเผาหมู่บ้านของชาวสะมาเรีย (ลก 9:54-55) ... แต่ในพระคัมภีร์ ไฟเป็นสัญลักษณ์ของอะไร...
ไฟเป็นเครื่องหมายของการประทับอยู่ของพระเจ้า โมเสสพบพระยาห์เวห์ในพุ่มไม้ที่ลุกเป็นไฟในทะเลทราย ... ชาวอิสราเอลได้รับพระบัญญัติของพระเจ้าท่ามกลางลมพายุที่มีฟ้าแลบและฟ้าร้องบนภูเขาซีนาย ... ในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม สมณะถวายเครื่องบูชาด้วยการเผาด้วยไฟ – ราวกับว่าให้ “ผ่านพระเจ้า” – ก่อนจะคืนกลับมาให้ใช้กินเป็นอาหาร ซึ่งเป็นเครื่องหมายของความสนิทสัมพันธ์ ... ที่ชัดเจนยิ่งกว่านั้น คือ ไฟเป็นเครื่องหมายของการพิพากษาของพระเจ้า ซึ่งเผาผลาญคนชั่ว และชำระผู้ที่ซื่อสัตย์ “จำนวนน้อยที่เหลืออยู่” (ปฐก 19:23-29; ลนต 10:2; อมส 1:4, 7; อสย 66:15-16; อสค 38:22, 39:6) ... ลูกาหยิบยกเรื่อง “การพิพากษาด้วยไฟ” ขึ้นมากล่าวอีกครั้งหนึ่ง (ลก 3:9-17, 9:54, 17:29)...
แต่สำหรับลูกา ความหมายแรกของไฟคือ พระจิตของพระเจ้า ผู้เสด็จมาเผาผลาญอัครสาวกในวันเปนเตกอสเต (กจ 2:3, 10) ไฟนี้เป็นไฟฝ่ายจิตที่ไม่มีวันดับ ส่องสว่างไปทั่วทั้งโลก เป็นการประทับอยู่อันลุกร้อนของพระผู้กลับคืนชีพ ไฟนี้เผาหัวใจของศิษย์ที่เดินทางไปยังหมู่บ้านเอมมาอูส เมื่อเขาฟังพระเยซูเจ้าตรัสสอน แม้ว่าในขณะนั้นเขายังจำพระองค์ไม่ได้ก็ตาม (ลก 24:32, 49; กจ 3:44)
เราปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้โลกนี้ลุกเป็นไฟ
พระเยซูเจ้าปรารถนาจะประทานพระจิตเจ้าให้แก่ชาวโลก พระองค์ตรัสว่านี่คืองานหนึ่งเดียวของพระองค์ “เรามาเพื่อการนี้” ขอให้เรามองว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็น “บุรุษผู้เต็มไปด้วยความปรารถนา” ทรงมีโครงการใหญ่อยู่ในพระทัย ... พระเยซูเจ้าทรงลุกร้อนด้วยความปรารถนายิ่งใหญ่หนึ่งเดียว คือ พระองค์ทรงต้องการฟื้นฟูโลกขึ้นมาใหม่ทั้งโลก...
มนุษย์ทุกวันนี้รู้สึกผิดหวังกับภาพลวงตาบ่อยครั้ง แต่พระเยซูเจ้ายังคงเป็นพลังที่ช่วยสร้างความกระตือรือร้นครั้งใหม่ให้หลาย ๆ คน ... แม้ขณะที่กำลังทำงานที่ซ้ำซากจำเจ เราสามารถทำให้ “เปลวไฟรักทรงชีวิต” ลุกโชนขึ้นได้...
อนิจจา ในพวกเรามีใครบ้างที่ไม่เคยดับไฟของพระจิตเจ้าในบางวัน ... พระวรสารรบกวนจิตใจของเรา ... และอาจนำเราไปไกลเกินกว่าที่เราอยากจะไป ... ดังนั้น เราจึงดับไฟนั้นเสีย ... ไฟจากพระวาจาที่ลุกร้อน และกวนใจเรา...
เรามีการล้างที่จะต้องรับ และเราเป็นทุกข์กังวลใจอย่างมาก จนกว่าการล้างนี้จะสำเร็จ
คำว่า “การล้าง” ในที่นี้ (baptisma ในภาษากรีก) หมายถึงการจุ่มตัวในน้ำ หรือการอาบน้ำ ในยุคของลูกา ศีลล้างบาปไม่ได้หมายถึงการหยดน้ำสองสามหยดลงบนหน้าผากเหมือนกับในพิธีโปรดศีลล้างบาปในยุคสมัยของเรา แต่เป็นการจุ่มทั้งตัวลงในบ่อน้ำ ดังนั้น จึงควรแปลประโยคนี้ว่า “เราต้องถูกจุ่มทั้งตัวลงในน้ำ”
ประโยคนี้ก็เป็นภาษาสัญลักษณ์เช่นกัน พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสถึงพิธีกรรมบางอย่าง พระองค์ทรงคิดถึงพระทรมานของพระองค์ การอาบพระโลหิต – หรือความเจ็บปวดทรมาน และความตายที่เหมือนน้ำท่วม ซึ่งในไม่ช้าจะกลืนกินพระองค์เหมือนกับคนใกล้จมน้ำที่ถูกคลื่นโยนไปมาในทะเล ... พระเยซูเจ้าทรงเป็นทุกข์กังวลใจกับความคิดนี้ แต่ทรงรู้ว่าเหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้น “เราต้อง ...” เป็นคำที่พระองค์ใช้เสมอเมื่อตรัสถึงความตายบนไม้กางเขน ซึ่งจะเป็นหนทางให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จเป็นความจริง และเป็นแผนการที่เรามนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยหลักเหตุผลของเรา
เมื่อลูกานำเรื่องของ “การประทานไฟแห่งพระจิตเจ้า” มารวมกับ “การจุ่มตัวในความตาย” เขากำลังเน้นว่าความรอดพ้นของมนุษย์ทำให้พระเยซูเจ้าต้องทนทรมานอย่างสาหัสเพียงใด...
ดังนั้น เราแปลกใจหรือที่ชีวิตคริสตชนของเราเรียกร้องให้เรายอมเสียสละบ้าง “เราจงมีมานะวิ่งต่อไปในการแข่งขัน ซึ่งกำหนดไว้สำหรับเรา จงเพ่งมองไปยังพระเยซูเจ้า ... ผู้ทรงอดทนต่อการคัดค้านเช่นนี้ของคนบาป” (ฮบ 12:1-4) สำหรับ ลูกา ผู้เป็นศิษย์ของเปาโล ศีลล้างบาปมีความหมายลึกกว่าที่คนร่วมสมัยของเขาคิด “เราทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปเดชะพระคริสตเยซู ก็ได้รับศีลล้างบาปเข้าร่วมกับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ด้วย ดังนั้น เราถูกฝังไว้ในความตายพร้อมกับพระองค์อาศัยศีลล้างบาป เพื่อว่าพระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย เดชะพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดาฉันใด เราก็จะดำเนินชีวิตแบบใหม่ด้วยฉันนั้น” (รม 6:3-4)…
เราทำให้ศีลล้างบาปด้อยคุณค่าลงหรือเปล่า...
เมื่อไตร่ตรองพระทรมานของพระเยซูเจ้า ขอให้เราถามตนเองด้วยคำถามของพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ว่า “คริสตชนทั้งหลาย ท่านได้ทำอะไรกับศีลล้างบาปของท่าน ... เป็นไปได้อย่างไรที่ชีวิตของท่าน ในฐานะคริสตชนชายหรือหญิง แสดงให้เห็นแต่เพียงความเข้าใจตื้น ๆ ประสามนุษย์ในคำว่า “ผลิบาน (blossoming)” หรือ “บรรลุผล (fulfilment” ... “เรามีการล้างที่จะต้องรับ และเราเป็นทุกข์กังวลใจอย่างมากจนกว่าการล้างนี้จะสำเร็จ”...
แต่ชีวิตของคริสตชนที่รับศีลล้างบาปแล้วยังเป็น “การผลิบาน” และ “การบรรลุผล” ด้วย เพราะเรารักจนถึงที่สุดด้วยความรักที่ยอมพลีทุกสิ่งทุกอย่าง ... ชีวิต “ในพระคริสต์” ทำให้แม้แต่สิ่งที่ดูเหมือนไร้สาระก็มีความหมาย กล่าวคือ ไม้กางเขนซึ่งเป็นเครื่องหมายของการกำจัด ... การทำลาย ... ความล้มเหลว ... พระเยซูคริสตเจ้าได้ทรงทำให้กลายเป็นเครื่องหมายเชิงบวกของการบรรลุผล ... ของการเสียสละ ... ของประสิทธิผลสูงสุด ... ในทำนองเดียวกัน ศีลล้างบาป ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการฝัง กลายเป็นเครื่องหมายของชีวิตใหม่ ... ความกังวลใจทั้งปวงที่กำลังท่วมตัวเราอาจกลายเป็น “เสียงเรียก” ความเจ็บปวดของเราจะเปลี่ยนสภาพไปโดยสิ้นเชิง ถ้าเรารับความเจ็บปวดนั้นไว้ในความสนิทสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า “บัดนี้ ข้าพเจ้ายินดีที่ได้รับทุกข์ทรมานเพื่อท่านทั้งหลาย ความทรมานของพระคริสตเจ้ายังขาดสิ่งใด ข้าพเจ้าก็เสริมให้สมบูรณ์ด้วยการทรมานในกายของข้าพเจ้า เพื่อพระกายของพระองค์คือพระศาสนจักร” (คส 1:24)...
ท่านคิดว่าเรามาเพื่อนำสันติภาพมาสู่โลกหรือ มิได้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า เรานำความแตกแยกมาต่างหาก
สันติภาพเป็นหนึ่งในพระพรที่ชาวอิสราเอลรอคอยมากที่สุดจากพระเมสสิยาห์ (อสย 9:5; ศคย 9:10; ลก 2:14) แต่การเทศน์สอน และการกระทำของพระเยซูเจ้า กลับนำไปสู่ปฏิกิริยาอันรุนแรงจากผู้ต่อต้านพระองค์ พระเยซูเจ้าทรงเป็นบุคคลที่ทางการต้องการตัว พระองค์ทรงรู้สึกว่าพระองค์ถูกสะกดรอยติดตามจากบุคคลรอบตัว แต่แทนที่จะกลัว และยุติกิจกรรม พระองค์กลับก้าวไปหาความตายด้วยความกล้าหาญอย่างน่าชมเชย และพระองค์ทรงประกาศแก่มิตรสหายด้วยว่าพวกเขาจะต้องเผชิญกับการต่อต้านเช่นนี้เหมือนกัน ... พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่บางฉบับ ถึงกับอ้างว่าพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดอยู่ใกล้เรา เขาอยู่ใกล้ไฟ”...
เช่นเดียวกับคนร่วมสมัยของพระเยซูเจ้า เราก็ฝันหาสันติภาพ และอยากอยู่ท่ามกลางความปรองดอง ซึ่งทำให้จิตใจของเราได้พักผ่อน ความปรองดองระหว่างชายและหญิง ระหว่างสามีและภรรยา ระหว่างบิดามารดาและบุตร ระหว่างคนต่างชนชั้น ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ระหว่างมนุษย์และพระเจ้า สันติภาพ หรือ Shalom คือความปรารถนาที่ชาวยิวใช้ทักทายกัน เป็นความจริงที่สันติภาพ คือ อุดมคติที่รวมไว้ด้วยทุกสิ่งที่เราปรารถนา...
ถ้าเช่นนั้น เหตุใดพระเยซูเจ้าจึงดูเหมือนว่าทรงเทศน์สอนให้เกิดความแตกแยก...
ข้าแต่พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเป็นสันติภาพของโลกนี้มิใช่หรือ...
ทำไมจึงเกิดความแตกแยกไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ใด...
อะไรคือไฟที่จะเผาโลกนี้...
ถูกแล้ว พระเยซูเจ้าทรงกำลังนำสันติสุขมาให้ “สันติสุขแก่มนุษย์ผู้มีน้ำใจดี” แต่ไม่ใช่สันติสุขที่เกิดขึ้นโดยง่าย ... “เราให้สันติสุขกับท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้” (ยน 14:27)
มีสันติภาพที่ลวงตา มี “ความปลอดภัย” ที่อันตราย ซึ่งหลอกให้เราตายใจ ซึ่งเกิดจากการประนีประนอม และซ่อนการกดขี่อย่างรุนแรง นี่คือสิ่งตรงกันข้ามกับสันติสุข ประกาศกหลายคนก่อนยุคพระเยซูเจ้าเคยประณามสันติสุขจอมปลอมเหล่านี้ ซึ่งปราศจากกฎเกณฑ์ทางศีลธรรม หรือศาสนา “ตั้งแต่ประกาศกถึงสมณะ ทุกคนฉ้อฉล เขารักษาแผลให้ประชากรของเราเพียงเล็กน้อย กล่าวว่า ‘สันติสุข สันติสุข’ เมื่อไม่มีสันติสุขเลย” (ยรม 8:10-11, 6:13-14, 14:13-16, 23:16-22; อสค 13:8-16; มคา 3:5)...
ตั้งแต่นี้ไป คนห้าคนในบ้านหนึ่งจะแตกแยกกัน คนสามคนจะแตกแยกกับคนสองคน และคนสองคนจะแตกแยกกับคนสามคน บิดาจะแตกแยกกับบุตรชาย และบุตรชายจะแตกแยกกับบิดา มารดาจะแตกแยกกับบุตรหญิง และบุตรหญิงจะแตกแยกกับมารดา มารดาของสามีจะแตกแยกกับบุตรสะใภ้ และบุตรสะใภ้จะแตกแยกกับมารดาของสามี”
ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ พระเยซูเจ้าทรงบังคับคนร่วมสมัยของพระองค์ให้ประจันหน้ากับทางเลือกแท้จริง คือเราต้องเลือกข้าง ... เลือกว่าจะอยู่ข้างเดียว หรือคนละข้างกับพระเยซูเจ้า และความเชื่อในพระอาจารย์จะต้องมาก่อนความผูกพันในครอบครัว ซึ่งถือว่าเป็นความผูกพันที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด...
ในยุคของลูกา พระศาสนจักรเป็นชนกลุ่มน้อยในโลกของคนต่างศาสนา และต้องทนทุกข์กับการแยกตัวระหว่างผู้มีความเชื่อ และผู้ที่ไม่เชื่อ...
ในปัจจุบัน เราก็สังเกตเห็นได้ว่าถ้อยคำของพระเยซูเจ้าเป็นความจริงอย่างไร ... “ลูก ๆ ของฉันไม่ยอมปฏิบัติศาสนกิจใด ๆ เลย ... สองคนนั้นปฏิเสธที่จะแต่งงาน ... เขาไม่ต้องการให้ลูกของเขารับศีลล้างบาป ... แทบไม่มีครอบครัว คริสตชนใดในโลกตะวันตกที่รอดพ้นจากความขัดแย้งที่พระเยซูเจ้าทรงเคยประกาศไว้ ครอบครัวคริสตชนในประเทศของเราปลอดภัยจากความขัดแย้งเช่นนี้หรือ – และจะปลอดภัยอีกนานเท่าไร ... ในกรณีเช่นนี้ เรามักอยากกล่าวโทษคนอื่นว่า “ถ้าพระศาสนจักรทำอย่างนี้ ... ถ้าครูอาจารย์สั่งสอนกันอย่างนี้ ... ถ้าฉันทำอย่างนี้ ...”
เราคงเข้าใจผิด ถ้าคิดว่านี่เป็นปัญหาใหม่ ... ตั้งแต่ 800 ปี ก่อนสมัยของพระคริสตเจ้า ประกาศกมีคาห์ก็บรรยายถึงการกบฏของบุตรต่อบิดามารดาว่าเป็นปัญหาใหญ่ในยุคของเขาแล้ว (มคา 7:6) และวรรณกรรมประเภทวิวรณ์ที่เขียนขึ้นในยุคของพระเยซูเจ้า ก็ถือว่าความขัดแย้งประเภทนี้เป็น “ความทุกข์ยากครั้งใหญ่” ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นก่อนที่มนุษย์จะได้รับความรอดพ้น และเป็นการประกาศถึงการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์...
พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าภาวนาเพื่อทุกครอบครัวที่แตกแยก ถ้าความเชื่อในพระองค์เป็นทางเลือกที่ยากถึงเพียงนี้ โปรดประทานพระจิตของพระองค์แก่เรา เพื่อให้เรารักษาความเชื่อในพระองค์เถิด...
“พระเจ้าข้า โปรดทรงจุดไฟแห่งพระจิตของพระองค์ขึ้นในใจกลางของโลกเถิด”...

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.