ข่าวดี มัทธิว 22:15-21
การเสียภาษีแก่พระจักรพรรดิซีซาร์
(15)ครั้งนั้น ชาวฟาริสีปรึกษากันเพื่อจับผิดพระวาจาของพระเยซูเจ้า (16)จึงส่งศิษย์ของตนพร้อมกับคนที่เป็นฝ่ายของกษัตริย์เฮโรดมาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์ พวกเรารู้ว่าท่านเป็นคนเที่ยงตรง สั่งสอนวิถีทางของพระเจ้าตามความจริง โดยไม่ลำเอียง เพราะท่านไม่เห็นแก่หน้าใคร (17) ดังนั้น โปรดบอกเราเถิดว่า ท่านมีความเห็นว่าการเสียภาษีแก่พระจักรพรรดิซีซาร์เป็นการถูกต้องหรือไม่” (18)พระเยซูเจ้าทรงหยั่งรู้เจตนาร้ายของเขา จึงตรัสว่า “พวกคนเจ้าเล่ห์ เจ้ามาทดลองเราทำไม (19)จงนำเงินที่ใช้เสียภาษีมาให้ดูสักเหรียญหนึ่ง” เขาก็นำเงินเหรียญมาถวาย (20)พระองค์จึงตรัสถามว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” (21)เขาตอบว่า “เป็นของพระจักรพรรดิซีซาร์” พระองค์จึงตรัสว่า “ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด”
เราได้เห็นพระเยซูเจ้าตำหนิบรรดาผู้นำทางศาสนาของชาวยิวหลายครั้งหลายหนมาแล้ว พวกเขาถูกเปรียบเทียบเป็นบุตรคนที่พูดว่า “ครับพ่อ” แต่แล้วก็ไม่ได้ทำตามความประสงค์ของบิดา (มธ 21:30) หรือเป็นคนเช่าสวนชั่วร้าย (มธ 21:33-46) และล่าสุดพวกเขาถูกเปรียบเทียบเป็นแขกรับเชิญที่ปฏิเสธคำเชิญของกษัตริย์จนถูกกองทหารปราบจนราบคาบ (มธ 22:1-14)
ครั้งนี้ถึงคราวพวกเขาโต้กลับบ้าง !
และพวกเขาจริงจังในการตอบโต้พระเยซูเจ้ามากจนยอมร่วมมือกับคนที่เป็นฝ่ายของกษัตริย์เฮโรด (Herodians) ซึ่งปกติแล้วพวกเขายืนอยู่คนละขั้วกันเลยทีเดียว
พวกฟาริสีเคร่งครัดในศาสนา พวกเขาถือว่าพระเจ้าคือกษัตริย์แต่เพียงพระองค์เดียวของพวกเขา การเสียภาษีให้ซีซาร์จึงเป็นการละเมิดสิทธิของพระเจ้า
ส่วนพวกเฮโรเดียนนั้นอยู่ฝ่ายเดียวกับเฮโรดซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งกาลิลี เฮโรดได้รับการแต่งตั้งจากโรม เขาจึงร่วมมือกับโรมอย่างใกล้ชิด แม้กระทั่งช่วยโรมเก็บภาษีจากชาวยิว
ความแตกต่างและความเกลียดชังระหว่างพวกเขาถูกมองข้ามไปเพราะพวกเขามีศัตรูร่วมกันและมีความปรารถนาร่วมกัน นั่นคือกำจัดพระเยซูเจ้าให้พ้นจากหนทางของพวกเขา
พวกเขาวางแผนพิฆาตพระองค์ด้วยการตั้งคำถามมรณะ และถามในที่สาธารณะด้วย
ที่ว่าเป็นคำถามมรณะเพราะผู้ถามต้องการคำตอบเพียง “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” และไม่ว่าผู้ตอบจะตอบว่าอย่างไรก็ไม่มีทางรอดพ้นจากความผิดไปได้ ยกตัวอย่างเช่น “คุณเลิกตบตีภรรยาแล้วใช่ไหม ?” ถ้าตอบ “ใช่” ก็แปลว่าคุณเคยตบตีภรรยามาก่อน
พวกฟาริสีและเฮโรเดียนเริ่มแผนการของพวกเขาด้วยคำพูดดีแต่ประสงค์ร้ายคือ “พระอาจารย์ พวกเรารู้ว่าท่านเป็นคนเที่ยงตรง สั่งสอนวิถีทางของพระเจ้าตามความจริง โดยไม่ลำเอียง เพราะท่านไม่เห็นแก่หน้าใคร” (ข้อ 16)
เมื่อประจบประแจงเสร็จ พวกเขาก็ยิงคำถามใส่พระองค์ทันที “ท่านมีความเห็นว่าการเสียภาษีแก่พระจักรพรรดิซีซาร์เป็นการถูกต้องหรือไม่” (ข้อ 17)
คำถามเรื่องภาษีนี้ค้างคาใจชาวยิวยิ่งนักเพราะมันขัดกับความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา ยิ่งเจอพวกคลั่งชาติหรือชาตินิยมอย่างเช่นซีมอนหนึ่งในบรรดาอัครสาวกด้วยแล้ว พวกเขาถือว่าการเสียภาษีแก่กษัตริย์ต่างชาตินั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด
แต่เพราะยิวเป็นเมืองขึ้นของโรมและได้รับการปกป้องคุ้มครองจากโรม โรมจึงถือสิทธิเรียกเก็บภาษีจากชาวยิว 3 ประเภทด้วยกัน คือ
1. ภาษีที่ดิน เก็บอัตราร้อยละสิบของผลผลิตจำพวกข้าว และร้อยละยี่สิบของผลผลิตจำพวกน้ำมันและเหล้าองุ่น
2. ภาษีรายได้ เก็บอัตราร้อยละหนึ่ง
3. ภาษีรายหัว เรียกเก็บจากชายอายุตั้งแต่ 14 ปีและจากหญิงอายุตั้งแต่ 12 ปี จนถึงอายุ 65 ปี ในอัตราหนึ่งเดนารีอุสต่อคนต่อปี (ประมาณค่าแรง 1.25 วัน)
ภาษีที่พวกเขาถามพระเยซูเจ้าคือภาษีรายหัวประเภทสุดท้ายนี้เอง
คำถามนี้แหลมคมและเป็นคำถามมรณะจริง ๆ !
หากพระองค์ตอบว่าไม่ควรเสียภาษีแก่จักรพรรดิซีซาร์ พวกเขาก็จะรายงานโรม และแน่นอนว่าพระองค์จะต้องถูกจับกุมข้อหายุยงประชาชนให้ก่อการกบฏ
หากพระองค์ตอบว่าต้องเสียภาษีแก่ซีซาร์ ชาวยิวก็จะถือว่าพระองค์ทรยศต่อศาสนาและเลิกติดตามพระองค์
ไม่ว่าพระองค์จะตอบประการใด ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตและภารกิจของพระองค์ทั้งสิ้น
แต่ด้วยความชาญฉลาด พระองค์ขอดูเหรียญที่ใช้สำหรับเสียภาษี
ในสมัยโบราณ เหรียญเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นกษัตริย์ ทันทีที่กษัตริย์ใหม่ขึ้นครองราชย์พระองค์จะต้องพิมพ์เหรียญที่มีรูปและคำจารึกของตนเองขึ้นมา และถือกันว่าเหรียญเหล่านี้เป็นสมบัติของผู้ที่มีรูปอยู่บนเหรียญ
เมื่อพระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” พวกเขาตอบว่า “เป็นของพระจักรพรรดิซีซาร์” พระองค์จึงตรัสว่า “ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด”
จะเห็นว่าสิ่งที่พระองค์ตอบไม่ใช่ทั้งกฎและไม่ใช่ทั้งระเบียบ แต่เป็นหลักการ ด้วยเหตุนี้คำสอนของพระองค์จึงไม่ขึ้นกับกาลเวลา และไม่มีวันล้าสมัย
หลักการจากพระวรสารตอนนี้คือ “ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด”
เราสามารถอธิบายหลักการนี้ได้ว่า คริสตชนไทยแต่ละคนถือ 2 สัญชาติ
1. สัญชาติไทย เมื่อถือสัญชาติไทย เราย่อมเป็นพลเมืองไทยที่ต้องมีทั้งสิทธิและหน้าที่ควบคู่กันไป
ประเทศไทยได้ให้ความร่มเย็นเป็นสุข ความมั่นคงปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายและจากศัตรูภายนอกประเทศ ตลอดจนจัดให้มีบริการสาธารณะต่าง ๆ เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา การศึกษา การรักษาพยาบาล ฯลฯ หากขาดรัฐไทยเราคงดำรงชีพด้วยความยากลำบาก หรืออาจไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป
เมื่อรัฐไทยมีบุญคุณต่อเราเช่นนี้ เราจึงต้องตอบแทนบุญคุณด้วยการทำหน้าที่พลเมืองไทยอย่างดีและอย่างรับผิดชอบ
เหมือนที่ซีซาร์มีบุญคุณปกป้องคุ้มครองชาวยิว ชาวยิวจึงต้องตอบแทนด้วยการเสียภาษี
ผู้ใดพลาดจากการเป็นพลเมืองดี ผู้นั้นไม่มีทางเป็นคริสตชนที่ดีได้เลย !
2. สัญชาติสวรรค์ สัญชาตินี้เราได้มาจากการเป็นคริสตชน และดังนั้นคริสตชนทุกคนจึงต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อพระเจ้าด้วย ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวว่า “เราแต่ละคนต่างจะต้องทูลรายงานเกี่ยวกับตนเองต่อพระเจ้า” (รม 14:12)
ปกติการปฏิบัติตามหน้าที่อันเนื่องมาจากการถือ 2 สัญชาติดังกล่าวมาแล้วจะไม่มีทางขัดแย้งกันเลย และไม่จำเป็นจะต้องขัดแย้งกันด้วยเพราะว่า “ไม่มีอำนาจใดที่ไม่มาจากพระเจ้า และอำนาจทั้งหลายที่มีอยู่ก็ได้รับจากพระเจ้าทั้งสิ้น” (รม 13:1) “ดังนั้น ท่านจงเสียภาษี เพราะผู้ทำหน้าที่นี้เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า จงให้ทุกคนตามสิทธิของเขา จงเสียภาษีแก่ผู้มีสิทธิรับภาษี จงเสียค่าธรรมเนียมแก่ผู้มีสิทธิเก็บค่าธรรมเนียม จงเกรงกลัวผู้ที่ควรเกรงกลัว จงให้เกียรติแก่ผู้สมควรจะได้รับเกียรติ” (รม 13:6-7)
และเพราะผู้มีอำนาจในการปกครองได้รับอำนาจมาจากพระเจ้า การเลือกผู้ปกครองจึงต้องคำนึงถึงนโยบายที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ใช่คำนึงถึงผลตอบแทนที่เราได้รับหรือจะได้รับ
แต่ถ้าคริสตชนผู้ใดก็ตามมั่นใจว่าการปฏิบัติตามกฎหมายนั้นขัดกับพระประสงค์ของพระเจ้า เขาต้องคัดค้านและไม่เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเด็ดขาด ยกตัวอย่างเช่น การทำแท้งเสรี การหย่าร้าง เป็นต้น
พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสถึงเส้นแบ่งระหว่างหน้าที่ที่ขัดแย้งกันนี้แต่ทรงปล่อยให้ “เป็นหน้าที่ของเราแต่ละคนที่จะตัดสินตามมโนธรรมของตนเอง”
กระนั้นก็ตาม พระองค์ได้วางหลักการเที่ยงแท้ไว้ให้เราประการหนึ่งแล้วว่า
“คริสตชนที่แท้จริงต้องเป็นพลเมืองดีของชาติ และในเวลาเดียวกันต้องเป็นพลเมืองดีของอาณาจักรสวรรค์ด้วย” !

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.