วันจันทร์สัปดาห์ที่ 25 (ปีคู่) ฉลองนักบุญมัทธิว อัครสาวก และผู้นิพนธ์พระวรสาร
บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักมัทธิว (มธ 9:9-13 )
ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงดำเนินไปจากที่นั่น ทรงเห็นชายคนหนึ่งชื่อมัทธิว กำลังนั่งอยู่ที่ด่านภาษี จึงตรัสสั่งเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” เขาก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไป
ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารที่บ้านของมัทธิว คนเก็บภาษีและคนบาปหลายคน มาร่วมโต๊ะกับพระองค์และบรรดาศิษย์ เมื่อเห็นดังนี้ ชาวฟาริสีจึงถามศิษย์ของพระองค์ว่า “ทำไมอาจารย์ของท่านจึงกินอาหารร่วมกับคนเก็บภาษีและคนบาปเล่า” พระเยซูเจ้าทรงได้ยินดังนั้น จึงตรัสตอบว่า “คนสบายดีย่อมไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บไข้ต้องการ จงไปเรียนรู้ความหมายของพระวาจาที่ว่า ‘เราพอใจความเมตตากรุณา มิใช่พอใจเครื่องบูชา’ เพราะเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป”
มธ 9:9 จงตามเรามาเถิด : พระเจ้าทรงเรียกผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยปราศจากการเลือกที่รักมักที่ชัง มัทธิวได้ถูกรวมเข้าอยู่ในกลุ่มคนบาปสาธารณะ เนื่องจากท่านเก็บภาษีเพื่อชาวโรมัน ลุกขึ้นตามพระองค์ไป : มัทธิวได้ละทิ้งทุกอย่างและติดตามพระคริสตเจ้าไปเป็นศิษย์ของพระองค์ในทันที พระเจ้าทรงมีแผนการเฉพาะสำหรับแต่ละคนเพื่อบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์และทำงานประกาศพระวรสาร เมื่อเราไตร่ตรองถึงกระแสเรียกของเราในการภาวนา เราก็ต้องติดตามพระคริสตเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจและไม่รีรอด้วยเช่นกัน
คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก CCC ข้อ 858 พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ที่พระบิดาเจ้าทรงส่งมา นับตั้งแต่เริ่มออกเทศน์สอนประชาชน “พระองค์ทรงเรียกผู้ที่พระองค์ทรงต้องการให้มาพบ [...] พระองค์จึงทรงแต่ตั้งอัครสาวกสิบสองคนให้อยู่กับพระองค์ และเพื่อจะทรงส่งเขาออกไปเทศน์สอน” (มก 3:13-14) ดังนั้น เขาเหล่านี้จึงเป็น“ผู้ที่ถูกส่งไป” ของพระองค์ (คำภาษากรีก “apostoloi” มีความหมายเช่นนี้) พระองค์ทรงปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ต่อไปในเขาเหล่านี้ “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” (ยน 20:21)374 ศาสนบริการของเขาเหล่านี้จึงเป็นการสืบต่อพันธกิจของพระองค์ พระองค์ตรัสแก่เขาทั้งสิบสองคนว่า “ผู้ที่ต้อนรับท่านทั้งหลายก็ต้อนรับเรา” (มธ 10:40)
CCC ข้อ 859 พระเยซูเจ้าทรงรับเขาเหล่านี้ให้มาร่วมพันธกิจที่ทรงได้รับมาจากพระบิดา เช่นเดียวกับที่ “พระบุตรไม่อาจทำสิ่งใดตามใจของตน” (ยน 5:19,30) แต่รับทุกสิ่งจากพระบิดาผู้ทรงส่ง พระบุตรมาฉันใด ผู้ที่พระเยซูเจ้าทรงส่งไปก็ไม่อาจทำอะไรโดยไม่มีพระองค์ ที่ประทานอำนาจให้เขาปฏิบัติพันธกิจที่ทรงมอบให้เขาทำได้ฉันนั้น ดังนั้น บรรดาอัครสาวกของพระคริสตเจ้าจึงรู้ว่าพระเจ้าทรงทำให้ตนเป็น “ผู้รับใช้พันธสัญญาใหม่” (2 คร 3:6) เป็น “ผู้รับใช้ของพระเจ้า” (2 คร 6:4) “เป็นทูตแทนพระคริสตเจ้า” (2 คร 5:20) “เป็นผู้รับใช้ของพระคริสตเจ้า เป็นผู้ จัดการดูแลธรรมลํ้าลึกของพระเจ้า” (1 คร 4:1) ได้อย่างเหมาะสม
CCC ข้อ 860 ในบทบาทของบรรดาอัครสาวก มีบางมิติที่ไม่อาจส่งต่อไปได้ นั่นคือการที่เขาเหล่านี้ได้รับเลือกไว้ให้เป็นพยานของการกลับคืนพระชนมชีพขององค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นรากฐานของพระ ศาสนจักร แต่บทบาทของเขาเหล่านี้ก็ยังมีมิติอื่นที่ยังคงอยู่ตลอดไปด้วยพระคริสตเจ้าทรงสัญญาว่าจะทรงอยู่กับเขาตราบจนสิ้นพิภพด้วย “พระคริสตเจ้าทรงฝากพันธกิจที่พระเจ้าทรงมอบให้นั้นไว้กับบรรดา อัครสาวก พันธกิจนี้จะคงอยู่ตราบจนสิ้นพิภพ เพราะพระวรสารที่เขาเหล่านี้จะต้องมอบต่อไปนั้นเป็นหลักการดำเนินชีวิตทั้งหมดสำหรับพระศาสนจักรตลอดไปเพราะฉะนั้น […] บรรดาอัครสาวกจึงเอาใจใส่ที่จะแต่งตั้งผู้สืบตำแหน่งต่อไป”
มธ 9:10-13 บางคนรู้สึกสะดุดเพราะพระคริสตเจ้าทรงอยู่รวมกับพวกคนบาป แต่ด้วยพระเมตตาของพระเจ้าพระองค์ทรงแสดงความเมตตาต่อคนบาปด้วยเช่นกัน เรื่องนี้ทำให้เกิดการเป็นที่สะดุดมากขึ้นอีก เพราะเหตุการณ์นั้นถูกมองว่าเป็นการอ้างถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์เอง
CCC ข้อ 589 พระเยซูเจ้าทรงทำให้ชาวฟาริสีไม่พอใจโดยเฉพาะ เพราะทรงประกาศว่าการที่ทรงแสดงพระทัยเมตตากรุณาต่อคนบาปนั้นเป็นเหมือนกับที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อพวกเขาด้วย พระองค์ยัง ตรัสเป็นนัยอีกว่าการที่ทรงร่วมโต๊ะกับพวกคนบาปนั้น เป็นการที่ทรงรับพวกเขาให้ร่วมโต๊ะในยุคพระเมสสิยาห์แต่โดยเฉพาะเมื่อทรงอภัยบาป พระเยซูเจ้าทรงทำให้ผู้นำทางศาสนาของอิสราเอลจนตรอก เขากล่าวถูกต้องแล้วด้วยความขัดเคืองมิใช่หรือว่า “ใครอภัยบาปได้นอกจากพระเจ้าเท่านั้น” (มก 2:7)? ดังนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าทรงอภัยบาป ก็หมายความว่าพระองค์กล่าวดูหมิ่นพระเจ้า เป็นมนุษย์ผู้ตั้งตนเสมอเท่าพระเจ้า หรือมิฉะนั้นก็ทรงกล่าวความจริง และพระองค์ก็ทรงเปิดเผยและทำให้พระนามของพระเจ้าเป็นที่รู้จักแก่ทุกคน
CCC ข้อ 2100 การถวายบูชาภายนอก เพื่อจะเป็นการถวายบูชาแท้จริง ต้องเป็นการแสดงออกของการถวายบูชาฝ่ายจิต “เครื่องบูชาแด่พระเจ้าคือดวงจิตที่เป็นทุกข์....” (สดด 51:19?) บรรดาประกาศกในพันธสัญญาเดิมหลายครั้งตำหนิการถวายบูชาที่ไม่มาจากการมีส่วนร่วมจากภายในจริงๆ หรือการถวายบูชาที่ไม่ควบคู่ไปกับความรักต่อเพื่อนมนุษย์ พระเยซูเจ้าทรงเตือนให้ระลึกถึงถ้อยคำของประกาศกโฮเชยาว่า “เราพอใจความเมตตากรุณา มิใช่พอใจเครื่องบูชา” (มธ 9:13; 12:7) การถวายบูชาที่สมบูรณ์หนึ่งเดียวก็คือการถวายบูชานั้นที่พระคริสตเจ้าทรงถวายบนไม้กางเขนด้วยการถวายพระองค์ทั้งหมดแด่ความรักของพระบิดาและเพื่อความรอดพ้นของเรา ถ้าเราร่วมถวายตัวเรากับการถวายบูชาของพระองค์ เราก็อาจทำให้ชีวิตของเราเป็นการถวายบูชาแด่พระเจ้าได้
มธ 9:13 ถ้อยคำเหล่านี้ของพระคริสตเจ้าสะท้อนให้เห็นรูปแบบหนึ่งของการสารภาพความผิดในพิธีบูชาขอบพระคุณที่ภาวนาว่า “พระองค์เสด็จมาเรียกคนบาป”
CCC ข้อ 1438 เทศกาลและวันกลับใจใช้โทษบาปที่กำหนดไว้ในปีพิธีกรรม (เทศกาลมหาพรต ทุกวันศุกร์เพื่อระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า) เป็นช่วงเวลาพิเศษของพระศาสนจักรเพื่อการปฏิบัติการกลับใจและชดเชยบาป ช่วงเวลาเหล่านี้เหมาะเป็นพิเศษสำหรับการฝึกด้านจิตใจ พิธีกรรมชดเชยบาป การเดินทางแสวงบุญเป็นเครื่องหมายของการกลับใจชดเชยบาป การสละตนโดยสมัครใจเช่นการจำศีลอดอาหารและการให้ทานการแบ่งปันฉันพี่น้อง (กิจการเมตตาธรรมและแพร่ธรรม)
(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.