Followers of Jesus Christ-Iamachristian.org

วันอาทิตย์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

วันอาทิตย์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา
อิสยาห์ 55:6-9; ฟิลิปปี 1:20-24; มัทธิว 20:1-16

บทรำพึงที่ 1
เจ้าของสวนผู้ใจดี
จงมีความรัก และความเมตตากรุณา เหมือนพระบิดาสวรรค์ของท่านเถิด

    เดือนกันยายนเป็นเดือนเก็บเกี่ยวผลองุ่นของชาวอิสราเอลในอดีต การเก็บเกี่ยวผลองุ่นในเวลานั้นทำให้เกิดปัญหาอย่างหนึ่ง เพราะเดือนกันยายนเป็นเดือนที่ย่างเข้าฤดูฝนในอิสราเอล

    ถ้าเกิดฝนตกหนักก่อนเก็บเกี่ยว ผลผลิตจะเสียหายทั้งหมด ดังนั้น บ่อยครั้งการเก็บผลองุ่นจึงเป็นงานที่ต้องแข่งขันกับเวลา

    เพื่อให้เข้าใจอุปมาเรื่องนี้ได้มากขึ้น เราจะจำลองสถานการณ์ ซึ่งอาจใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงคิดถึงเมื่อทรงเล่าเรื่องอุปมานี้ก็เป็นได้

    ขอให้เรานึกถึงภาพของเจ้าของสวนองุ่นคนหนึ่งที่รอจนถึงนาทีสุดท้ายเพื่อจะเก็บผลองุ่นในสวนของเขา เพราะผลองุ่นที่แก่จัดจะยิ่งมีรสชาติดี เช้าวันหนึ่ง เขาตื่นขึ้นและเห็นว่าท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝน ฝนกำลังจะตกหนัก เจ้าของสวนรีบไปที่ตลาดเพื่อว่าจ้างคนงานมาเก็บผลองุ่น

    แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาเห็นว่าคนงานดูเหมือนจะเก็บผลองุ่นไม่เสร็จก่อนฝนจะตก เขากลับไปจ้างคนงานเพิ่มอีกหลายครั้งเพื่อมาเก็บผลองุ่นให้ทันก่อนฝนตก

    ความพยายามของเจ้าของสวนได้ผล และเขาสามารถเก็บผลองุ่นเสร็จทันเวลา เขายินดีมาก จนเขาตัดสินใจฉลองความสำเร็จด้วยการจ่ายค่าแรงคนงานทุกคนเท่ากับค่าแรงเต็มวัน แม้ว่าคนงานบางคนทำงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง

    เมื่ออ่านอุปมาเรื่องนี้ เรารู้สึกได้ว่าคนงานที่จ้างไว้ตั้งแต่เช้าไม่ได้ทำงานเต็มที่อย่างที่ควร เพราะน่าประหลาดใจที่เจ้าของสวนผู้มีประสบการณ์จะคำนวณจำนวนคนงานที่เขาต้องการใช้ผิดพลาดมากเช่นนี้

    แต่เมื่อมองในอีกแง่หนึ่ง เจ้าของสวนตัดสินใจจ่ายค่าแรงเต็มวันให้แก่คนงานที่ทำงานไม่เต็มวัน – และจ่ายค่าแรงให้เขาก่อนคนงานอื่น ๆ ด้วย – ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนงานเหล่านี้ทำงานหนักเป็นพิเศษ ดังนั้น เมื่อคนงานอื่น ๆ พากันบ่น เจ้าของสวนจึงพูดกับเขาว่า “ฉันไม่ได้โกงท่านเลย ท่านไม่ได้ตกลงกับฉันคนละหนึ่งเหรียญหรือ ... ท่านอิจฉาริษยาเพราะฉันใจดีหรือ”

    ทำไมพระเยซูเจ้าจึงเล่าเรื่องอุปมานี้ พระองค์ทรงต้องการบอกอะไรแก่คนยุคเดียวกับพระองค์ และในยุคนั้นใครคือคนงานที่ทำงานเต็มวัน และคนงานที่ทำงานไม่เต็มวัน
    คนงานที่ทำงานไม่เต็มวันหมายถึงคนบาป และคนนอกสังคมในยุคนั้น คนเหล่านี้รับฟังคำเทศน์สอนของพระเยซูเจ้าและยอมเปลี่ยนวิถีชีวิตของตน คนเหล่านี้เหมือนกับโจรกลับใจบนไม้กางเขน ผู้สำนึกผิดในนาทีสุดท้าย และได้รับความรอดพ้น คนเหล่านี้เหมือนกับบุตรล้างผลาญผู้สำนึกผิดหลังจากเขาออกจากบ้าน และบิดาของเขายินดีต้อนรับเขากลับบ้าน

    ส่วนคนงานเต็มวันหมายถึงบุคคลอย่างชาวฟาริสี คนเหล่านี้โกรธเมื่อเห็นคนบาปสำนึกผิด และได้เข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าในนาทีสุดท้าย คนเหล่านี้เหมือนกับพี่ชายของบุตรล้างผลาญ เขาโกรธเมื่อเห็นน้องชายของเขาสำนึกผิด และบิดาของเขายินดีต้อนรับน้องชายของเขากลับบ้าน

    พระเยซูเจ้ากำลังตรัสแก่คนเหล่านี้ว่า “ดูเถิด พระบิดาในสวรรค์ของท่านทรงเปี่ยมด้วยความรักเพียงไร จงเปรียบเทียบความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์กับตัวท่าน ที่ขาดแคลนความรักต่อพี่น้องชายหญิงของท่านเถิด”

    เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่าคนงานที่ทำงานเต็มวันขาดแคลนความรักต่อคนงานที่ทำงานไม่เต็มวันอย่างไร ขอให้เราไตร่ตรองอีกประเด็นหนึ่งในเรื่องอุปมาของพระเยซูเจ้า

    คนงานไม่เต็มวันที่ยืนรออยู่ที่ลานสาธารณะในเวลาต่อมานั้นไม่ใช่คนเกียจคร้าน เขามารวมตัวกันที่นั่นเพื่อหางานทำ เขาจะมาที่นั่นตั้งแต่เช้าตรู่ และรอจนถึงบ่าย และหวังว่าจะมีใครมาจ้างเขาไปทำงาน

    ชีวิตของคนงานเหล่านี้เป็นชีวิตที่ยากลำเค็ญ ครอบครัวของเขาหาเช้ากินค่ำ หลายครอบครัวอยู่อย่างอดอยาก ถ้าหัวหน้าครอบครัวหางานทำไม่ได้วันหนึ่ง บ่อยครั้งที่ครอบครัวของเขาจะไม่มีอาหารกินในวันรุ่งขึ้น ถ้าคนงานได้งานทำตั้งแต่เช้า ครอบครัวของเขาจะยินดีไปตลอดวัน รวมทั้งตัวเขาเองด้วย

    เมื่อรู้ภูมิหลังเช่นนี้ เราจะเห็นว่าคนงานเต็มวันขาดแคลนความรักอย่างไร พวกเขาอิจฉาที่เพื่อนมนุษย์ผู้ยากจนของเขาจะมีอาหารกินในวันรุ่งขึ้น

    อุปมาเรื่องคนงานในสวนองุ่นจึงต้องการเปรียบเทียบทัศนคติที่เปี่ยมด้วยความรักของเจ้าของสวน กับทัศนคติที่ปราศจากความรักของคนงานเต็มวัน เราควรนำเรื่องนี้มาพิจารณาเปรียบเทียบกับชีวิตของเราเอง

    อุปมาเรื่องคนงานในสวนองุ่นเชิญชวนเราให้ถามตนเองว่าเรามีทัศนคติอย่างไรต่อพี่น้องชายหญิงผู้กำลังขัดสนของเรา เราเมินเฉยกับชะตากรรมของเขาหรือเปล่า เรามัวแต่คิดถึงความพยายามหาเลี้ยงชีพของเราจนลืมคิดถึงความขัดสนของเขาหรือเปล่า

    เราเมินเฉยกับชะตากรรมของเขา จนบ่อยครั้งเราอิจฉาที่บางครั้งเขาได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลที่เหมือนกับเจ้าของสวนองุ่นหรือเปล่า ทั้งที่พระบิดาสวรรค์ทรงแสดงความเมตตากรุณาต่อเราเสมอ

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง

    นักประพันธ์ชื่อ เจราลดีน มาร์แชล เล่าว่าหนึ่งในความทรงจำในวัยเด็กที่จับใจเธอมากที่สุดคือวันเกิดครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่วันเกิดของเธอ แต่เป็นวันเกิดของบิดาของเธอ

    วันนั้น บิดาของเธอให้ตุ๊กตาเสือยัดนุ่นตัวหนึ่งแก่เธอ เจราลดีนดีใจมาก ในที่สุดเมื่อเธอหายตื่นเต้น เจราลดีนถามบิดาของเธอว่า “คุณพ่อคะ วันนี้เป็นวันเกิดของคุณพ่อ ไม่ใช่วันเกิดของหนู หนูควรเป็นฝ่ายให้ของขวัญคุณพ่อ แต่ทำไมคุณพ่อจึงให้ของขวัญหนูเล่า”

    บิดาของเธอกอดเธอไว้ และพูดว่า “ลูกรัก ลูกได้ให้ของขวัญวันเกิดแก่พ่อแล้ว – เป็นของขวัญที่งดงามที่สุดที่ลูกสาวคนหนึ่งสามารถให้แก่พ่อของเธอได้ นั่นคือ พ่อได้เห็นความสุขของลูก เมื่อลูกได้รับของขวัญจากพ่อ”

    เจราลดีนยังเก็บตุ๊กตาเสือยัดนุ่นตัวนั้นไว้จนถึงทุกวันนี้ แต่เธอบอกว่า ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่บิดาของเธอมอบให้เธอในวันนั้นไม่ใช่ตุ๊กตาเสือยัดนุ่น แต่เป็นความเข้าใจลึก ๆ เกี่ยวกับความยินดีที่เกิดจากการให้

    วินสตัน เชอชิลล์ นายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศอังกฤษพูดถูก เมื่อเขากล่าวว่า
    “เราเลี้ยงชีวิตด้วยสิ่งที่เราได้รับ
    แต่เราให้กำเนิดชีวิตด้วยสิ่งที่เราให้”

บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 20:1-16

    อุปมาเรื่อง “คนงานในสวนองุ่น” เป็นเรื่องที่เรารู้จักกันดี บางครั้งมีคนวิพากษ์วิจารณ์อุปมาเรื่องนี้ เพราะเขามองในแง่ของความยุติธรรมในสังคมหรือเศรษฐกิจ เมื่อมองในแง่นี้ ทัศนคติของเจ้าของสวนย่อมดูแปลกและผิดปกติแน่นอน ... “นายจ้าง” จะบอกเราทันทีว่าการเลียนแบบเจ้าของสวนย่อมหมายถึงความหายนะของกิจการ ... “คนงาน” จะบอกเราว่าการไม่จ่ายค่าจ้าง “ตามปริมาณงานที่ทำ” เป็นวิธีการที่ไม่ยุติธรรม ... และนายจ้างที่จ่ายค่าจ้างโดยพลการเช่นนั้นเป็นนายจ้างที่ไม่ยุติธรรม...

    แต่การตีความเช่นนี้เป็นการตีความตามเปลือกนอก พระเยซูเจ้ามิได้ทรงเทศน์สอนเรื่องความอยุติธรรมทางสังคม ... เราจำเป็นต้องอ่านอุปมาที่โด่งดังเรื่องนี้ในอีกแง่หนึ่ง การอ่านเช่นนั้นจะทำให้เราได้ยิน “ข่าวดี” อย่างแท้จริง...

    เราต้องระลึกว่า “เรื่องอุปมา (parable)” เป็นรูปแบบหนึ่งของวรรณกรรม ซึ่งไม่สามารถตีความอย่างไรก็ได้ เรื่องอุปมาต่างจาก “เรื่องเปรียบเทียบ (allegory)” เพราะเราไม่อาจคิดว่ามีคำสั่งสอนซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียด แต่เราต้องค้นหาว่าอะไรคือหัวใจของคำบอกเล่า ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ มีจุดประสงค์เพียงเพื่อช่วยให้คำบอกเล่าลื่นไหล บางครั้งก็เติมอารมณ์ขันเพื่อให้ผู้ฟังสนใจ...

“อาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อบ้านผู้หนึ่ง ซึ่งออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อจ้างคนงานมาทำงานในสวนองุ่น”

    คำบอกเล่าเริ่มต้นเหมือนเป็นเรื่องจริง ... เรากำลังอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ เวลานั้นเป็นเวลาเช้าตรู่ คนงานทั้งหลายมายืนที่ลานสาธารณะ รอให้มีคนมาจ้างไปทำงาน ... เป็นเช่นนี้วันแล้ววันเล่า ... เราสังเกตว่านี่เป็นสถานการณ์ที่น่าเศร้า คนเหล่านี้ไม่มีทางมั่นใจได้เลยว่าเขาจะมีงานทำ – สถานการณ์เช่นนี้ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบันในหลายภูมิภาคของโลกสำหรับคนจำนวนมากที่เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว...

    แม้ว่าคำบรรยายจุดเริ่มต้นนี้ตรงกับความเป็นจริง แต่เราก็รับรู้ว่าข้อความต่อไปไม่ใช่บทเรียนเกี่ยวกับความยุติธรรมทางสังคม แต่เป็นการเปิดเผยเรื่องของ “อาณาจักรสวรรค์”...

    ดังนั้น เราจึงต้องตั้งใจฟัง...

“ครั้นได้ตกลงค่าจ้างวันละหนึ่งเหรียญกับคนงานแล้ว ก็ส่งไปทำงานในสวนองุ่น ประมาณสามโมงเช้า พ่อบ้านออกมา ก็เห็นคนอื่น ๆ ยืนอยู่ที่ลานสาธารณะโดยไม่ทำงาน จึงพูดกับคนเหล่านั้นว่า ‘จงไปทำงานในสวนองุ่นของฉันเถิด ฉันจะให้ค่าจ้างตามสมควร’ คนเหล่านั้นก็ไป พ่อบ้านออกไปอีกประมาณเที่ยงวันและบ่ายสามโมง กระทำเช่นเดียวกัน ประมาณห้าโมงเย็น พ่อบ้านออกไปอีก พบคนอื่น ๆ ยืนอยู่ จึงถามเขาว่า ‘ทำไมท่านยืนอยู่ที่นี่ทั้งวันโดยไม่ทำอะไร’ เขาตอบว่า ‘เพราะไม่มีใครมาจ้าง’ พ่อบ้านจึงพูดว่า ‘จงไปทำงานในสวนองุ่นของฉันเถิด’”

    เราย่อมเห็นแล้วว่าเขาไม่ใช่พ่อบ้านธรรมดา ปกติคนเราจะไม่จ้างคนงานเพียงหนึ่งชั่วโมงก่อนเวลาเลิกงาน! นี่คือนายจ้างที่ห่วงใยอย่างยิ่งในสภาพความเป็นอยู่ของชายที่ไม่มีงานทำเหล่านี้ “ทำไมท่านยืนอยู่ที่นี่ทั้งวันโดยไม่ทำอะไร” คำบอกเล่าของพระเยซูเจ้าเตือนใจเราว่า การว่างงานไม่ใช่ปัญหาของคนยุคใหม่เท่านั้น ... และถ้าเราไม่มีความคิดอคติ เราจะเห็นได้ตั้งแต่ต้นเรื่องอุปมานี้แล้วว่าชายที่พระเยซูเจ้าตรัสถึงนี้เป็นคนใจดีมาก เขาไม่เบื่อหน่ายที่จะออกไปจ้างคนงานถึงห้าครั้งในวันเดียว เขาห่วงใยคนจนเหล่านี้มากพอจะให้งานทำ จ่ายค่าแรง และทำให้พวกเขามีศักดิ์ศรี ... เพื่อลดความทุกข์ยากของเขา และให้เขามีเงินพอเลี้ยงชีพไปอีกหนึ่งวัน ...

    นอกจากนี้ เราต้องไม่มองข้ามข้อความที่ย้ำบ่อยครั้งว่า “ไปทำงานในสวนองุ่นเถิด” ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม “สวนองุ่น” เป็นสัญลักษณ์ของ “ประชากรของพระเจ้า” (อสย 5:1-7; ยรม 2:21; อสค 17:6; ฮชย 10:1; สดด 78:9-16) ... เมื่อมองในแง่นี้ สวนองุ่นจึงเป็นสถานที่ที่มีแต่ความสุข ... เป็นสถานที่แห่งพันธสัญญากับพระเจ้า ... “อาณาจักรสวรรค์” เป็นสถานที่แห่งความดีของพระเจ้า ซึ่งพ่อบ้านผู้นี้เชิญชวนเราไม่หยุดปากให้เรา “ไปทำงานในสวนองุ่นของฉันเถิด ... จงไปร่วมยินดีกับนายของเจ้าเถิด” (เทียบ มธ 25:21-23)...

“ครั้นถึงเวลาค่ำ เจ้าของสวนบอกผู้จัดการว่า ‘ไปเรียกคนงานมา จ่ายค่าจ้างให้เขาโดยเริ่มตั้งแต่คนสุดท้ายจนถึงคนแรก’ ”

    ถ้าพูดตามประสามนุษย์ เหตุการณ์ในคำบอกเล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ... นี่คือสัญญาณบอกเราว่าเราเข้าใกล้ “จุดสูงสุด” ของเรื่องอุปมาแล้ว เห็นได้ชัดว่า “เจ้าของสวน” ที่แปลกประหลาดคนนี้ต้องการให้คนงานทุกคนที่ได้รับประโยชน์จากสวนองุ่น ได้เห็นกับตาตนเองว่าเขาจะทำอะไรบ้างเพื่อคนกลุ่มสุดท้าย พวกเขาจะได้เห็นการจ่ายค่าแรงให้คนงานอื่น ๆ ... ทำไมเจ้าของสวนจึงทำเช่นนี้ ... จะไม่ง่ายกว่าหรือถ้าจะจ่ายค่าจ้างให้เขาก่อน และปล่อยพวกเขาไป...

“เมื่อพวกที่เริ่มงานเวลาห้าโมงเย็นมาถึง เขาได้รับคนละหนึ่งเหรียญ เมื่อคนงานพวกแรกมาถึง เขาคิดว่าตนจะได้รับมากกว่านั้น แต่ก็ได้รับคนละหนึ่งเหรียญเช่นกัน ขณะรับค่าจ้าง เขาก็บ่นกับเจ้าของสวนว่า ‘พวกที่มาสุดท้ายนี้ทำงานเพียงชั่วโมงเดียว ท่านก็ให้ค่าจ้างแก่เขาเท่ากับเรา ซึ่งต้องตรากตรำอยู่กลางแดดตลอดวัน’”

    “เขาบ่น” ... คำนี้หมายถึง “เสียงบ่น” ของชาวอิสราเอล ในถิ่นทุรกันดาร (อพย 16:9; สดด 106:25) และแสดงออกถึงทัศนคติของเรา ที่บ่อยครั้งเราไม่ยอมเข้าใจการทดลองต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา ... เมื่อเรา “ต้องตรากตรำอยู่กลางแดดตลอดวัน” และกล่าวโทษพระเจ้า...

    เราเห็นได้ว่าคนที่ “บ่น” ในอุปมาเรื่องนี้หมายถึงใครในยุคของพระเยซูเจ้า พวกเขาก็คือชาวฟาริสี และธรรมาจารย์ ที่บ่นเสมอว่าพระเยซูเจ้าทรง “ต้อนรับคนเก็บภาษี คนบาป และโสเภณี” ... ในยุคของมัทธิว “คนงานกลุ่มสุดท้าย” ที่มีฐานะเท่าเทียมกับ “คนงานกลุ่มแรก” หมายถึงชนต่างชาติ ประชาชนที่ไม่ใช่ชาวยิวที่เข้ามาเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร โดยมีฐานะเท่าเทียมกับประชาชนที่เคยถือศาสนายิว...

    วันนี้ เราได้ยินพระเยซูเจ้าทรงย้ำกับเราอีกครั้งหนึ่งว่า “พระเจ้าไม่ทรงเลือกที่รักมักที่ชัง” คนงานกลุ่มสุดท้ายได้รับการปฏิบัติเหมือนกับคนงานกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์จากสวนองุ่นของพระเจ้า พระวรสารย้ำหลายครั้งว่าพระเยซูเจ้าทรงให้โอกาสคนยากจน บุคคลที่สังคมรังเกียจ “คนต่ำต้อยที่สุด” คนบาป! และเมื่อผู้อื่นไม่พอใจและบ่น พระเยซูเจ้าทรงพร้อมเสมอที่จะบอกว่านี่คือทัศนคติของพระเจ้า ผู้ทรง “เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา” และนี่คือหัวข้อหนึ่งของสมณสาสน์ฉบับหนึ่งของพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2...

“เจ้าของสวนจึงพูดกับคนหนึ่งในพวกนี้ว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ฉันไม่ได้โกงท่านเลย ท่านไม่ได้ตกลงกับฉันคนละหนึ่งเหรียญหรือ จงเอาค่าจ้างของท่านไปเถิด ฉันอยากจะให้คนที่มาสุดท้ายนี้เท่ากับให้ท่าน ฉันไม่มีสิทธิใช้เงินของฉันตามที่ฉันพอใจหรือ ท่านอิจฉาริษยาเพราะฉันใจดีหรือ’ ”

    อุปมาเรื่องนี้ไม่ได้เป็นพื้นฐานให้เรากำหนดหลักการความยุติธรรมทางสังคม แต่เรากำลังฟังการเปิดเผยวิธีการทำงานของพระเจ้า ... พระเยซูเจ้ากำลังวาดภาพอันน่าพิศวงของพระบิดาของพระองค์ให้เราเห็น :

-    พระบิดาทรงเป็นพระเจ้าผู้รักมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกทอดทิ้ง และทรงต้องการนำพวกเขาเข้ามาใน “สวนองุ่น” ของพระองค์...
-    พระบิดาทรงเป็นพระเจ้าผู้หลั่งพระพรของพระองค์ลงมายังเราอย่างอุดมบริบูรณ์ พระองค์ทรงเชิญชวน และเรียกมนุษย์ทุกวัยในทุกเวลา และทุกสถานการณ์...
-    พระบิดาทรงเป็นพระเจ้าผู้พระทัยดี พระองค์ประทานพระพรแก่เรา ไม่เพียงเท่าที่เราสมควรได้รับ แต่ประทานให้มากกว่าที่เราสมควรได้รับจากน้ำพักน้ำแรงของเรา...
-    พระบิดาทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงผลักไสทุกคนที่กล้าเรียกร้องสิทธิพิเศษ และสิทธิต่าง ๆ ในขณะที่กีดกันไม่ให้ผู้อื่นได้รับสิทธิเหล่านั้น...

    พระวรสารประจำวันนี้ประกาศสัจธรรมพื้นฐานข้อหนึ่งของความเชื่อของเรา ซึ่งนักบุญเปาโลจะอธิบายในจดหมายถึงชาวโรม และชาวกาลาเทียว่า “สำหรับทุกคนที่มีความเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้า ไม่มีความแตกต่างใด ๆ อีก ทุกคนกระทำบาป และขาดพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า (แต่)แล้วทุกคนก็ได้รับความชอบธรรมเป็นของประทานโดยทางพระหรรษทาน ... ดังนั้น คำโอ้อวดของเราอยู่ที่ไหนเล่า ไม่มีที่สำหรับจะโอ้อวดอะไรอีกแล้ว ... เนื่องจากเราถือว่ามนุษย์ได้รับความชอบธรรมโดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยปฏิบัติตามสิ่งที่ธรรมบัญญัติกำหนดไว้” (รม 3:22-31)...

    “ท่านอิจฉาริษยาเพราะฉันใจดีหรือ”...

    อุปมาเรื่องนี้ควรคืนความหวังให้แก่บิดามารดาที่เห็นบุตรของตนเมินเฉยต่อความเชื่อมากขึ้นทุกวัน สำหรับพระเจ้าไม่มีสิ่งใดจะสูญหายตลอดไป ... พระองค์ทรงจ้างคนงานจนถึงนาทีสุดท้าย ... นอกจากนี้ เราควรระลึกว่า พระเยซูเจ้าไม่ทรงพอพระทัยเพียงแต่จะ “บอกเล่า” เรื่องนี้เท่านั้น – แต่พระองค์ปฏิบัติเช่นนี้ด้วย เมื่อพระองค์ประทานอาณาจักรสวรรค์ให้แก่ผู้ร้ายที่ถูกตรึงกางเขนข้างพระองค์ในวินาทีสุดท้ายของชีวิตของเขา...

“ดังนี้แหละ คนกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นคนกลุ่มแรก และคนกลุ่มแรกจะกลับกลายเป็นคนกลุ่มสุดท้าย”

    แทนที่จะรู้สึกประหลาดใจกับความอยุติธรรมอย่างชัดเจนนี้ เราควรยอมรับคำเชิญให้ชื่นชมยินดีที่พระบิดาของเราทรงแสดงความเมตตากรุณาต่อเราทุกคน ... “จงเมตตากรุณาเหมือนกับที่พระบิดาของท่านทรงเมตตากรุณาเถิด”...

    ระหว่างสองทศวรรษที่ผ่านมา การเรียกร้องความยุติธรรมได้ทำให้โลกก้าวหน้าไปมาก และเห็นได้ชัดว่าเราไม่ควรย้อนกลับไปสู่จุดเดิม แต่ไม่จำเป็นหรือที่ความรักก็ควรก้าวหน้าเช่นกัน ไม่ควรหรือที่มนุษย์จะใจกว้างมากขึ้น ... พระสันตะปาปาทรงแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ในสมณสาสน์ของพระองค์ดังนี้

    “ในโลกสมัยใหม่ ได้มีการปลุกจิตสำนึกเกี่ยวกับความยุติธรรมในวงกว้าง ... พระศาสนจักร และประชาชนในยุคของเรา มีความปรารถนาอันลึกล้ำและแรงกล้าในวิถีชีวิตที่ยุติธรรมในทุกด้าน ... แต่เราก็สังเกตเห็นได้ไม่ยากว่าบ่อยครั้งโครงการที่เริ่มต้นจากความคิดส่งเสริมความยุติธรรม ... แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการบิดเบือน ... เจตนาร้าย ความเกลียดชัง และแม้แต่ความโหดร้าย ... ประสบการณ์ในอดีต และในยุคของเรา แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ และความยุติธรรมนั้นอาจนำไปสู่การปฏิเสธและการทำลายตนเอง ถ้าเราไม่ยอมให้พลังที่ลึกล้ำยิ่งกว่า คือความรัก ช่วยปรับแต่งชีวิตมนุษย์ในมิติต่าง ๆ”...

    ดังนั้น เราจึงได้รับการตักเตือนให้เพ่งพินิจความเมตตาของพระเจ้า “ความเมตตาเป็นพลังพิเศษของความรัก ซึ่งแข็งแกร่งกว่าบาปและความอสัตย์ ... อาจกล่าวได้ว่าความเมตตาเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความยุติธรรมของพระเจ้า และเผยตัวให้เห็นในหลายกรณีว่ามีพลังมากกว่า และเป็นพลังที่สำคัญยิ่งกว่า” (ยอห์น ปอล ที่ 2)...

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help