วันอาทิตย์ที่ยี่สิบเก้า เทศกาลธรรมดา

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

วันอาทิตย์ที่ยี่สิบเก้า เทศกาลธรรมดา

ลูกา 18:1-8
    พระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องอุปมาเรื่องหนึ่งแก่บรรดาศิษย์ เพื่อสอนว่าจำเป็นต้องอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอโดยไม่ท้อถอย พระองค์ตรัสว่า “ผู้พิพากษาคนหนึ่งอยู่ในเมืองหนึ่ง เขาไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ใด หญิงม่ายคนหนึ่งอยู่ในเมืองนั้นด้วย นางมาพบเขาครั้งแล้วครั้งเล่า พูดว่า “กรุณาให้ความยุติธรรมแก่ดิฉันสู้กับคู่ความเถิด” ผู้พิพากษาผู้นั้นไม่ยอมทำตามที่นางขอร้อง จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง จึงคิดว่า “แม้ว่าฉันไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ใด แต่เพราะหญิงม่ายผู้นี้มาทำให้ฉันรำคาญ ฉันจึงจะให้นางได้รับความยุติธรรม เพื่อมิให้นางรบเร้าฉันอยู่ตลอดเวลา”
    องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “จงฟังคำที่ผู้พิพากษาอธรรมคนนั้นพูดซิ แล้วพระเจ้าจะไม่ประทานความยุติธรรมแก่ผู้เลือกสรรที่ร้องหาพระองค์ทั้งวันทั้งคืนดอกหรือ พระองค์จะไม่ทรงช่วยเขาทันทีหรือ เราบอกท่านทั้งหลายว่าพระองค์จะประทานความยุติธรรมแก่เขาโดยเร็ว แต่เมื่อบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมาจะทรงพบความเชื่อในโลกนี้หรือ”

บทรำพึงที่ 1

ข้อรำพึงที่หนึ่ง
การภาวนาโดยไม่ท้อถอย

    หัวข้อหลักของบทอ่านในวันนี้ต้องการบอกว่าการภาวนาไม่ได้เป็นเพียงการวิ่งเร็วในระยะสั้น ๆ แต่ต้องใช้ความอดทนและความพากเพียร เห็นได้จากเรื่องของโมเสสในบทอ่านที่หนึ่ง ตราบใดที่เขายังยกมือค้างไว้ได้ กองทัพของเขาก็ได้รับชัยชนะในการต่อสู้ แต่ทันทีที่แขนของเขาตก กองทัพศัตรูก็เริ่มเป็นฝ่ายรุก

    อุปมาเรื่องหญิงม่ายผู้รบเร้านี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บอกว่า เราจะได้รับความเมตตากรุณาจากพระเจ้ามากกว่าจากมนุษย์ทั่วไป ถ้าผู้พิพากษาที่ไร้ความยุติธรรมและใจดำ ยังทนการรบเร้าของหญิงม่ายผู้นี้ไม่ได้ พระเจ้าผู้ทรงเต็มเปี่ยมด้วยความรักและความเอื้ออาทร ย่อมต้องสดับฟังและสงสารผู้ที่ร้องหาพระองค์ ปัจจัยหนึ่งที่อาจเป็นอุปสรรคคือเรามีความพากเพียรมากน้อยเพียงไร ดังนั้น พระองค์จึงทรงตั้งคำถามตบท้ายว่า “แต่เมื่อบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมา จะทรงพบความเชื่อในโลกนี้หรือ” บางที ลูกาอาจต้องการให้เรื่องนี้เตือนใจกลุ่มคริสตชนในยุคของเขา เพราะบางคนกำลังละทิ้งความเชื่อเมื่อถูกเบียดเบียนข่มเหงจากผู้พิพากษาที่ขาดความยุติธรรม

    การรอคอยอย่างอดทนไม่ใช่คุณธรรมที่ปฏิบัติได้ง่าย สำหรับคนในสังคมเทคโนโลยีที่ทำให้เราคาดหวังจะได้รับคำตอบอย่างทันใจ เราคุ้นเคยกับกาแฟหรือซุปสำเร็จรูป น้ำที่ไหลออกจากก๊อกน้ำ ความร้อนและแสงสว่างที่เพียงกดสวิทช์ก็เปิดได้ทันที ดนตรีที่มีให้เลือกตามรสนิยม หรือยาที่บรรเทาความเจ็บปวดได้อย่างรวดเร็ว

    เรารู้สึกประทับใจกับความอดทนโดยไม่บ่นของประชาชนในโลกที่สาม คนเหล่านี้ไม่คุ้นเคยกับการได้รับคำตอบในทันทีทันใด และการมีอาหารให้ซื้อหาได้ตามความต้องการเสมอ
    พระเจ้าทรงปล่อยให้เราลิ้มรสความล่าช้าก่อนที่คำวิงวอนของเราจะได้รับการตอบสนอง และทำให้เราได้รับความยุติธรรม ความล่าช้านี้จะต้องมีเหตุผลซึ่งเกิดจากความรักและความเอาใจใส่ของพระเจ้า เมื่อเราสังเกตแบบแผนการเจริญเติบโตในธรรมชาติ และในความสัมพันธ์ต่าง ๆ เราอาจคาดเดาได้ไม่ยาก ว่าเหตุผลของพระองค์คืออะไร

    การเจริญเติบโตเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา พระเยซูเจ้าทรงเล่าอุปมาหลายเรื่องเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของสิ่งต่าง ๆ พืชที่จะมีอายุยืนมักโตช้า ต้นโอ๊คซึ่งอายุยืนนับร้อยปีต้องใช้เวลาถึงสองปีเต็มก่อนที่ต้นอ่อนจะงอกออกมาจากผลของมัน ช่างก่อสร้างที่สร้างหอประชุมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองออกซ์ฟอร์ด ใช้ไม้โอ๊คเป็นคานค้ำหลังคา เขาจึงปลูกต้นโอ๊คไว้ใกล้ ๆ เพราะคาดหมายว่าคานนี้จะทนทานนานถึงหกศตวรรษ และเมื่อต้นไม้โตเต็มที่ก็จะมีไม้ให้ใช้เปลี่ยนคานได้ พืชที่งอกจากพื้นดินเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากปลูก จะอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน ธรรมชาติสอนเราให้รู้จักรอคอย เพราะการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต้องใช้เวลาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง

    ประสบการณ์ชีวิตของเราแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ต่าง ๆ จะมั่นคงยั่งยืนได้ถ้าเคยผ่านการทดสอบจากความยากลำบาก คนกลุ่มหนึ่งที่เคยผ่านความทุกข์ยากมาด้วยกัน จะมีความสัมพันธ์ที่ลึกกว่ากลุ่มคนที่รู้จักกันเพียงผิวเผิน

    เราต้องไม่คิดว่าความพากเพียรในการภาวนาเป็นความพยายามจะเปลี่ยนใจพระเจ้า ราวกับว่าพระองค์ไม่ทรงต้องการให้เราได้รับสิ่งดี ๆ อยู่แล้ว แต่เราเองต่างหากที่ต้องเปลี่ยนโดยมีความเชื่อที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว และมีความสัมพันธ์อันลึกล้ำมากขึ้นกับพระเจ้า

    การรอคอยพระเจ้าทำให้มีเวลาที่จำเป็นเพื่อเราจะรู้จักพึ่งพาพระองค์มากขึ้น เราได้รับเรียกให้เติบโตขึ้นอย่างสงบและอดทน เพื่อดับความวิตกกังวลซึ่งจะทำให้จิตใจของเราวุ่นวาย ขณะที่ความเชื่อของเราเจริญเติบโตและเพิ่มความลุ่มลึก ความวางใจอย่างไม่ท้อถอยในพระเจ้าจะเข้ามาแทนที่ความวิตกกังวลของเราที่ร้องบอกพระเจ้าว่า “ขอให้ความประสงค์ของข้าพเจ้าสำเร็จไป ... โดยเร็วที่สุดเท่าที่พระองค์จะประทานให้ได้”

    องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนเราให้สวดภาวนาว่า “พระประสงค์จงสำเร็จไป” ซึ่งไม่ใช่ประโยคที่บ่งบอกว่าเราปลงตกแล้วอย่างหดหู่ แต่บ่งบอกว่าเรากำลังมอบทุกสิ่งทุกอย่างด้วยใจสงบและมั่นใจให้พระเจ้าทรงดูแล เพราะเราวางใจว่าพระประสงค์ของพระเจ้าย่อมดีที่สุดสำหรับเรา

    เมื่อเราไปเยี่ยมสักการสถานใดที่มีผู้วิงวอนขอและได้รับพระหรรษทานมากมายนั้น คำตอบที่น่าประทับใจมากที่สุดสำหรับคำภาวนาคือความรู้สึกยอมรับด้วยความยินดีลึก ๆ ในใจ ว่าความรักของพระเจ้าอยู่ใกล้เรามาก แม้ว่าการรักษาโรคยังอยู่ห่างไกลก็ตาม

    ความสงบนี้มีอยู่ในพระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ตรัสแก่ เดมจูเลียนแห่งนอริช ผู้บำเพ็ญฌานในศตวรรษที่ 14 ว่า “เราจะทำให้ทุกสิ่งเป็นไปด้วยดี เราต้องทำให้ทุกสิ่งเป็นไปด้วยดี เราอาจทำให้ทุกสิ่งเป็นไปด้วยดี และเราสามารถทำให้ทุกสิ่งเป็นไปด้วยดี และเจ้าจะเห็นด้วยตนเองว่าทุกสิ่งจะต้องเป็นไปด้วยดี” (A Shewing of God’s Love, XV)

    ความพากเพียรในการภาวนา คือ ความมั่นใจที่จะรอคอยตั้งแต่วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์จนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดการให้เป็นไปด้วยดี ไม่ว่าการรอคอยนั้นจะยาวนานเท่าไรก็ตาม วันที่คั่นกลางอยู่คือวันสับบาโต วันแห่งการพักผ่อนและความสงบ ระยะเวลาอาจดูเหมือนยาวนานสำหรับเรา แต่สำหรับพระเจ้า หนึ่งพันปีก็ไม่ต่างจากหนึ่งวัน ความพากเพียรในการภาวนานำเราให้รู้จักคิดอย่างที่พระเจ้าทรงคิด

ข้อรำพึงที่สอง
ขอทานเบื้องหน้าพระเจ้า

    แขนที่หนักอึ้งของโมเสสถูกยกชูขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยมีก้อนหินและเพื่อน ๆ ของเขาช่วยค้ำยันไว้ โมเสสเป็นภาพของบุคคลที่รู้จากประสบการณ์ว่าเขาต้องพึ่งพระเจ้าและผู้อื่นมากเพียงไร เขาได้อธิษฐานภาวนาเป็นเวลานาน เพราะบัดนี้ เขาไม่หลอกตนเองว่าเขาพึ่งตนเองได้ และเขาได้ยอมรับสภาพที่ต้องพึ่งพระเจ้าแล้ว โมเสสรู้ว่าเขาเป็นเพียงขอทานคนหนึ่ง

    การภาวนาด้วยความเชื่อแบบเด็ก ๆ จะต้องการคำตอบแบบเร่งด่วน จะต่อรองกับพระเจ้าเพื่อพยายามโน้มน้าวให้พระองค์มองสถานการณ์จากมุมมองของเรา ดังนั้นจึงมักทำให้เราขาดความเชื่อมั่น

    การภาวนาด้วยความเชื่อแบบวัยรุ่น จะเหมือนกับการหลอกล่อเพื่อนที่มีฐานะเท่าเทียมกัน เนื่องจากความเชื่อของวัยรุ่นมีข้อจำกัด คือมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธสิ่งที่เขาไม่เคยประสบ หรือพิสูจน์ด้วยตนเอง การภาวนาแบบนี้จึงไม่ยอมรับสิ่งที่เป็นธรรมล้ำลึก และไม่อดทนกับความล่าช้าของพระเจ้า แต่เมื่อความเชื่อของเราเจริญเติบโตขึ้นเต็มที่ เราจะตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าไม่ใช่ความสัมพันธ์ของบุคคลที่ฐานะเท่าเทียมกัน เราต้องเรียนรู้ว่าเรายังอยู่ห่างจากพระเจ้า แม้ว่าพระเจ้าประทับอยู่ใกล้เรามากจนเกินจินตนาการ แต่ก็อาจกล่าวว่าพระองค์ประทับอยู่ห่างไกลสุดประมาณ พระเจ้าทรงเป็นมากกว่าเพื่อนข้างบ้านที่เราสามารถเรียกใช้ทุกครั้งที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการเพื่อน เราจะรู้ตัวมากขึ้นทีละน้อยว่าเราไม่เท่าเทียมกับพระเจ้า เมื่อเราเริ่มมองเห็นความบกพร่องในตัวเรามากขึ้น ความรู้นี้ช่วยลบภาพลวงตาในชีวิต ... ภาพลวงตาที่ทำให้เราคิดว่าเราไม่ต้องพึ่งใคร เรายังต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น เราเป็นขอทานเบื้องหน้าพระเจ้า หญิงม่ายผู้รบเร้าคนนี้รู้ตัวว่านางเป็นเพียงขอทานคนหนึ่ง และนี่คือจุดแข็งของนาง

    ขอทานในโลกตะวันออกจะรบเร้าไม่เลิก เพราะเขามีพื้นฐานความเชื่อว่าเขามีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครอง และมีสิทธิ์ได้รับการแบ่งปันในพระพรต่าง ๆ ที่พระเจ้าประทานแก่โลก ผู้จัดการผลประโยชน์ที่เจ้าเล่ห์ในอุปมาอีกเรื่องหนึ่งกระทำการโดยทุจริตเพราะเขาอายที่จะขอ เขาอายที่จะใช้สิทธิ์ของเขาที่จะขอ การรู้ตัวว่าเราต้องพึ่งพาอาศัยพระเจ้ามากเพียงไรไม่ใช่เหตุผลให้เรารู้สึกละอายใจ แต่ควรทำให้เรารู้สึกโล่งใจ เพราะภาระหนักจากการต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเราเอง บัดนี้ได้หลุดพ้นจากบ่าของเราแล้ว เราควรโล่งใจที่รู้ว่าเราสามารถพึ่งพระเจ้าได้ ... และรู้ว่าเราต้องพึ่งพระองค์!

    จำเรื่องของซีโมน เปโตร ได้หรือไม่ ในวันที่เขาจับปลาได้เป็นจำนวนมากนั้น เขาได้ค้นพบพระอานุภาพของพระเยซูเจ้า และรับรู้ว่าตัวเขาอยู่ห่างพระองค์มากเพียงไร เขาพูดว่า “โปรดไปจากข้าพเจ้าเสียเถิด พระเจ้าข้า เพราะข้าพเจ้าเป็นคนบาป” (ลก 5:8) จำเปาโลได้หรือไม่ เขาเป็นคนที่มุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และเฉลียวฉลาด แต่รู้สึกอับอายที่ไม่สามารถต่อกรกับความอ่อนแอในตัวเองที่เขาเรียกว่า “หนามทิ่มแทงเนื้อหนังของข้าพเจ้า” เปาโลวิงวอนพระเจ้าให้เขาหลุดพ้นจากความอ่อนแอนี้ และด้วยการยอมรับความอ่อนแอของเขา เปาโลจึงพบว่าตนเองมีที่ว่างให้พระเจ้าทรงแสดงพระอานุภาพของพระองค์ในตัวเขาได้ “พระหรรษทานของเราเพียงพอสำหรับท่าน เพราะพระอานุภาพแสดงออกเต็มที่เมื่อมนุษย์มีความอ่อนแอ” (2 คร 12:9) จำนายร้อยที่รู้ตัวว่าเขาไม่สมควรต้อนรับพระเยซูเจ้าเข้ามาในบ้านของเขาได้หรือไม่ อาศัยความตระหนักในบาปของตน ในความอ่อนแอ และสภาพอันไม่เหมาะสมของตน สามบุคคลนี้จึงก้าวหน้าในความเชื่อ เราอาจได้รับคำตอบจากการภาวนา เมื่อเราตระหนักถึงความห่างไกลระหว่างเรากับพระเจ้า ความอ่อนแอและการพึ่งพาตนเองไม่ได้ และความไม่สมควรของตัวเรา เมื่อนั้น เราจะปลื้มปิติกับความจริงที่ว่าเราเป็นขอทานคนหนึ่งเบื้องหน้าพระองค์

บทรำพึงที่ 2

พระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องอุปมาเรื่องหนึ่งแก่บรรดาศิษย์ เพื่อสอนว่าจำเป็นต้องอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอโดยไม่ท้อถอย

    เหตุการณ์นี้แสดงว่าเราไม่ใช่คนกลุ่มแรกที่รู้สึกว่าการภาวนาทำได้ยาก ศิษย์กลุ่มแรกก็รู้สึก “ท้อถอย” เหมือนกัน และพระเยซูเจ้าทรงจำเป็นต้องให้กำลังใจพวกเขา

    เราอาจเริ่มต้นภาวนาด้วยใจกว้าง และตัดสินใจว่าจะอุทิศเวลาช่วงหนึ่งทุกวันให้แก่การภาวนา เราอาจถึงกับซื้อรูปพระ และติดตั้งไว้ในที่พิเศษในบ้านของเราเพื่อเตือนใจให้เราสวดภาวนา เราพยายามอย่างจริงใจที่จะภาวนาได้หลายวัน หรืออาจเป็นหลายสัปดาห์ แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย เราได้พบแต่ความเงียบของพระเจ้า ... มีสิ่งต่าง ๆ คอยรบกวนสมาธิระหว่างการรำพึงภาวนาของเรา แล้วเราก็หยุดภาวนา...

    พระเจ้าข้า พระองค์ทรงบอกเราว่า “ท่านต้องอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอโดยไม่ท้อถอย” ... เรายินดีอย่างยิ่งที่รู้ว่าพระองค์ทรงเข้าใจความยากลำบากของเรา...

    เรามีเหตุผลมากมายที่จะไม่สวดภาวนา ศตวรรษที่ 20 เป็นยุคที่มนุษย์เรียกร้องผลลัพธ์และผลิตผลในทันทีทันใด วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทำให้เราเชื่อว่ามนุษย์สามารถทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ... และทำได้ในทันทีทันใดด้วย ... เราเร่ง และรีบ กระแสบริโภคนิยม และความปรารถนาผลกำไรมาก ๆ กระตุ้นเราให้เร่งรีบจนไม่มีเวลาจะหยุด ... ยกเว้นเมื่อเกิดหัวใจวาย “คุณก็รู้ ฉันต้องทั้งเรียน ทั้งทำงาน มีหน้าที่ต่าง ๆ ต้องทำ และต้องการเวลาพักผ่อนด้วย ... ฉันไม่มีเวลาเหลือสำหรับสวดภาวนา” ... “เวลาเช้าวันอาทิตย์เป็นเวลาเดียวที่ฉันสามารถพักผ่อนได้ คุณคงเข้าใจว่าทำไมฉันจึงไม่ไปฟังมิสซา”...

    “ท่านต้องอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอโดยไม่ท้อถอย”

    นอกจากนี้ การภาวนายังเปล่าประโยชน์ด้วย “คุณเห็นได้ว่าพระเจ้าไม่ทรงฟังคำภาวนาของเรา ทั่วโลกยังมีแต่ความอยุติธรรม ... เราต้องต่อสู้กับมันอย่างเป็นรูปธรรม ดีกว่าเสียเวลาวิงวอนขอให้พระอาณาจักรของพระเจ้ามาถึง ... เพราะดูเหมือนว่าพระอาณาจักรนี้ไม่มีทางมาถึงได้ ...”
    เราต้องภาวนา “อยู่เสมอ และอย่างต่อเนื่อง”

    เราต้องภาวนา “โดยไม่ท้อถอย ... ต้องภาวนาต่อไปด้วยความกล้าหาญ และพากเพียร”...

    คำพูดเหล่านี้ออกมาจากปลายปากกาของนักบุญเปาโลเสมอ และเปาโลก็เป็นอาจารย์ของลูกา (2 ทส 1:11, คส 1:3, ฟม 4, รม 1:10, 2 ธส 3:13, 2 คร 4:1-16, กท 6:4, อฟ 3:13)

“ผู้พิพากษาคนหนึ่งอยู่ในเมืองหนึ่ง เขาไม่ยำเกรงพระเจ้า และไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ใด หญิงม่ายคนหนึ่งอยู่ในเมืองนั้นด้วย นางมาพบเขาครั้งแล้วครั้งเล่า พูดว่า “กรุณาให้ความยุติธรรมแก่ดิฉันสู้กับคู่ความเถิด” ผู้พิพากษาผู้นั้นไม่ยอมทำตามที่นางขอร้อง จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ...”

    นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พระเยซูเจ้าทรงเลือกตัวอย่างที่เลวที่สุดเท่าที่จะหามาได้ เพื่อให้เราเข้าใจดีขึ้นว่าพระองค์ทรงต้องการสอนอะไร ในยุคที่พระเยซูเจ้าทรงดำรงชีพอยู่ในปาเลสไตน์ เมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งจะมีผู้พิพากษาทำหน้าที่เพียงคนเดียวโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงคอยควบคุม ... ดังนั้น เขาจึงยืดเวลาคดีความได้ตามใจชอบ และผู้พิพากษาคนนี้ไม่ยำเกรงทั้งพระเจ้า และปีศาจ และยังเหยียดหยามมนุษย์ทุกคนด้วย...

    เมื่อเปรียบเทียบกัน “หญิงม่าย” คือตัวอย่างของคนจนที่ไม่มีทั้งอำนาจและผู้เลี้ยงดู แต่กลับต้องมาต่อสู้คดีกับคนรวย ... หญิงม่ายเป็นหญิงที่ไร้ที่พึ่งด้านกฎหมาย ไม่มีสามีคอยปกป้องคุ้มครอง...

เวลาผ่านไประยะหนึ่ง เขาจึงคิดว่า “แม้ว่าฉันไม่ยำเกรงพระเจ้า และไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ใด แต่เพราะหญิงม่ายผู้นี้มาทำให้ฉันรำคาญ ฉันจึงจะให้นางได้รับความยุติธรรม เพื่อมิให้นางรบเร้าฉันอยู่ตลอดเวลา”

    ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำนี้เผยแสดงภาพของชายที่เห็นแก่ตัวและเหยียดหยามผู้อื่นนี้ได้อย่างชัดเจน ถ้าเขาให้ความยุติธรรม และทำความดีบางอย่าง ก็อย่าเข้าใจผิดว่าเขาทำไปเพราะเป็นคนดี เพียงแต่ว่าผลประโยชน์ของผู้อื่นบังเอิญตรงกับผลประโยชน์ของเขา ... ในทุกกรณี เขาจะกระทำการเพื่อประโยชน์ของตนเองเท่านั้น ... พระเยซูเจ้าทรงวาดภาพให้ชายคนนี้เลวที่สุด เพื่อให้เราเข้าใจเหตุผลของพระองค์ เพราะทุกคนย่อมเห็นได้ว่าคนเลวคนนี้จะรับฟังหญิงที่เขาเหยียดหยามเพราะสาเหตุเดียวคือ นางทำให้เขารำคาญ...

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “จงฟังคำที่ผู้พิพากษาอธรรมคนนั้นพูดซิ แล้วพระเจ้าจะไม่ประทานความยุติธรรมแก่ผู้เลือกสรรที่ร้องหาพระองค์ทั้งวันทั้งคืนดอกหรือ”

    อุปมาเรื่องนี้เป็นเรื่องของบุคคลที่อยู่ในสภาพตรงกันข้ามกัน และบทเรียนในเรื่องนี้ก็ตรงกันข้ามกับตัวอย่างที่ยกมา
    ผู้พิพากษาอธรรม และไม่มีความยุติธรรม
    ไร้มโนธรรม และหาความดีไม่ได้
    เขาปฏิเสธเป็นเวลานานที่จะ “ให้ความยุติธรรม”
    ในที่สุด เพราะความเห็นแก่ตัว เขาจึงยอมให้ความยุติธรรมแก่หญิงม่ายผู้ยากจน ผู้ที่ไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเขา ... เพียงเพื่อให้นางหยุดทำให้เขารำคาญใจ...

    ดังนั้น จึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่าพระเจ้า
    ผู้ทรงความดี และความอ่อนโยนอย่างไร้ขอบเขต
    จะประทานความยุติธรรมโดยเร็ว
    ให้แก่ผู้เลือกสรรที่พระองค์ทรงรัก และผู้ที่เรียกหาพระองค์...

    ถ้ามนุษย์ที่มีจิตใจมุ่งร้ายและไร้ยางอายคนหนึ่งยังรับฟังคำวิงวอนในที่สุด พระเจ้าผู้ทรงใส่พระทัยในทุกข์สุขของเรา จะไม่รับฟังคำวิงวอนของคนยากไร้มากยิ่งกว่าหรือ...

พระองค์จะไม่ประทานความยุติธรรมแก่ผู้เลือกสรรของพระองค์หรือ

    พระเยซูเจ้าทรงย้ำคำว่า “ให้ความยุติธรรม” หลายครั้งภายในไม่กี่บรรทัด ... โดยอาชีพ ผู้พิพากษามีหน้าที่ให้ความยุติธรรม – และความยุติธรรมก็เป็นหนึ่งในคุณค่าสูงสุดของมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับ “สิทธิมนุษยชน” ที่เรารู้จักกันดี “มนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยมีเสรีภาพ และมีศักดิ์ศรี และมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ทุกคนเท่าเทียมกันตามกฎหมาย คดีของทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและเปิดเผย โดยศาลที่เป็นเอกเทศและปราศจากอคติ” (Universal Declaration of the Rights of Man: December 10, 1948)

    ความเชื่อคริสตชนของเรากำหนดให้เรามีหน้าที่ต้องปกป้องและส่งเสริมความยุติธรรม คำภาวนาของเราจะเป็นคำภาวนาแท้ได้เพียงเมื่อเราแสวงหาความยุติธรรม และถ้าเรา “ไม่ให้ความยุติธรรม” ... พระเยซูเจ้าทรงรับรองว่าพระเจ้าจะประทานให้เอง...

พระองค์จะไม่ทรงช่วยเขาทันทีหรือ เราบอกท่านทั้งหลายว่า พระองค์จะประทานความยุติธรรมแก่เขาโดยเร็ว

    พระเยซูเจ้าทรงเทศน์สอนเรื่องนี้ขณะที่พระองค์กำลัง “เดินทางขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม” ในเวลาที่พระองค์ทรงทราบดีว่าพระองค์กำลังเดินเข้าไปสู่การตัดสินอย่างอยุติธรรมโดยผู้พิพากษาอธรรม ... ลูกากล้าอ้างพระวาจาของพระเยซูเจ้าว่า “พระองค์จะประทานความยุติธรรมแก่ผู้เลือกสรรของพระองค์ ... พระเจ้าทรงสดับฟังคำวิงวอนของเขาทันทีโดยไม่รอช้า”

    เมื่อเราตัดพ้อว่าพระเจ้าไม่ทรงสดับฟังคำวิงวอนของเรา เมื่อเราพูดว่าความอยุติธรรมยังครองโลกต่อไป ... พระองค์ทรงเชิญชวนให้เราชำระความคิดของเราเกี่ยวกับชัยชนะของความยุติธรรมหรือเปล่า พระอานุภาพ และชัยชนะของพระเจ้าจะปรากฏให้เห็นด้วยวิธีการที่ต่างจากที่เราคาดหมาย เรามักพอใจแนวความคิดที่มองการณ์สั้น ๆ ประสามนุษย์ มากกว่าแนวความคิดของพระเจ้า บ่อยครั้งที่คำภาวนาของเราเหมือนกับคำขาดที่เรายื่นให้พระเจ้า ให้พระองค์เชื่อฟังเรา พระเจ้าไม่ใช่เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ ที่เราหย่อนเหรียญลงไปในช่องแล้วกดปุ่ม เราก็จะได้ช็อกโกแลตมาอย่างที่เราต้องการ เพราะนั่นคือพระเจ้าจอมปลอม!
    เมื่อเรารู้สึกว่าพระเจ้าไม่ทรงได้ยินคำภาวนาของเรา เราได้รับเชิญให้เข้าสู่ความสนิทสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า ... ผู้ที่พระเจ้าทรงสดับฟังคำภาวนาของพระองค์ ... แต่ในอีกแง่หนึ่ง ... “โปรดทรงนำถ้วยนี้ไปจากข้าพเจ้าเถิด” ... ถ้วยแห่งความเจ็บปวดทรมานไม่ได้จากพระองค์ไปไกล แต่ผ่านทางความตาย พระเยซูเจ้าทรงเสด็จเข้าสู่ความยินดีแห่งการกลับคืนชีพ

    แต่กระนั้น ประสบการณ์ก็สอนเราว่าสิ่งที่เราขอจากพระเจ้าอาจไม่ใช่สิ่งดีที่สุดสำหรับเราเสมอไป เราไม่มีทางล่วงรู้ความคิดของพระเจ้า เราจะเป็นอย่างไรถ้าความปรารถนาแบบเด็ก ๆ ของเราทุกประการกลายเป็นความจริง...

    เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เหมือนพืชทุกประเภท เราจำเป็นต้องผ่านฤดูกาลต่าง ๆ ต้องได้รับแสงแดดและน้ำฝนสลับกันไป ต้องผ่านฤดูหนาวและฤดูร้อน และแม้แต่ลมพายุ เพื่อจะเจริญเติบโตจากเมล็ดพันธุ์ไปสู่ช่วงออกดอกและออกผล เมล็ดพันธุ์จะเป็นอย่างไรถ้ามันไม่ยอมผ่านการทดสอบใด ๆ ระหว่างการเจริญเติบโต และเรียกร้องให้เก็บเกี่ยวมันหลังจากถูกหว่านได้เพียงวันเดียว...

    พระเยซูเจ้าทรงรู้จักพระบิดา และพระองค์ทรงบอกเราให้มีความมั่นใจ “เราบอกท่านทั้งหลายว่าพระเจ้าจะประทานความยุติธรรมแก่ผู้เลือกสรรที่ร้องหาพระองค์ทั้งวันทั้งคืน”...

แต่เมื่อบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมา จะทรงพบความเชื่อในโลกนี้หรือ

    แทนที่จะพบกับผู้มีความเชื่อที่วิงวอนต่อความดีของพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงพบกับผู้ไม่มีความเชื่อที่ไม่ภาวนา ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ประโยคนี้แสดงความปวดร้าว ... จะมีวันหนึ่งหรือ ที่มนุษย์จะไม่ถามอีกต่อไปว่าพระเจ้าสดับฟังคำภาวนาของเขาหรือไม่ และที่เขาไม่ถามก็เพราะเขาไม่ภาวนาอีกต่อไปแล้ว...

    ความปวดร้าวของพระเยซูเจ้า ... ความปวดร้าวของพระเจ้า ... ผู้ไม่สามารถทำให้ประชากรเลือกสรรของพระองค์เชื่อในพระองค์ได้ แม้แต่ขณะที่พระองค์กำลังใกล้จะสิ้นพระชนม์ ... นี่คือธรรมล้ำลึกของเสรีภาพของมนุษย์ – มนุษย์สามารถปฏิเสธที่จะเชื่อ และภาวนาได้

    เรารับรู้ได้ในทันใดว่าพระเยซูเจ้าทรงมีความรู้สึกเป็นทุกข์ พระองค์ทรงกังวลมากที่มนุษย์ไม่ยอมรับพันธกิจและคำสั่งสอนของพระองค์

    แม้แต่ผู้ได้รับเลือกสรรก็ถูกคุกคามจากการละทิ้งความเชื่อ ทางเลือกที่เราเลือกเมื่อรับศีลล้างบาปไม่ใช่กรมธรรม์ประกันภัย การอยู่ร่วมกันในชุมชนพระศาสนจักรเพียงไม่กี่ปีไม่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราจะไม่กลายเป็นผู้ไม่มีความเชื่อ ... เรามั่นใจได้ว่าพระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเรา – แต่เราจะไม่ทอดทิ้งพระองค์หรือ ... เราต้องตอบคำถามที่น่ากลัว ... “ฉันจะยังมีความเชื่ออยู่หรือเปล่าในวันพรุ่งนี้ และในวันที่ฉันตาย ในวันที่พระเยซูเจ้าจะเสด็จมาหาฉัน” ... หรือว่าฉันจะเป็นคริสตชนแต่ชื่อ และไม่ปฏิบัติหน้าที่ของฉัน

    หลังจากทรงย้ำกับเราหลายครั้งว่าพระเจ้าทรงพระทัยดี และสดับฟังคำวิงวอนของเราเสมอ พระเยซูเจ้าทรงเผยว่าความผิดหวังของเราเกิดจากอะไร กล่าวคือ เราขาดความเชื่อ ... พระองค์ตรัสเตือนเช่นนี้หลายครั้งหลายหนในพระวรสาร (ลก 4:18, 26, 7:9, 21, 23, 50, 8:5, 15, 9:41, 10:21, 24, 11:29, 32 เป็นต้น)

    ในปัจจุบัน เราพูดกันบ่อย ๆ เรื่อง “วิกฤติความเชื่อ” พระเยซูเจ้าตรัสถึงเรื่องนี้มาก่อนแล้ว ... การประจญให้ละทิ้งความเชื่อ หรือการประจญให้เราไม่ดำเนินชีวิตตามความเชื่อ ไม่ใช่การประจญใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคของเราเท่านั้น

    ข้าพเจ้าจะทำอะไรตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อบำรุงเลี้ยงความเชื่อของข้าพเจ้า ... บำรุงเลี้ยงคำมั่นสัญญาที่ข้าพเจ้าให้ไว้ต่อพระเยซูเจ้า...

    ข้าพเจ้าสวดภาวนาหรือเปล่า...

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help