มัทธิว 2:1-12
ในรัชสมัยกษัตริย์เฮโรด พระเยซูเจ้าประสูติที่เมืองเบธเลเฮม
ในแคว้นยูเดีย โหราจารย์บางท่านจากทิศตะวันออก เดินทางมายัง
กรุงเยรูซาเล็ม สืบถามว่า “กษัตริย์ชาวยิวที่เพิ่งประสูติอยู่ที่ใด พวกเราได้เห็นดาวประจำพระองค์ขึ้น จึงพร้อมใจกันมาเพื่อนมัสการพระองค์” เมื่อกษัตริย์เฮโรดทรงทราบข่าวนี้ พระองค์ทรงวุ่นวายพระทัย ชาวกรุงเยรูซาเล็มทุกคนต่างก็วุ่นวายใจไปด้วย พระองค์ทรงเรียกประชุมบรรดาหัวหน้าสมณะและธรรมาจารย์ ตรัสถามเขาว่า “พระคริสต์จะประสูติที่ใด” เขาจึงทูลตอบว่า “ในเมืองเบธเลเฮม แคว้นยูเดีย” เพราะประกาศกเขียนไว้ว่า “เมืองเบธเลเฮม ดินแดน
ยูดาห์ เจ้ามิใช่เล็กที่สุดในบรรดาหัวเมืองแห่งยูดาห์ เพราะผู้นำ
คนหนึ่งจะออกมาจากเจ้า ซึ่งจะเป็นผู้นำอิสราเอล ประชากรของเรา”
ดังนั้น กษัตริย์เฮโรดทรงเรียกบรรดาโหราจารย์มาเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ทรงซักถามถึงวันเวลาที่ดาวปรากฏ แล้วทรงใช้บรรดาโหราจารย์ไปที่เมืองเบธเลเฮม ทรงกำชับว่า “จงไปสืบถามเรื่อง
พระกุมารอย่างละเอียด และเมื่อพบพระกุมารแล้ว จงกลับมาบอกให้เรารู้ เราจะได้ไปนมัสการพระองค์ด้วย” เมื่อบรรดาโหราจารย์ได้ฟังพระดำรัสแล้วก็ออกเดินทาง ดาวที่เขาเห็นทางทิศตะวันออกปรากฏอีกครั้งหนึ่ง นำทางให้ และมาหยุดนิ่งอยู่เหนือสถานที่ประทับของพระกุมาร เมื่อเห็นดาวอีกครั้งหนึ่ง บรรดาโหราจารย์มีความยินดียิ่งนัก เขาเข้าไปในบ้าน พบพระกุมารกับพระนางมารีย์ พระมารดา จึงคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ แล้วเปิดหีบสมบัติ นำทองคำ กำยาน และมดยอบออกมาถวายพระองค์ แต่พระเจ้าทรงเตือนเขาในความฝันมิให้กลับไปหากษัตริย์เฮโรด เขาจึงกลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น
บทรำพึงที่ 1
เรื่องจากจินตนาการ
มัทธิวเล่าเรื่องโดยใช้จินตนาการอันอุดม ซึ่งขยายมิติของเหตุการณ์พระคริสตสมภพให้กว้างขึ้น มัทธิวคาดหมายให้ผู้อ่านมองให้ไกลเกินรายละเอียดของเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นที่
เบธเลเฮม เพื่อให้เข้าใจสารที่ต้องการสื่อให้แก่คนทุกยุคสมัยและทุกสถานที่ เขาเชิญชวนเราให้ก้าวออกไป และเข้าสู่โลกของดวงดาวและโหราศาสตร์ เข้าสู่โลกภายในแห่งความทรงจำและความฝัน เขาเผยถึงอดีตของชาวยิวอย่างแยบยล และเผยถึงอนาคตด้วยคำบอกเล่าเรื่องของถวาย ที่มีความหมาย
เชิงสัญลักษณ์
ในเรื่องนี้ ความหมายภายในสำคัญกว่ารายละเอียดทางประวัติศาสตร์และโหราศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องภายนอก ไม่มีความจำเป็นต้องสืบค้นว่าโหราจารย์เหล่านี้เป็นใครจากที่ไหน เพราะพวกเขาเป็นตัวแทนของมนุษย์ทุกคนที่แสวงหาความจริงของชีวิตอย่างสุจริตใจ
และไม่มีความจำเป็นต้องค้นคว้าประวัติทางโหราศาสตร์เพื่อยืนยันว่ามีดาวดวงใหญ่ หรือกลุ่มดาว ปรากฏขึ้นจริงหรือไม่ เขาเรียกดาวที่นำทางเขามาหาพระองค์ว่า “ดาวประจำพระองค์” เพราะเป็นความเชื่อของคนส่วนใหญ่ว่า เมื่อใดที่ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตเกิดมา จะมีดาวดวงใหม่ปรากฏให้เห็น ดาวนี้หมายถึงแสงสว่างที่พระเจ้าทรงส่งมานำทางมนุษย์ทุกคนในการเดินทางแห่งชีวิตของเขา แม้ว่าดาวเป็นแสงสว่างที่อยู่ไกล และแสงซีด เมื่อเทียบกับแสงดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์ แต่เป็นสิ่งที่ชี้ทิศทางได้ดียิ่งสำหรับคนเดินเรือ พระเจ้าจะทรงส่งดาวมานำทางเราผ่านความมืดยามค่ำคืน และฝ่ามรสุมชีวิตเสมอ
แต่โหราจารย์เหล่านี้พบว่าแสงธรรมชาตินำทางเขาไปได้ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น พวกเขายังต้องพึ่งปรีชาญาณของพระเจ้าที่ซ่อนอยู่ในการเผยแสดงผ่านประกาศกชาวยิว เพื่อให้พวกเขาสามารถเดินทางไปถึงจุดหมาย แสงสว่างจากการเผยแสดงนี้นำทางเขาไปยังเมืองเบธเลเฮม และทำให้เขามีความหวังมากขึ้นว่าจะพบกับผู้นำ และผู้เลี้ยงแกะคนใหม่
พฤติกรรมของเฮโรด ผู้วุ่นวายพระทัยและวิตกกังวล ชวนให้คิดถึงเหตุการณ์ในแผ่นดินอียิปต์เมื่อโมเสสเกิดมา มัทธิวต้องการให้ผู้อ่านพระวรสารของเขาเริ่มมองเห็นเหตุการณ์ที่คล้ายกันในชีวิตของพระเยซูเจ้าและโมเสส ผู้นำชนชาติของเขาออกจากความเป็นทาส และมอบธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาให้แก่ชาวยิว
โหราจารย์เดินทางต่อไปจนกระทั่งแสงสว่างนั้นหยุดนิ่งเหนือสถานที่ประทับของพระกุมาร พวกเขาก้าวเข้าไปในบ้านด้วยความยินดี และคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ ในเวลาที่
มัทธิวเขียนพระวรสารนี้ ชนต่างชาติพากันเข้ามาในบ้าน ซึ่งหมายถึงพระศาสนจักร ในขณะที่ชาวยิวยังอยู่ที่เดิม และไม่ยอมให้แสงสว่างของพระคริสตเจ้านำเขาเดินทางต่อไปข้างหน้า
โหราจารย์ถวายของขวัญเป็นทองคำ กำยาน และมดยอบ มัทธิวอาจมีเจตนาให้เราเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งของที่โหราจารย์เหล่านี้ต้องใช้เป็นประจำในอาชีพของเขา เพราะเขาเป็นเหมือนหมอผีในศาสนาที่บูชาธรรมชาติ แต่บัดนี้ สิ่งของเหล่านี้ถูกนำมาเป็นของขวัญถวายพระกุมารที่เมืองเบธเลเฮม เพื่อแสดงการคารวะต่อความเป็นเจ้านายของพระองค์ ผู้อธิบายความใน
พระคัมภีร์มองว่าของถวายเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของชะตากรรมในอนาคตของพระเยซูเจ้า ทองคำหมายถึงการเป็นกษัตริย์ กำยานหมายถึงความเป็นสมณะของพระองค์ และมดยอบที่ใช้เจิมหมายถึงการสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่กู้มนุษยชาติ
พระเจ้าทรงเตือนโหราจารย์เหล่านี้ในความฝันไม่ให้กลับไปหากษัตริย์เฮโรด แต่ให้เดินทางกลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น บ่อยครั้งที่พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงแนะนำมนุษย์ผ่านทางความฝัน เพราะช่วยให้มองสถานการณ์ได้รอบด้าน และทำให้เห็นทางเลือกอื่น
นอกจากเรื่องตามคำบอกเล่าของมัทธิวแล้ว พิธีกรรมยังเสนอบทอ่านอีกสองบทและบทสดุดี ซึ่งร่วมกันประกาศว่านานาชาติมาเฝ้าองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ในปัจจุบัน เราเห็นสถานการณ์ที่ตรงกันข้าม ประชาชนกำลังถอยห่างจากบ้านของพระศาสนจักร และน่าแปลกใจที่คนจำนวนมากหันกลับไปหา
สิ่งที่โหราจารย์เหล่านี้ละทิ้งไว้เบื้องหลัง
ดวงดาวกลายเป็นเทพเจ้าสำหรับบุคคลที่เชื่อว่ากลุ่มดาวใน
ราศีพฤษภ หรือเมถุน มีอำนาจควบคุมชีวิต และชะตากรรมของเขา
ทองคำหมายถึงกระแสวัตถุนิยม ซึ่งสกัดกั้นไม่ให้คนจำนวนมากมีสัมผัสที่ไวในเรื่องจิตวิญญาณและพระเจ้า กำยาน หมายถึงธูปที่ใช้จุดเพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะแก่การนั่งสมาธิ สำหรับบางคนที่ชอบความคลุมเครือของศาสนาตะวันออก มากกว่าความชัดเจนของการเผยแสดงในศาสนาคริสต์ ส่วนมดยอบที่ใช้ดองศพ หมายถึงลัทธิที่ให้ความสำคัญกับร่างกายมากเกินไปจนละเลยเสียงเรียกร้องของจิต การพัฒนาความเชี่ยวชาญในการฝึกสมาธิ และความเคารพร่างกายซึ่งเป็นวิหารของวิญญาณนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่ควรเป็นเป้าหมายในตัวเองจนเข้ามาแทนที่ศาสนา วันสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์เป็นการยอมรับว่าพระเยซูคริสตเจ้าเท่านั้นทรงเป็นผู้นำ และผู้เลี้ยงแกะของชนทุกชาติ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เสด็จมาจากสวรรค์ ทรงเป็นสมณะนิรันดร และทรงเป็นพระผู้ไถ่ผู้ได้รับเจิม
บทรำพึงที่ 2
คำเชิญให้เชื่อ
วันสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์เป็นการเฉลิมฉลองความเชื่อ และแสดงความชื่นชมยินดีที่พระเทวภาพของพระเยซูเจ้าปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนจากเรื่องของโหราจารย์ การรับ
พิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดน และในงานแต่งงานที่หมู่บ้านคานา
คนทั้งหลายที่พระเจ้าทรงนำทางให้มองเห็นไกลกว่าที่ตาฝ่ายกายมองเห็น จึงกลายเป็นผู้มีความเชื่อ ความเชื่อเป็นพระพรที่ช่วยให้มนุษย์เคลื่อนสายตาจากเครื่องหมายภายนอก ไปหาบุคคลที่เครื่องหมายเหล่านี้ชี้ให้เขาเห็น ยอห์นสรุปเรื่องที่คานาว่า “พระองค์ทรงแสดงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ และบรรดาศิษย์เชื่อในพระองค์”
ในเรื่องของมัทธิว โหราจารย์เป็นตัวแทนของผู้มีความเชื่อ กษัตริย์เฮโรด เป็นตัวแทนของผู้ไม่มีความเชื่อ
โหราจารย์สังเกตเห็นดวงดาว และได้ยินคำบอกเล่า เขายอมเดินทางติดตามดวงดาวไปจนถึงสถานที่ซึ่งดาวมาหยุดนิ่ง ในสถานที่นั้น พวกเขาก้าวเข้าไปในบ้าน การเดินทางของเขาเป็นการแสดงออกภายนอก ว่าเขากำลังเดินทางภายในผ่านทางจินตนาการ ลางสังหรณ์ ความทรงจำ และการนำความคิดต่าง ๆ มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน การเดินทางครั้งนี้นำเขามาถึงความเชื่อ และการนมัสการในที่สุด
ของถวายของพวกเขามีความหมายเชิงสัญลักษณ์ คำว่า
“เชิงสัญลักษณ์” (symbolic) มาจากภาษากรีก หมายถึงการเคลื่อนตัวของสิ่งต่าง ๆ มารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน การเคลื่อนตัวในทางตรงกันข้ามคือ diabolic ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่าการฉีกสิ่งต่าง ๆ ออกจากกัน
ระบบการศึกษาที่เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์ และการทำงานของสมองซีกซ้าย สอนมนุษย์ให้ควบคุมสิ่งต่าง ๆ ด้วยการวิเคราะห์และแยกชิ้นส่วน สอนให้แบ่งแยกเพื่อเอาชนะ ถ้าเราเพิกเฉยต่อการทำงานของสมองซีกขวา ซึ่งมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในภาพรวมและในความสัมพันธ์ต่อกัน เมื่อนั้นระบบการศึกษาจะสอนให้แบ่งแยกและเป็นอันตราย จึงไม่น่าแปลกใจที่คนจำนวนมากในปัจจุบันไม่ค่อยมีความเชื่อ ไม่น่าแปลกใจที่เราแยกพฤติกรรมทางเพศออกจากความรักที่ซื่อสัตย์ต่อกัน และไม่น่าแปลกใจที่มนุษย์ใช้เงินจำนวนมากไปในการต่อต้านศัตรู และสะสมอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้าง มากกว่าใช้ส่งเสริมภราดรภาพ และเลี้ยงดูคนอดอยาก
ในเรื่องนี้ กษัตริย์เฮโรดเป็นผู้ไม่มีความเชื่อ ไม่มีเครื่องหมายใดสามารถผลักดันให้พระองค์เดินทางไปยังบ้านแห่งความเชื่อหลังนั้นได้ พระองค์ยังรออยู่ที่เดิมในโลกภายนอกที่สนใจแต่ข้อเท็จจริง วันที่ และสถานที่ที่แน่ชัด พระองค์ไม่ยอมมองไกลกว่าสิ่งใดที่อาจคุกคามตำแหน่งของพระองค์ พระองค์วุ่นวายพระทัย แม้แต่ทารกน้อยคนหนึ่งก็ยังเป็นภัยคุกคามที่พระองค์ต้องกำจัดให้พ้นทางด้วยวิธีการอันโหดร้ายที่สุด
จิตใจที่คิดแต่จะแบ่งแยก ไม่สามารถปล่อยมือจากอำนาจควบคุม หรือโอบกอดด้วยความรัก หรือก้มลงคำนับ แต่จะแยกแยะรายละเอียดและฉีกทุกสิ่งทุกอย่างออกจากกัน
พรากบุตรจากอกมารดา และนำไปฆ่า การฆ่าเป็นการกระทำที่ร้ายกาจที่สุด
การแสดงความเชื่อต้องใช้พลังของสมองในการสร้างจินตนาการ และหยั่งรู้ เพื่อก้าวข้ามรายละเอียดซึ่งประสาทสัมผัสภายนอกรับรู้ได้ทันที เมื่อนั้น เราจะก้าวข้ามชิ้นส่วนต่าง ๆ ไปหาองค์รวม ก้าวออกจากรอยเท้าไปหาเจ้าของรอยเท้านั้น เรื่องของมัทธิวเป็นคำเชิญให้เราเดินทางติดตามแสงริบหรี่ของดวงดาวที่กำลังขึ้น และปรีชาญาณของพระคัมภีร์ และก้าวเข้าสู่บ้านแห่งความเชื่อ
บทรำพึงที่ 3
ในรัชสมัยกษัตริย์เฮโรด พระเยซูเจ้าประสูติที่เมืองเบธเลเฮม ในแคว้นยูเดีย
ข้อความนี้เป็นข้อความเดียวที่นักบุญมัทธิว กล่าวถึงเหตุการณ์พระคริสตสมภพ และดูเหมือนจะสั้นเกินไป
อันที่จริง มัทธิวดูเหมือนแทบไม่สนใจเหตุการณ์นี้ ซึ่งต่างจากลูกา แต่มัทธิวต้องการให้ผู้อ่านรับรู้นัยสำคัญของเหตุการณ์นี้มากที่สุด เขาเปิดเผยนัยสำคัญนี้ในคำบอกเล่าเรื่องของโหราจารย์ และถ้าเราสังเกต จะเห็นว่าคำบอกเล่านี้เหมือนกับเป็นอารัมภบทสำหรับพระวรสารทั้งฉบับของมัทธิว
โหราจารย์บางท่านจากทิศตะวันออก เดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม สืบถามว่า “กษัตริย์ชาวยิวที่เพิ่งประสูติอยู่ที่ใด”
มัทธิว กล่าวถึงกษัตริย์เฮโรด และกษัตริย์ชาวยิว ราวกับเป็นวางส่วนผสมสองอย่างของวัตถุระเบิดไว้ใกล้ ๆ กัน
คำถามที่ได้ยินหลายครั้งจากคนต่างชาติในถนนแคบ ๆ ของ
กรุงเยรูซาเล็ม คงฟังดูเหมือนคำประชดอันโหดร้ายสำหรับชาวยิว เราเข้าใจได้ว่ามันคงทำให้คนขี้ระแวงอย่างกษัตริย์เฮโรดวุ่นวายพระทัยมาก ประวัติศาสตร์บอกเราว่าตลอดชีวิตพระองค์มีแต่ความกลัวว่าจะสูญเสียอำนาจ พระองค์มองเห็นแต่แผนโค่นล้มพระองค์ พระองค์ประทับอยู่ในป้อมปราการ และสั่งประหารโอรสสามองค์ มารดาของพระมเหสี และแม้แต่ตัวพระมเหสีของพระองค์ นั่นคือประวัติศาสตร์
แต่มัทธิวต้องการบอกว่า “กษัตริย์ชาวยิว” มีความหมายลึกกว่านั้น เรื่องของอาณาจักรสวรรค์เป็นหัวข้อที่เขาจะกล่าวถึงบ่อย ๆ และ มัทธิว ประกาศไว้ตั้งแต่แรกว่าใครคือกษัตริย์ของอาณาจักรนี้
พระวรสารของมัทธิว กล่าวถึงการแย่งชิงมงกุฎราชากันตั้งแต่หน้าแรก ใครกันแน่ที่เป็นกษัตริย์ของชาวยิว เฮโรด ผู้ทรงอำนาจ ชอบใช้ความรุนแรง และพร้อมจะฆ่าคน หรือพระเยซูน้อย ผู้อ่อนแอ และ
ไร้อาวุธ ผู้ที่วันหนึ่งจะสิ้นพระชนม์เหมือนเหยื่อผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง
ในหน้าสุดท้ายของพระวรสารของเขา มัทธิวจะใช้เทคนิคการเขียนวรรณกรรมของชาวเซมิติก และระบุตำแหน่ง “กษัตริย์ของชาวยิว” ของพระเยซูเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ทหารจะเยาะเย้ยพระองค์ว่า “ข้าแต่กษัตริย์ของชาวยิว” (มธ 27:29) และเพื่อระบุข้อกล่าวหาที่ทำให้เขาต้องประหารพระเยซูเจ้า ปิลาตจะติดป้ายไว้เหนือพระเศียรของพระองค์ว่า “นี่คือเยซู กษัตริย์ของชาวยิว” (มธ 27:37) เมื่อหัวหน้าสมณะ และบรรดาธรรมาจารย์เห็นเช่นนี้ก็เยาะเย้ยพระองค์เช่นเดียวกันว่า “เขาเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล จงลงมาจากไม้กางเขนเดี๋ยวนี้” (มธ 27:42)
ในคำบอกเล่าเรื่องโหราจารย์ มัทธิว บอกเราว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ผู้ถ่อมพระองค์ตั้งแต่วันที่พระองค์ประสูติมาแล้ว ทรงเป็นเหมือนภาพของ “ผู้รับใช้ผู้รับทรมาน” ที่อิสยาห์บรรยายไว้ ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ “เสด็จมาบนหลังลา” ระหว่างช่วงเวลาแห่งชัยชนะสั้น ๆ เมื่อพระองค์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม ทรงเป็นกษัตริย์ผู้มิได้เสด็จมาเพื่อ “ให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น” (มธ 20:28) และเป็นผู้ที่ขอร้องมิตรสหายของพระองค์มิให้
“ทำตัวเป็นนายเหนือผู้อื่น ... แต่ต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น”
(มธ 20:25-26)
พระองค์ไม่ใช่กษัตริย์ของโลกนี้ และอำนาจของพระองค์ไม่เหมือนอำนาจปกครองของเฮโรด อันที่จริง ความเป็นกษัตริย์ของพระเยซูเจ้าจะเผยให้เห็นได้ระหว่างพระทรมานของพระองค์เท่านั้น
เราเข้าใจความหมายของคำภาวนาที่เราสวดบ่อย ๆ หรือ
ไม่ว่า “พระอาณาจักรจงมาถึง” และ “ผู้ทรงจำเริญ และครองราชย์ร่วมกับพระองค์ และพระจิตเจ้า ตลอดนิรันดร”
พวกเราได้เห็นดาวประจำพระองค์ทางทิศตะวันออก
ข้อความนี้อาจแปลได้ด้วยว่า “เราเห็นดาวประจำพระองค์ขึ้น”
ในพิธีกรรมวันนี้ พระศาสนจักรจำคำบอกเล่าเหตุการณ์
พระคริสตเจ้าแสดงองค์ มาผสมผสานกับข้อความจากหนังสือ
อิสยาห์ ซึ่งคัดเลือกมาจากหลายข้อความในพระคัมภีร์ที่ประกาศว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมาเหมือน “แสงสว่าง” ว่า “จงลุกขึ้น (อิสราเอล) ฉายแสง เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้ว และ
พระสิริของพระเจ้าขึ้นมาเหนือเจ้า เพราะว่าดูเถิด ความมืดจะคลุมแผ่นดินโลก แต่พระเจ้าจะทรงขึ้นมาเหนือเจ้า และเขาจะเห็นพระสิริของพระองค์เหนือเจ้า และบรรดาประชาชาติจะมายังความสว่างของเจ้า และพระราชาทั้งหลายจะมาหาความสว่างจากการลุกขึ้นของเจ้า” (อสย 60:1-6) ... เราจำคำประกาศถึง
แสงสว่างของพระเมสสิยาห์ระหว่างเทศกาลเตรียมรับเสด็จ และระหว่างมิสซาเที่ยงคืนของเทศกาลพระคริสตสมภพได้ด้วยว่า
“ชนชาติที่เดินในความมืดจะได้เห็นแสงสว่างยิ่งใหญ่ ... ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา” (อสย 9:1-5)
คำว่า “ดวงดาว” มีความหมายหลากหลายมาก ดังที่นักบุญ
เปโตรอธิบายเมื่อเขาพูดถึงความเชื่อว่าเหมือนกับ “ดาวประจำรุ่งที่ปรากฏขึ้นในจิตใจของท่าน” (2ปต 1:19) ดาวนี้หมายถึง
แสงสว่างของพระเจ้า พระหรรษทานของพระเจ้า การทำงานของพระเจ้าในหัวใจ และในจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน และนำทางทุกคนไปหาพระคริสตเจ้า ถูกแล้ว พระเจ้าทรงมองดูโหราจารย์ “ต่างศาสนา” เหล่านี้ด้วยความรัก ขณะที่พวกเขาเดินทางไปหาพระเยซูเจ้า
ในชีวิตของข้าพเจ้าก็มีพระหรรษทานที่นำทางข้าพเจ้าไปสู่การค้นพบพระเยซูเจ้าเช่นกัน ข้าพเจ้ามีความกล้าหาญที่จะติดตามไปในทุกที่ที่พระหรรษทานนี้นำข้าพเจ้าไปหรือไม่ ...
แสงสว่างอันนุ่มนวล โปรดนำทางข้าพเจ้าเถิด ... โปรดนำทางข้าพเจ้าให้ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ... เพียงทีละก้าว ... ไปหาพระองค์เถิด
... จึงพร้อมใจกันมาเพื่อนมัสการพระองค์
เพื่อนมัสการ ถ้าแปลตรงตัวคือ “หมอบกราบ (prostrate)” ซึ่งเป็นเครื่องหมายของความจงรักภักดี และความเคารพ มัทธิว ย้ำคำนี้สามครั้งในพระวรสารหน้านี้ ซึ่งเป็นคำที่แสดงทัศนคติ
ลึก ๆ ในหัวใจของโหราจารย์ที่ไม่ใช่ชาวยิว พวกเขามาเพื่อสักการะ
ส่วนข้าพเจ้าเล่า ... ในบางครั้ง ข้าพเจ้ากราบไหว้อะไร หรือกราบไหว้ใคร การคำนับของข้าพเจ้าในเวลาที่พระสงฆ์ยกศีลมหาสนิทขึ้นระหว่างพิธีบูชามิสซา มีความหมายอย่างไร
เมื่อกษัตริย์เฮโรดทรงทราบข่าวนี้ พระองค์ทรงวุ่นวายพระทัย ชาว
กรุงเยรูซาเล็มทุกคนต่างก็วุ่นวายใจไปด้วย พระองค์ทรงเรียกประชุมบรรดาหัวหน้าสมณะ และธรรมาจารย์ ...
ในคำบอกเล่าเรื่องพระคริสตเจ้าแสดงองค์นี้ มัทธิวเสนอให้เราพินิจสอง “ทัศนคติ” ที่เราพบครั้งแล้วครั้งเล่าในพระวรสารของเขา
ทัศนคติหนึ่ง คือ การปฏิเสธของผู้นำทางการเมือง และผู้นำศาสนาของชาวยิว คนเหล่านี้ควรเป็นคนกลุ่มแรกที่มองออกว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ แต่พวกเขาทำอะไรอยู่ ... พวกเขากลัว พวกเขาวิตกกังวล พวกเขาไม่เคลื่อนไหว อันที่จริง พวกเขาพยายามฆ่าพระเยซูเจ้าตั้งแต่แรก เราได้ยินพระเยซูเจ้าทรง
คร่ำครวญดัง ๆ อย่างเศร้าพระทัยเกี่ยวกับเยรูซาเล็มว่า “วิบัติ
จงเกิดแก่ท่าน ธรรมาจารย์ และฟาริสี ... เยรูซาเล็มเอ๋ย เยรูซาเล็ม เจ้าฆ่าประกาศก ... กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เราอยากรวบรวมบุตรของท่าน ... แต่ท่านไม่ต้องการ” (มธ 23:27-37)
อีกทัศนคติหนึ่ง คือ การยินดีต้อนรับของโหราจารย์ที่ไม่ใช่ชาวยิว แม้ว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ถูกเตรียมตัวเตรียมใจให้ยอมรับพระเมสสิยาห์ แต่กลับเป็นคนที่แสวงหาและพร้อมจะออกเดินทาง แทนที่เขาจะวิตกกังวล พวกเขารู้สึกยินดีอย่างยิ่ง เราได้ยินพระวรสารฉบับนี้ประกาศในบทสรุปแล้วว่า “จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” (มธ 28:19)
ระหว่างศตวรรษแรก ๆ ข้อความตอนนี้ของพระวรสารอธิบายให้คริสตชนเชื้อสายยิวเข้าใจแล้วว่าทำไมคริสตชน
ส่วนใหญ่ในพระศาสนจักรจึงไม่ใช่คนเชื้อสายยิว แม้ว่าพระเจ้าทรงให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นแก่อิสราเอล
มัทธิว แสดงว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระผู้ไถ่ที่ประชาชน
รอคอย ผู้เสด็จมาเพื่อมนุษย์ทุกคน และ “อิสราเอลใหม่”
ก็ประกอบด้วยคนเหล่านี้ คือ ชาวยิว และชนต่างชาติ ผู้ยอมรับพระเยซูเจ้า มีคำทำนายที่ประกาศถึงเหตุการณ์นี้คือ
กรุงเยรูซาเล็มจะกลายเป็นเมืองหลวงของชนทุกชาติ “มวลอูฐจะมาห้อมล้อมเจ้า อูฐหนุ่มจากมีเดียน และเอฟาห์ คนเหล่านั้นจะมาจากเชบา เขาจะนำทองคำ และกำยาน และจะประกาศสรรเสริญพระเจ้า” (อสย 60:6) ชาวอิสราเอลระลึกถึงราชินีแห่งเชบา ผู้เสด็จมายังกรุงเยรูซาเล็มจากดินแดนห่างไกล เพื่อมาพบกษัตริย์ซาโลมอน บทสดุดี 71 ที่ใช้ขับร้องระหว่างวันสมโภช
พระคริสตเจ้าแสดงองค์ก็กล่าวถึงการต้อนรับชาวโลกว่า “บรรดาพระราชาแห่งเมืองทารชิช และเกาะทั้งปวงจะนำเครื่องบรรณาการมาถวาย” มัทธิวจะย้ำเช่นกันว่าคนจำนวนมาก “จะมาจากทิศตะวันออกและตะวันตก และจะนั่งร่วมโต๊ะกับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ในอาณาจักรสวรรค์” (มธ 8:11) ... เราเห็นได้อีกครั้งหนึ่งว่าพระวรสารถูกประพันธ์ขึ้นในลักษณะใด
โหราจารย์เป็นตัวแทนของทุกคนที่เราเรียกว่า “คนต่างศาสนา” (และทุกคนที่ไม่เชื่อ) ในทุกยุคสมัย เราไม่ใช้คำเหล่านี้แสดงความดูถูกเหยียดหยาม เพื่อนหลายคนของเราเชื่อในศาสนาของเขาอย่างจริงใจ พวกเขาดำเนินชีวิตอย่างถูกทำนองคลองธรรม รักความยุติธรรม และทำงานรับใช้ผู้อื่น ชีวิตครอบครัวของเขาเป็นแบบอย่างที่ดี และเขาปฏิบัติงานในสาขาอาชีพได้ดีอย่างน่าพิศวง แต่พวกเขาไม่รู้จักพระเยซูคริสตเจ้า
วันสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์เป็นวันฉลองสำหรับมนุษย์ทุกคนที่ไม่รู้จักพระเยซูเจ้า ทุกคนที่มีความเชื่อที่ต่างจากเรา และเป็นมนุษย์ที่พระเจ้าทรงรัก ประทานความสว่าง และ
ดึงเขาเข้ามาหาพระองค์โดยอาศัยพระหรรษทานที่เรามองไม่เห็น
แต่เราตัดสินพวกเขาอย่างไร ...
ประกาศกเขียนไว้ว่า “เมืองเบธเลเฮม ดินแดนยูดาห์ ... ผู้นำคนหนึ่งจะออกมาจากเจ้า ซึ่งจะเป็นผู้นำอิสราเอล ประชากรของเรา"
ท่านอาจถามว่าเหตุใดดวงดาวจึงไม่นำโหราจารย์ตรงไปยังเมืองเบธเลเฮม ใกล้ ๆ พระเยซูเจ้า ทำไมจึงต้องเดินทางอ้อมผ่านกรุงเยรูซาเล็ม ผ่าน “ธรรมาจารย์ และหัวหน้าสมณะ” เพราะพระเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อคำสัญญาของพระองค์ แม้ว่าพระองค์เสนอความรอดพ้นให้แก่มนุษย์ทุกคน แต่ความรอดพ้นมาถึงโดยมีชาวยิวเป็นคนกลาง (รม 11:11)
การเดินทางอ้อมผ่านกรุงเยรูซาเล็ม ยังมีนัยสำคัญ
อีกประการหนึ่ง คือ ถ้าเราต้องการพบพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง เราต้องพึ่งพระวาจาของพระเจ้า คือ พระคัมภีร์
ส่วนเราเล่า ... เรารำพึงภาวนาตามพระวาจา ตาม
พระคัมภีร์โดยไม่เบื่อหน่ายหรือไม่
เขาเปิดหีบสมบัติ นำทองคำ กำยาน และมดยอบออกมาถวายพระองค์ ... เขาจึงกลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น
การนมัสการพระเจ้าเป็นบทบาทสำคัญของพระศาสนจักร การนมัสการที่แท้หมายถึงการ “ถวายผลิตผลจากแรงงาน และจากแผ่นดินแด่พระเจ้า” นี่คือค่านิยมของมนุษย์ในทุกอารยธรรม
การพบกับพระคริสตเจ้าจะเปลี่ยนชีวิตของเรา และเปิดอีกหนทางหนึ่งแก่เรา
นี่คือข่าวดีจริง ๆ พระเจ้าข้า

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.