อาทิตย์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา
ข่าวดี ลูกา 9:18-24
(18)วันหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนาอยู่เพียงพระองค์เดียว บรรดาศิษย์เข้ามาเฝ้า พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า “ประชาชนว่าเราเป็นใคร” (19) เขาทูลตอบว่า “บ้างว่าเป็นยอห์นผู้ทำพิธีล้าง บ้างว่าเป็นเอลียาห์ บ้างว่าเป็นประกาศกในอดีตคนหนึ่งซึ่งกลับคืนชีพ” (20)พระเยซูเจ้าตรัสถามเขาว่า “ท่านล่ะว่าเราเป็นใคร” เปโตรทูลตอบว่า “พระองค์คือพระคริสต์ของพระเจ้า” (21)พระองค์จึงทรงกำชับบรรดาศิษย์มิให้พูดเรื่องนี้แก่ผู้ใด (22)พระองค์ตรัสว่า “บุตรแห่งมนุษย์จะต้องรับทรมานเป็นอันมาก จะถูกบรรดาผู้อาวุโส มหาสมณะและธรรมาจารย์ปฏิเสธไม่ยอมรับ และจะถูกประหารชีวิต แต่จะกลับคืนชีพในวันที่สาม” (23)หลังจากนั้น พระองค์ตรัสกับทุกคนว่า “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเราก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวันและติดตามเรา (24)ผู้ใดใคร่รักษาชีวิต ผู้นั้นจะต้องสูญเสียชีวิต แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตเพราะเรา ผู้นั้นจะรักษาชีวิตได้
ลูกาเล่าว่า “เวลาที่พระเยซูเจ้าจะต้องทรงจากโลกนี้ไปใกล้เข้ามาแล้ว พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่จะเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม” (ลูกา 9:51)
ทั้ง ๆ ที่ทรงทราบดีว่าสิ่งที่รอพระองค์อยู่เบื้องหน้าที่กรุงเยรูซาเล็มคือ กางเขนและความตาย !
นี่จึงเป็นช่วงเวลาวิกฤติที่สุดอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของพระองค์ และในยามนี้ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพระองค์คือการ “อธิษฐานภาวนา” (ลก 9:18) !
พระองค์ไม่เคยเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ตามลำพังโดยปราศจากคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากพระบิดาเจ้า !
วิกฤติกาลครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความกลัวไม้กางเขน แต่เกิดจากความวิตกว่าจะมีคนรู้จักและเข้าใจพระองค์ก่อนจะทรงลาจากโลกนี้ไปหรือไม่ ?!?
หากไม่มีผู้ใดค้นพบว่าพระองค์ทรงเป็นใคร ก็เท่ากับว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทุ่มเทมาตลอดทั้งชีวิตล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า !
แต่หากมีผู้หนึ่งผู้ใดค้นพบความจริงว่าพระองค์ทรงเป็นใคร ก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงประสบความสำเร็จในการจุดประกายไฟไว้ในหัวใจของมนุษย์ ซึ่งจะไม่มีวันมอดดับแม้วันเวลาจะล่วงเลยไปนานแสนนานก็ตาม
เพราะฉะนั้น พระองค์ต้องรู้สึกใจชื้นขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อได้ยินเปโตรตอบว่า “พระองค์คือพระคริสต์ของพระเจ้า” (ลก 9:20) !!!
เพียงแต่ว่า บรรดาอัครสาวกยังต้องค้นให้พบอีกว่า “พระคริสต์” ทรงมีความหมายที่แท้จริงอย่างไร ?
เพราะเดิมทีพระคริสต์สำหรับพวกเขาคือ กษัตริย์ที่พระเจ้าทรงส่งมาเพื่อนำพาชาวยิวพิชิตโลกด้วยกำลังทหาร และทำให้ชาติยิวเจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกับสมัยของกษัตริย์ดาวิด
ซึ่งผิดกันลิบลับกับ “พระคริสต์” ที่พระองค์ตรัสว่า “จะต้องรับทรมานเป็นอันมาก จะถูกบรรดาผู้อาวุโส มหาสมณะ และธรรมาจารย์ปฏิเสธไม่ยอมรับ และจะถูกประหารชีวิต แต่จะกลับคืนชีพในวันที่สาม” (ลก 9:22)
เมื่อความเข้าใจเกี่ยวกับพระคริสต์ยังยืนอยู่คนละขั้วเช่นนี้ พระองค์จึงต้องกำชับบรรดาอัครสาวกมิให้พูดเรื่องนี้แก่ผู้ใด (ลก 9:21) หาไม่แล้วประชาชนคงลุกฮือตั้งพระองค์เป็นกษัตริย์ และพระองค์คงต้องถูกตรึงกางเขนเพราะข้อหากบฏ หาใช่เพราะปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาแต่ประการใดไม่
ทุกวันนี้ ปัญหาของบรรดาอัครสาวกก็ยังคงเป็นปัญหาของเราอยู่ !
พวกเราบางคน “สร้าง” พระเยซูเจ้าขึ้นมาเองตามที่เราอยากให้เป็น พระเยซูของเราอาจดูเคร่งครัดเรื่องกฎเกณฑ์และความผิดทางเพศ แต่กลับหย่อนยานเรื่องความรักและการรับใช้เพื่อนมนุษย์ จนหลายครั้งเราวิพากษ์วิจารณ์หรือตัดสินผู้อื่นราวกับว่าไม่เคยรู้จักหรือรักพระเยซูเจ้า “ตัว(พระองค์)จริง” มาก่อนเลย
เราแต่ละคนจึงมีหน้าที่ ไม่เพียงค้นให้พบว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ใดเท่านั้น แต่ยังต้องค้นให้พบด้วยว่าพระองค์ทรงมีความหมายต่อชีวิตของเราอย่างไร !?!?!
โดยต้องตระหนักอยู่เสมอว่า
1. เป็น “ตัวเราเอง” ที่ต้องค้นหาพระองค์ให้พบ
หลังจากบรรดาอัครสาวกทูลพระเยซูเจ้าว่า ประชาชนบ้างว่าพระองค์เป็นยอห์นผู้ทำพิธีล้าง บ้างว่าเป็นเอลียาห์ บ้างว่าเป็นประกาศกในอดีตคนหนึ่งซึ่งกลับคืนชีพ (ลก 9:19) พระองค์ทรงยิงคำถามสำคัญทันที “ท่านล่ะว่าเราเป็นใคร” (ลก 9:20) ?
แปลว่า ไม่เป็นการเพียงพอเลยที่จะรู้ว่า “ผู้อื่น” พูดหรือเขียนถึงพระองค์ว่าอย่างไร ?
เราอาจจดจำได้หมดว่าพระคัมภีร์กล่าวถึงพระเยซูเจ้าไว้อย่างไร เราอาจอ่านหนังสือเทวศาสตร์ทุกเล่มที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ หรือเราอาจท่องจำสิ่งที่พระสงฆ์และครูคำสอนพูดถึงพระองค์ได้ทั้งหมด โดยที่ “ตัวเราเอง” ไม่เคยสัมผัสหรือไม่เคยดำเนินชีวิตตามจิตตารมณ์ของพระองค์เลยก็ได้ !
ด้วยเหตุนี้ คริสตชนที่แท้จริงจึงต้องค้นให้พบ “ด้วยตนเอง” ว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ใด ทรงมีความรู้สึกนึกคิดและทรงมีความหมายต่อชีวิตของเราอย่างไร ?
หากเราไม่สามารถรู้จักพระองค์ด้วยตัวของเราเอง ก็เท่ากับว่าเรากำลังลดระดับศาสนาของเราให้เป็นเพียงเทพนิยายที่บรรพบุรุษของเราเล่าสืบต่อกันมา แล้วเราก็จะเล่าให้ลูกหลานของเราฟังสืบต่อกันไป !
2. เมื่อค้นพบพระองค์แล้ว ต้อง “นบนอบ”
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “บุตรแห่งมนุษย์จะต้องรับทรมานเป็นอันมาก” (ลก 9:22)
ก่อนหน้านี้ พระองค์เคยตรัสคำว่า “ต้อง” หลายครั้ง เช่น “พ่อกับแม่ตามหาลูกทำไม พ่อแม่ไม่รู้หรือว่า ลูกต้องอยู่ในบ้านของพระบิดาของลูก” (ลก 2:49)
“เราต้องประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้าให้แก่เมืองอื่นด้วย เพราะเราถูกส่งมาก็เพื่อการนี้” (ลก 4:32)
“วันนี้ พรุ่งนี้ และมะรืนนี้ เราจะต้องเดินทางต่อไป เพราะประกาศกจะตายนอกกรุงเยรูซาเล็มไม่ได้” (ลก 13:33)
“บุตรแห่งมนุษย์จำเป็นต้องรับการทรมานอย่างมาก” (ลก 17:25)
“บุตรแห่งมนุษย์จำต้องถูกมอบในเงื้อมมือของคนบาป จะต้องถูกตรึงกางเขนและจะกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม” (ลูกา 24:7)
ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า พระเยซูเจ้าทรงมี “เป้าหมาย” ที่จะ “ต้อง” กระทำให้สำเร็จ ซึ่งเป้าหมายนั้นก็คือ “พระประสงค์ของพระบิดาเจ้า”
หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือพระองค์ทรงนบนอบพระบิดาเจ้าและทรงน้อมรับ “พระประสงค์ของพระเจ้า” มาเป็น “พระประสงค์ของพระองค์” เอง !
เมื่อปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าก็เท่ากับว่า พระองค์กำลังคิดเหมือนพระเจ้า และกำลังปรารถนาเหมือนพระเจ้า !
นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พระองค์กล้าตรัสว่า “ผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดาด้วย” (ยน 14:9)
ด้วยเหตุนี้ นอกจากต้องค้นหาคำตอบให้ได้ว่าพระองค์คือใครแล้ว เรายัง “ต้อง” ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยการคิดเหมือนพระองค์ และปรารถนาเหมือนพระองค์อีกด้วย !!!
สำหรับผู้ที่รู้จักพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริงและประสงค์จะติดตามพระองค์ พระองค์ทรงวางเงื่อนไขไว้ว่า “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเราก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวันและติดตามเรา” (ลก 9:23)
1. เลิกนึกถึงตนเอง ก็คือ ปฏิเสธตนเอง !
เมื่อครั้งปฏิเสธพระเยซูเจ้า เปโตรพูดกับหญิงรับใช้ของมหาสมณะว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้จักเขา” (ลก 22:57) เพราะฉะนั้นการปฏิเสธตนเองจึงหมายถึงการพูดว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้จักตนเอง”
ปกติเรามักดำเนินชีวิตราวกับว่า “ตนเอง” สำคัญที่สุดในโลก จึงต้องทะนุถนอมและปรนเปรออย่างสุดเหวี่ยง แต่หากเราคิดจะเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ เราต้องเลิกนึกถึงตนเอง แล้วดำเนินชีวิตราวกับว่าไม่มีตัวเราดำรงอยู่ในโลกนี้
เพื่อจะเลิกนึกถึงตนเอง ท่านพุทธทาสภิกขุสอนให้เราละทิ้ง “ตัวกู-ของกู”
ส่วนพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” (มธ 22:39)
แปลว่าสำหรับพระเยซูเจ้าแล้ว หนทางที่ดีที่สุดในการเลิกนึกถึงตนเองคือ ให้เรานึกถึง “ตัวมึง-ของมึง” มากกว่าหรืออย่างน้อยก็เท่ากับนึกถึง “ตัวกู-ของกู” !
2. แบกไม้กางเขนของตน
เมื่อพระเยซูเจ้าทรงมีพระชนมายุ 11 พรรษา ยูดาสชาวกาลิลีได้ก่อการจลาจลบุกปล้นคลังอาวุธของโรมที่เมืองเซฟโฟริส (Sepphoris) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองนาซาเร็ธบ้านของพระองค์เพียง 6 กิโลเมตรเศษๆ กองทัพโรมันตอบโต้ทันควันด้วยการเผาเมืองเซฟโฟริสจนราบเป็นหน้ากลอง ชาวเมืองถูกขายเป็นทาส ผู้ก่อการจลาจลสองพันคนถูกตรึงกางเขนเรียงรายสองข้างทาง เพื่อปรามมิให้ผู้อื่นเอาเยี่ยงอย่างอีก
แน่นอนว่า พระเยซูเจ้าทรงเห็นหรืออย่างน้อยก็ได้รู้ซึ้งถึง “ความร้ายกาจ” ของกางเขนตั้งแต่วัยเด็กแล้ว !
การแบกไม้กางเขนของตนจึงหมายถึงการพร้อมที่จะเผชิญหน้าและต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะ “ร้ายกาจ” เพียงใดก็ตาม
ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ “สุขนิยม” ด้วยการหลบหลีกปัญหาไปวัน ๆ หนักไม่เอา เบาไม่สู้ พวกเขาจะติดตามพระเยซูเจ้าได้อย่างไรในเมื่อพระองค์เองยังทรงเลือกหนทางของไม้กางเขน !?!
ผู้ที่แบกไม้กางเขนของตนทุกวันจึงเป็นผู้ที่ติดตามพระองค์อย่างซื่อสัตย์ และแน่นอนว่า พระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ (มธ 28:20) แต่จะทรงประทานพลังและพระหรรษทานช่วยเหลืออย่างเกินพอ เพื่อให้พวกเขาเอาชนะปัญหาและอุปสรรคไม่ว่าจะร้ายกาจหรือหนักหน่วงเพียงใดก็ตาม !
ที่สำคัญ ยิ่งได้รับชัยชนะ เราจะยิ่งกล้าแกร่งและพร้อมสำหรับปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่า จนว่าสักวันหนึ่ง จะไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใดที่เราจะต้องเกรงกลัวอีกต่อไป
นี่คือ สันติสุขและความมั่นคงแท้จริงที่พระองค์ทรงนำมามอบแด่เราทุกคน !!!
3. ดำเนินชีวิตตามมาตรฐานใหม่
พระองค์ตรัสว่า “ผู้ใดใคร่รักษาชีวิต ผู้นั้นจะต้องสูญเสียชีวิต แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตเพราะเรา ผู้นั้นจะรักษาชีวิตได้” (ลก 9:24)
ฟังเผิน ๆ ดูเหมือนพระองค์จะ “พูดผิด” แต่พระดำรัสนี้เป็นความจริงแท้และไม่อาจเข้าใจเป็นอื่นได้เลยนอกจากทรงเรียกร้องให้เราเปลี่ยนแปลง “มาตรฐานของโลก” เสียใหม่ !!
เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นสมาชิกกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอยู่ในวัดและเคยถามว่า “ฉันจะได้อะไรจากกลุ่ม?” จำต้องเปลี่ยนคำถามเสียใหม่เป็น “ฉันจะให้อะไรแก่กลุ่มได้บ้าง?”
เมื่อขับรถผ่านคนประสบอุบัติเหตุถูกรถชน เราเคยถามกันว่า “ฉันจะทำอย่างไรดีจึงจะปลอดภัย?” บัดนี้เราต้องถามใหม่ว่า “ฉันจะทำอะไรดีจึงจะถูกต้อง?”
หรือบางคนเคยถามว่า “มาฟังมิสซาหลังเทศน์ถือว่าขาดวัดหรือไม่?” เห็นทีจะต้องถามตัวเองใหม่ว่า “นับจากนี้ไป ฉันต้องมาถึงวัดก่อนเริ่มมิสซาเท่าใดจึงจะมีเวลาช่วยคุณพ่อแจกหนังสือ จัดวัด ซ้อมขับร้อง รวมทั้งเตรียมจิตใจของฉันเองเพื่อจะได้ร่วมพิธีบูชามิสซาอันสุดแสนประเสริฐ?”
ขอให้เราระลึกถึงพระดำรัสของพระองค์อยู่เสมอว่า
การใช้ชีวิตเพื่อตนเอง รังแต่จะทำให้ผู้อื่นลืมเลือนชีวิตของเรา...
แต่การใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่น ผลแห่งความดีของเราจะตกสู่ลูกหลานและคงอยู่ชั่วนิจนิรันดร !!!

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.