Followers of Jesus Christ-Iamachristian.org

มก 7:1-8,14-15,21-23 ขนบธรรมเนียมของชาวฟาริสี

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

วันอาทิตย์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี  มาระโก 7:1-8,14-15,21-23
1)ชาวฟาริสีและธรรมาจารย์บางคนจากกรุงเยรูซาเล็มมาเฝ้าพระองค์พร้อมกัน  (2)เขาสังเกตว่าศิษย์บางคนของพระองค์กินอาหารด้วยมือที่ไม่สะอาด คือไม่ได้ล้างมือก่อน  (3)เพราะชาวฟาริสีและชาวยิวโดยทั่วไปย่อมถือขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ เขาไม่กินอาหารโดยมิได้ล้างมือตามพิธีก่อน  (4)เมื่อกลับจากตลาด เขาจะไม่กินอาหารเว้นแต่จะได้ทำพิธีชำระตัวก่อนเขายังถือขนบธรรมเนียมอื่น ๆ อีกมาก เช่น  การล้างถ้วย จานชามและภาชนะทองเหลือง  (5)ชาวฟาริสีและธรรมาจารย์จึงทูลถามพระองค์ว่า “ทำไมศิษย์ของท่านไม่ปฏิบัติตามขนมธรรมเนียมของบรรพบุรุษ และทำไมเขาจึงกินอาหารด้วยมือที่ไม่สะอาดเล่า”  (6)พระองค์ตรัสตอบว่า “ประกาศกอิสยาห์ได้พูดอย่างถูกต้องถึงท่าน คนหน้าซื่อใจคด ดังที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า
    ประชาชนเหล่านี้ให้เกียรติเราแต่ปาก
    แต่ใจของเขาอยู่ห่างไกลจากเรา
    (7)เขานมัสการเราอย่างไร้ความหมาย
    เขาสั่งสอนบัญญัติของมนุษย์เหมือนกับเป็นสัจธรรม
    (8)“ท่านทั้งหลายละเลยบทบัญญัติของพระเจ้ากลับไปถือขนบธรรมเนียมของมนุษย์” (14)พระองค์ทรงเรียกประชาชนเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ตรัสว่า “ทุกคนจงฟังและเข้าใจเถิด  (15)ไม่มีสิ่งใดเลยจากภายนอกของมนุษย์ทำให้เขามีมลทินได้ แต่สิ่งที่ออกมาจากภายในของมนุษย์นั้นแหละทำให้เขามีมลทิน (21)จากภายในคือจากใจมนุษย์นั้นเป็นที่มาของความคิดชั่วร้าย การประพฤติผิดทางเพศ การลักขโมย การฆ่าคน  (22)การมีชู้  ความโลภ การทำร้าย การฉ้อโกง การสำส่อน ความอิจฉา การใส่ร้าย ความหยิ่งยโส  ความโง่เขลา  (23)สิ่งชั่วร้ายทั้งหมดนี้ออกมาจากภายใน และทำให้มนุษย์มีมลทิน”



    พระวรสารวันนี้แสดงให้เห็นเงื่อนปมของ “ความขัดแย้ง” ระหว่างพระเยซูเจ้ากับบรรดาฟาริสีและธรรมาจารย์ ซึ่งล้วนเป็นผู้นำที่เคร่งครัดศาสนาได้อย่างชัดเจน
    พวกเขาตั้งคำถามพระองค์ว่า “ทำไมศิษย์ของท่านไม่ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ” (ข้อ 5)
    ในเมื่อประเด็นของพวกเขาคือ “การไม่ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ”  เราจึงควรศึกษาว่า “ขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ” คืออะไร และอะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้พวกเขาปฏิบัติตาม “ขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ” อย่างเคร่งครัด
    แรกเริ่มเดิมทีเมื่อพูดถึง “กฎหมาย” ชาวยิวหมายถึง 2 สิ่งคือ บัญญัติสิบประการ และหนังสือห้าเล่มแรกของพระธรรมเก่าที่เรียกกันว่า “ปัญจบรรพ”
จริงอยู่ที่ในหนังสือปัญจบรรพมีกำหนดกฎเกณฑ์และคำแนะนำที่ลงในรายละเอียดแบบหยุมหยิมอยู่จำนวนหนึ่ง  แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมจะเป็นเพียง “หลักการ” กว้าง ๆ ที่แต่ละคนต้องตีความและประยุกต์ใช้กับชีวิตของตนเอง
เป็นเวลานานที่ชาวยิวพอใจดำเนินชีวิตตามหลักการศีลธรรมแบบกว้าง ๆ นี้  จวบจนประมาณสี่ห้าศตวรรษก่อนพระเยซูเจ้า ได้มีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า “ธรรมาจารย์” เห็นว่าหลักการเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการนิยามความหมายให้ชัดเจนและต้องขยายความให้ครอบคลุมทุกแง่ทุกมุมของชีวิต
ผลลัพธ์ที่ได้คือระเบียบข้อบังคับนับพันนับหมื่นข้อที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาด้วยปากเปล่า (Oral Law) กลายเป็นสิ่งที่พระวรสารวันนี้เรียกว่า “ขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ” ซึ่งต่อมาราวศตวรรษที่สามจึงได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือที่เรียกว่า Mishnah
“ขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ” ที่พวกเขายกมาเป็นประเด็นโต้เถียงกับพระองค์ในวันนี้คือ “การล้างมือ”
    ชาวยิวต้องล้างมือก่อนและระหว่างกินอาหารโดยมีวัตถุประสงค์หลักไม่ใช่เพื่อให้มือสะอาดหรือเพื่อสุขอานามัยที่ดี  แต่เพราะ “ขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ” กำหนดให้พวกเขาต้องล้างมือ “ตามพิธี” ที่กำหนดไว้อย่างละเอียดยิบและเคร่งครัด
น้ำสำหรับทำ “พิธีล้างมือ” ต้องสะอาดตามระเบียบ บรรจุในไหหินขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้เป็นพิเศษ มีฝาปิดมิดชิด ปราศจากสิ่งอื่นเจือปน และสงวนไว้สำหรับพิธีล้างมือเท่านั้น จะใช้เพื่อการอื่นมิได้
พิธีล้างมือเริ่มด้วยการยกมือให้นิ้วชูขึ้นด้านบน แล้วใช้น้ำปริมาณเท่ากับความจุของไข่ไก่หนึ่งฟองครึ่งรดจากปลายนิ้วให้ไหลลงมาจนถึงข้อมือเป็นอย่างน้อย  ขณะที่มือทั้งสองยังเปียกอยู่ ให้ทำความสะอาดมือแต่ละข้างโดยใช้กำปั้นของมือข้างหนึ่งถูกับฝ่ามือของอีกข้างหนึ่งไปมาสลับกันเพื่อให้สิ่งสกปรกจำพวกทราย กรวด และปูนขาวหลุดออกไป  ต่อจากนั้นให้ยกมือโดยนิ้วชี้ลงด้านล่าง แล้วใช้น้ำเท่าเดิมรดจากข้อมือให้ไหลลงปลายนิ้ว เป็นอันเสร็จพิธีและถือว่ามือสะอาดแล้วตามที่ศาสนากำหนด
    ในสายตาของชาวยิว ผู้ที่ละเลยไม่ทำพิธีล้างมือก่อนกินอาหารถือว่าเป็นคนไม่สะอาดต่อหน้าพระเจ้า จะถูกปีศาจโจมตี จะประสบความยากจน และต้องพบกับความพินาศในที่สุด  ตามประวัติศาสตร์มีรับบีคนหนึ่งถูกฝังนอกเมือง (เทียบได้กับนอกป่าช้าในปัจจุบัน) เพียงเพราะไม่ได้ทำพิธีล้างมือก่อนกินอาหารเพียงครั้งเดียว  และยังมีรับบีอีกคนหนึ่งเกือบอดน้ำตายในคุกของโรมันเพราะใช้น้ำสำหรับดื่มมาทำพิธีล้างมือ
เขายอมหิวน้ำตายดีกว่าละเมิดกฎเรื่องความสะอาด !
    กฎเกณฑ์และจารีตพิธีเหล่านี้คือ “ศาสนา” ของพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ พวกเขาถือว่า “นี่คือการรับใช้พระเจ้า”
    นอกจากนี้ในข้อ 4 ยังพูดถึง “ขนบธรรมเนียมอื่น ๆ อีกมาก” ซึ่งเราสามารถหาตัวอย่างอ่านได้จากหนังสือเลวีนิติบทที่ 11-15 และหนังสือกันดารวิถีบทที่ 19 ซึ่งว่าด้วย “ข้อกำหนดเกี่ยวกับการมีมลทินและไม่มีมลทิน” เช่น
    สัตว์ที่เคี้ยวเอื้องแต่ไม่มีสองกีบแยกกัน เช่นอูฐและกระต่ายป่า หรือสัตว์ที่มีสองกีบแยกกันแต่ไม่เคี้ยวเอื้อง เช่นหมู ล้วนมีมลทิน เพราะฉะนั้นห้ามกินและห้ามสัมผัสซากของมันเด็ดขาด (ลนต 11:4-8)
    สตรีหลังคลอดบุตร  คนโรคเรื้อน  คนที่สัมผัสศพ  คนต่างศาสนา บุคคลเหล่านี้ถือว่ามีมลทิน และเมื่อพวกเขาสัมผัสสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมมีมลทินไปด้วย
    ชาวยิวที่เคร่งครัด “เมื่อกลับจากตลาด เขาจะไม่กินอาหารเว้นแต่จะได้ทำพิธีชำระตัวก่อน” (ข้อ 4) ก็เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งมีมลทินทั้งหลายที่อาจติดตัวมาจากตลาดได้ถูกกำจัดให้หมดสิ้นไปแล้ว
    ตอนปลายสุดของข้อ 4 กล่าวถึง “การล้างถ้วย จานชาม และภาชนะทองเหลือง” เพราะภาชนะเหล่านี้มีมลทินได้ง่ายมากหากสัมผัสกับคนหรืออาหารที่มีมลทิน จึงจำเป็นต้องล้างให้ถูกต้อง “ตามพิธี” อย่างเคร่งครัด
    ในหนังสือ Mishnah ยังระบุกฎเกณฑ์หยุมหยิมเกี่ยวกับภาชนะต่าง ๆ ไว้อีกมากมายจนน่าปวดหัว  ตัวอย่างเช่น ภาชนะดินเผาที่มีรูถือว่าสัมผัสมลทินได้จากภายในเท่านั้น นั่นคือ หากคนหรืออาหารที่มีมลทินสัมผัสภายนอกภาชนะถือว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าสัมผัสภายในภาชนะให้ถือว่ามีมลทิน  ภาชนะที่มีมลทินต้องทุบให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ แต่ละเสี่ยงจะมีขนาดใหญ่จนบรรจุน้ำมันมากพอเจิมนิ้วเท้าหนึ่งนิ้วไม่ได้
    จานอาหารที่มีขอบอาจมีมลทินได้หากสัมผัสกับสิ่งที่มีมลทิน ส่วนจานอาหารที่ไม่มีขอบไม่มีทางมีมลทินได้เลยไม่ว่าจะสัมผัสกับอะไรก็ตาม
    ภาชนะที่ทำด้วยหนังสัตว์ กระดูก หรือแก้ว หากมีลักษณะแบนถือว่าไม่มีทางมีมลทิน  แต่ถ้ามีลักษณะกลวงย่อมมีมลทินได้จากการสัมผัสสิ่งมีมลทินทั้งจากภายในและภายนอก
    ไม้ที่ติดกับภาชนะโลหะอาจมีมลทินได้ แต่โลหะที่ติดกับภาชนะไม้ไม่มีทางมีมลทิน
    ฯลฯ อีกมากกกกก...
จารีตพิธี กฎเกณฑ์ และระเบียบมากมายเหลือคณานับเหล่านี้คือ “แก่นแท้ของศาสนา” สำหรับบรรดาธรรมาจารย์และฟารีสี  ผู้ใดละเมิดถือว่าทำบาป  ผู้ใดปฏิบัติตามถือว่าเป็น “คนดี” และเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงพอพระทัย
นี่คือจุดแตกหักระหว่างพระเยซูเจ้ากับพวกฟาริสีและธรรมาจารย์  สำหรับพระองค์ “แก่นแท้ของศาสนาคือการรักพระเจ้า และรักเพื่อนมนุษย์”
    ด้วยมุมมองที่แตกต่างกันเช่นนี้ พระองค์จึงตอบคำถามของพวกเขาโดยอ้างคำพูดของประกาศกอิสยาห์ที่กล่าวตำหนิประชาชนในสมัยนั้นที่นับถือพระเจ้าแต่ปาก ส่วนหัวใจนั้นอยู่ห่างไกลจากพระองค์ยิ่งนัก (อสย 29:13)
    พูดง่าย ๆ คือพระองค์ทรงตำหนิพวกเขาว่า “ปากกับใจไม่ตรงกัน” หรือ “คนหน้าซื่อใจคด” (ข้อ 6)
คนหน้าซื่อใจคด  มาจากภาษากรีก hupokrites (ฮูปอครีแตส) เดิมหมายถึง “ผู้ตอบ” แล้วพัฒนาเป็น “ผู้ตอบเป็นชุด เป็นบทสนทนา” ซึ่งได้แก่ “นักแสดง”  และท้ายที่สุดหมายถึง "ผู้ที่ใช้ชีวิตเหมือนนักแสดงโดยไม่มีความจริงใจหลงเหลืออยู่เลย”      
ผู้ใดก็ตามที่เห็นศาสนาเป็นเรื่องของการถือตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนด และจารีตพิธีต่าง ๆ ที่สุดแล้วจะลงเอยแบบเดียวกันคือเป็น “คนหน้าซื่อใจคด”
เหตุผลคือ เขาเชื่อว่าตนเองเป็น “คนดี” เพราะได้ “ปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ อย่างครบถ้วนเคร่งครัด” แล้ว จึงไม่สนใจว่าความคิดและจิตใจของตนจะเป็นอย่างไร !
ตัวอย่างเช่น คนคนหนึ่งอาจจะเกลียดชังเพื่อนบ้านแบบเข้ากระดูกดำ มีจิตใจอิจฉาริษยาและเย่อหยิ่งจองหองอวดดี  แต่ตราบใดที่เขาถือกฎเกณฑ์เรื่องการล้างมือและระมัดระวังตัวไม่ให้มีมลทิน ตราบนั้นยังถือว่าเขาเป็น “คนดี” และได้รับใช้พระเจ้าแล้ว
จริงอยู่เขาอาจรับใช้พระองค์ภายนอกแบบนักแสดง  แต่ภายในจิตใจนั้นเขาไม่ได้เชื่อฟังพระองค์เลย
นี่คือ “คนหน้าซื่อใจคด” !
ปกติชาวโมฮัมเมดานที่เคร่งครัดจะสวดภาวนาตามกำหนดเวลา  พวกเขามักพกเสื่อติดตัวไปด้วยเสมอเพื่อใช้ปูพื้นและคุกเข่าสวดภาวนาเมื่อถึงกำหนด  มีเรื่องเล่าว่าชาวโมฮัมเมดานคนหนึ่งกำลังถือมีดวิ่งไล่ฆ่าชายคนหนึ่ง  บังเอิญเสียงระฆังเตือนให้สวดภาวนาดังแว่วมา เขาหยุดวิ่งทันที กางเสื่อ คุกเข่า และสวดภาวนาอย่างเร่งรีบ เสร็จแล้วจึงออกวิ่งตามฆ่าชายคนนั้นต่อไปอย่างไม่ลดละ
จะเห็นว่าการสวดภาวนาของเขาเป็นเพียงพิธีกรรมสลับฉากช่วงพักครึ่งจากการไล่ล่าฆ่าคนเท่านั้น
นี่คืออันตรายใหญ่หลวงที่สุดของการนับถือศาสนาเพียงภายนอก หรือการถือว่าความดีคือการปฏิบัติตามกฎหมายของพระศาสนจักรทุกมาตราและทุกตัวอักษร !
เพราะการไปวัดวันอาทิตย์ การอ่านพระคัมภีร์ การให้ทาน รวมถึงการสวดภาวนาหาได้ทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเป็น “คนดี” ไม่  แต่ท่าทีของหัวใจที่เขามีต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ต่างหากที่ทำให้เขาเป็นคนดีหรือไม่ดี ?!
จะมีประโยชน์อะไรหากไปวัดหรือสวดภาวนาโดยไม่รักพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ ?
อีกประการหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงตำหนิพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ว่า “ละเลยบทบัญญัติของพระเจ้า และกลับไปถือขนบธรรมเนียมของมนุษย์” (ข้อ 8)
ความหมายคือแทนที่จะฟังพระเจ้า พวกเขากลับสนใจฟังคำโต้แย้ง ข้อถกเถียง และเหตุผลตามประสามนุษย์เพื่อตีความและคิดค้นระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา
แต่ศาสนาที่แท้จริงอยู่ที่การเชื่อฟังพระเจ้า หาใช่เป็นผลผลิตจากสติปัญญาของมนุษย์แต่ประการใดไม่ !!!
ลำพังเท่าที่กล่าวมานี้ คำสอนของพระเยซูเจ้าก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงจนพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ยอมรับไม่ได้แล้ว
แต่เท่านี้ยังไม่พอ พระองค์ยังทำให้พวกเขาตกตะลึงเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อทรงตรัสว่า “ไม่มีสิ่งใดเลยจากภายนอกของมนุษย์ทำให้เขามีมลทินได้ แต่สิ่งที่ออกมาจากภายในของมนุษย์นั้นแหละทำให้เขามีมลทิน” (ข้อ 15)
    จะมีชาวยิวคนใดยอมรับคำสอนใหม่นี้ได้ เพราะในสมัยของมัคคาบีเคยมีคนยอมตายแต่ไม่ยอมกินของมีมลทินมาแล้ว !
    เรื่องมีอยู่ว่ากษัตริย์ซีเรียพระองค์หนึ่งนามว่า อันติโอคุส เอปีฟาแนส (Antiochus Epiphanes) ต้องการทำลายศาสนายิวแบบขุดรากถอนโคนจึงบังคับให้ชาวยิวกินหมูซึ่งเป็นสัตว์มีมลทิน  ชาวยิวหลายร้อยคนยอมถูกประหารชีวิต แต่ไม่ยอมละเมิดบัญญัติทางศาสนาของตน (1 มคบ 1:62-63)
    ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวคือ “ไม่มีสิ่งใดเลยจากภายนอกของมนุษย์ทำให้เขามีมลทินได้” พระองค์ทรงลบล้างกฎเกณฑ์ที่ชาวยิวยึดถือโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันมาแล้ว !
    แม้พวกอัครสาวกเองก็ไม่เข้าใจ (มก 7:17)
    จนพระองค์ต้องอธิบายเชิงตำหนิพวกเขาว่า “ท่านก็ไม่มีปัญญาด้วยหรือ ท่านไม่เข้าใจหรือว่าสิ่งต่าง ๆ จากภายนอกที่เข้าไปในมนุษย์นั้นทำให้เขามีมลทินไม่ได้  เพราะมันไม่ได้เข้าไปในใจ แต่ลงไปในท้อง แล้วออกไปจากร่างกาย” (มก 7:18-19)
    นั่นคือ “อาหารทุกชนิดไม่เป็นมลทิน” (มก 7:19) เพราะเมื่อกินเข้าไปแล้ว ร่างกายจะย่อยและขับถ่ายออกไปในที่สุด
ประเด็นของพระองค์คือ ไม่มีอาหารหรือสิ่งใดในโลกนี้ที่ “บริสุทธิ์” หรือ “มีมลทิน” โดยการบัญญัติของศาสนา
    พูดง่าย ๆ คือ ศาสนาจะมากำหนดว่า หมู เห็ด เป็ด ไก่ ปลาไหล ปลาร้า ละมุด มังคุด พุทรา โต๊ะ เตียง จาน ชาม ตะเกียบ ปืนผา หน้าไม้ รวมถึงไม้จิ้มฟันยันเรือรบ “บริสุทธิ์” หรือ “มีมลทิน” ไม่ได้
    มีแต่ “คน” เท่านั้นแหละที่สามารถ “มีมลทิน” ได้ !
    และสิ่งที่ทำให้คนมีมลทินได้ก็คือ “กิจการ” ซึ่งเป็น “ผลผลิตจากจิตใจ” ของเขาแต่ละคนนั่นเอง !!!
    พระองค์จึงตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในของมนุษย์นั้นแหละทำให้เขามีมลทิน” พร้อมกับทรงยกตัวอย่างกิจการชั่วร้ายที่ออกมาจากภายในและทำให้มนุษย์มีมลทินด้วย
    กิจการชั่วร้ายทั้งหลายจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มต้นมาจากความคิดและการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ชั่วร้ายเสียก่อน  พระองค์จึงยกเอา “ความคิดชั่วร้าย” มาเป็นสิ่งแรกที่ทำให้มนุษย์มีมลทิน
    มลทินอื่นคือ การประพฤติผิดทางเพศ การมีชู้ และการฆ่าคน ล้วนมีความหมายชัดเจนในตัวอยู่แล้ว
    “การลักขโมย”  ในภาษากรีกมี 2 คำคือ kleptēs  (เคลพเตส) ซึ่งหมายถึงขโมยหรือยักยอก ดังเช่นยูดาสที่ยอห์นเล่าว่า “เขาเป็นขโมย เขาเป็นผู้ถือถุงเงินและยักยอกเงินในถุงนั้น” (ยน 12:6)  อีกคำหนึ่งคือ lēstēs (เลสเตส) อันหมายถึงโจร เหมือนนักโทษประหารบารับบัสที่ได้รับการปล่อยตัวแทนพระเยซูเจ้า (ยน 18:40)  เพราะฉะนั้นมลทินประการนี้จึงหมายรวมทั้งการเป็นโจร ขโมย และยักยอกด้วย
    “ความโลภ” ตามรากศัพท์ภาษากรีกหมายถึง “การมีมากขึ้น”  มีผู้ให้คำจำกัดความของความโลภไว้หลายอย่าง เช่น “ความอยากมีอันอัปรีย์”, “จิตใจที่ยึดฉวยในสิ่งที่ไม่ควรจะได้มา” ฯลฯ  อนึ่ง ความอยากมีนี้มิได้จำกัดเฉพาะเงินทองหรือสิ่งของเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความอยากมีอำนาจ และอยากมีราคะตัณหาทางเนื้อหนังอย่างไม่รู้จักเพียงพออีกด้วย
    “การทำร้าย”  น่าสังเกตว่าภาษากรีกไม่ได้ใช้คำ kakos (คาคอส) ซึ่งหมายถึงกิจการร้ายที่จำกัดวงอยู่ภายในตัวของมันเอง แต่ใช้คำ ponēros (ปอเนรอส) ซึ่งหมายถึงกิจการร้ายที่ก่อให้เกิดผลร้ายแก่ผู้อื่นจริง ๆ  คนประเภทนี้ชอบสร้างปัญหาให้กับเพื่อนบ้าน ชอบหากางเขนให้ผู้อื่นแบก อารมณ์ร้าย และชอบชักนำคนอื่นให้หลงผิด
    เรียกว่าเขาไม่เพียงทำให้ตัวเองชั่วร้ายเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้อื่นชั่วร้ายตามไปด้วย  จึงต้องถือว่าเขามีพฤติกรรมเหมือนกับ “ซาตาน” ผู้ได้รับสมญานามเป็นภาษากรีกว่า Ponēros  (ปอเนรอส) และภาษาอังกฤษว่า “the Evil One” จริง ๆ
    “การฉ้อโกง” หมายถึงการใช้เล่ห์เหลี่ยมด้วยเจตนาจะหลอกลวงผู้อื่น ตัวอย่างเช่นการใช้กับดักหนูเพื่อหลอกและจับหนู  หรือการที่ชาวกรีกยึดเมืองทรอยได้โดยใช้ “ม้าไม้” เป็นต้น
    “การสำส่อน” ตรงกับภาษากรีก aselgeia (อาเสลเกิยอา) หมายถึงสภาพจิตใจที่ขัดขืนระเบียบวินัยทั้งมวล  เป็นจิตใจที่ขาดการยับยั้ง กล้าทำทุกสิ่งที่อำเภอใจและตัณหาจะพาไป
    ลักษณะของคนสำส่อนคือ ไร้ยางอาย สูญสิ้นซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรี สามารถทำผิดได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ และไม่ลังเลใจเลยที่จะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝัน  ตัวอย่างที่พบเห็นได้ในพระคัมภีร์คือพระนางเยเซเบลซึ่งกล้าสร้างพระแท่นถวายพระอื่นในกรุงเยรูซาเล็ม อันเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
    “อิจฉา”  ตรงกับ Envy ในภาษาอังกฤษซึ่งมาจากคำ Evil (ชั่ว) รวมกับ Eye (ตา) คนอิจฉาจึงหมายถึงคนที่มี “ตาชั่ว” นั่นคือตาที่มองความสำเร็จและความสุขของผู้อื่นด้วยเจตนาร้ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
    “ใส่ร้าย”  ตรงกับภาษากรีก blasphēmia (บลาสเฟมีอา) เมื่อใช้กับมนุษย์หมายถึงการใส่ร้าย  เมื่อใช้กับพระเจ้าหมายถึงการดูหมิ่น  มลทินประการนี้จึงหมายถึงการดูหมิ่นเหยียดหยามทั้งพระเจ้าและมนุษย์
    “ความหยิ่งยโส”  ความหมายตามภาษากรีก huperēphania (ฮูเพเรฟานีอา) คือ “แสดงตัวว่าเหนือกว่า”  เป็นท่าทีของคนที่ดูหมิ่นเหยียดหยามทุกคนยกเว้นตัวเอง  ท่าทีนี้อาจอยู่ภายในใจโดยไม่แสดงออกก็ได้ เช่นคนที่แลดูสุภาพอ่อนน้อม แต่ภายในจิตใจนั้นเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และผลของการเปรียบเทียบคือตัวเองดีกว่าคนอื่นเสมอ
    ความหยิ่งยโสนี้ไม่เพียงทำให้เราคิดว่าดีกว่าคนอื่นเท่านั้น แต่ยังก้าวล่วงไปถึงขอบเขตของพระเจ้าอีกด้วย  คนหยิ่งยโสมักตั้งตัวเองเป็นปรปักษ์กับพระเจ้าและละเมิดสิทธิของพระองค์  ความหยิ่งยโสจึงเป็น “สุดยอดแห่งความชั่วร้าย”
    ด้วยเหตุนี้ “พระเจ้าทรงต่อต้านคนเย่อหยิ่ง” (ยก 4:6)
    “ความโง่เขลา”  ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความด้อยสติปัญญา แต่หมายถึงความโง่เขลาทางด้านศีลธรรม หรือพูดง่าย ๆ คือแกล้งโง่ แกล้งเซ่อ แกล้งไม่รู้ จะได้ทำชั่วหรืองดเว้นไม่ทำดีได้โดยสะดวกใจ
    
ฟังแล้วหลายคนอาจตกใจกลัวจนตัวสั่น หรือบางคนอาจท้อแท้สิ้นหวังที่จะก้าวหน้าต่อไปในหนทางของพระเจ้า
    แต่นี่ไม่ใช่คำสั่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้งดเว้นจากความชั่วร้ายที่กล่าวมา
    พระองค์เพียงเรียกร้องให้เรา “สำรวจจิตใจและมโนธรรมของเราอย่างจริงจังตรงไปตรงมาว่ารักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใดหรือไม่” เท่านั้น !!!

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help