มธ 7.21-27 ศิษย์แท้

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

อาทิตย์ที่ 9 เทศกาลธรรมดา


ข่าวดี    มัทธิว 7:21-27
(21)“คนที่กล่าวแก่เราว่า ‘พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า’ นั้นมิใช่ทุกคนจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์นั่นแหละจะเข้าสู่สวรรค์ได้  (22)ในวันนั้นหลายคนจะกล่าวแก่เราว่า ‘พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ประกาศพระวาจาในพระนามของพระองค์ ขับไล่ปีศาจในพระนามของพระองค์ และได้กระทำอัศจรรย์หลายประการในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ’  (23)เมื่อนั้น เราจะกล่าวแก่เขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักท่านทั้งหลายเลย ท่านผู้กระทำความชั่ว จงไปให้พ้นหน้าเรา’
(24)“ผู้ใดฟังถ้อยคำเหล่านี้ของเราและปฏิบัติตาม ก็เปรียบเสมือนคนมีปัญญาที่สร้างบ้านไว้บนหิน  (25)ฝนจะตก น้ำจะไหลเชี่ยว ลมจะพัดโหมเข้าใส่บ้านหลังนั้น บ้านก็ไม่พัง เพราะมีรากฐานอยู่บนหิน  (26)ผู้ใดที่ฟังถ้อยคำเหล่านี้ของเรา และไม่ปฏิบัติตามก็เปรียบเสมือนคนโง่เขลาที่สร้างบ้านไว้บนทราย  (27)เมื่อฝนตก น้ำไหลเชี่ยว ลมพัดโหมเข้าใส่บ้านหลังนั้น มันก็พังทลายลงและเสียหายมาก”

*************************


1. ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าจะเข้าสู่สวรรค์
“ในวันนั้นหลายคนจะกล่าวแก่เราว่า ‘พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ประกาศพระวาจาในพระนามของพระองค์ ขับไล่ปีศาจในพระนามของพระองค์ และได้กระทำอัศจรรย์หลายประการในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ’” (มธ 7:22)
ดูเหมือนพระเยซูเจ้ากำลังยอมรับว่ามีประกาศกเทียมที่สามารถพูดและกระทำสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ได้
อันที่จริง มหัศจรรย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ จนเป็นเรื่องปกติธรรมดาในโลกสมัยโบราณ เพราะคนสมัยก่อนเชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บเกิดจากปีศาจ หากปีศาจมีอิทธิพลเหนือผู้ใดหรือสามารถเข้าไปในส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้ ผู้นั้นจะล้มป่วย  การรักษาสามารถทำได้โดยการขับไล่ปีศาจออกไปจากผู้นั้น  ผลจากความเชื่อเช่นนี้คือเกิดโรคภัยไข้เจ็บจำนวนมากที่ปัจจุบันเราเรียกว่า “โรคจิต”  หากผู้ใดแน่ใจหรือหลอกตัวเองจนเชื่อว่ามีปีศาจสิงอยู่หรือตนตกอยู่ใต้อำนาจของปีศาจ ผู้นั้นจะล้มป่วย  และหากมีผู้ใดสามารถทำให้เขาแน่ใจว่าหลุดพ้นจากอำนาจของปีศาจแล้ว เขาก็จะหายจากโรค
แม้ในยุคพระศาสนจักรเริ่มแรกก็ยังปรากฏผู้ป่วยทางจิตเพราะปีศาจสิงอยู่ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังมีบางคนแสวงหาผลประโยชน์จากโรคนี้ดังที่นักบุญลูกาบันทึกไว้ว่า “ชาวยิวบางคนผู้มีอาชีพเดินทางขับไล่ปีศาจ พยายามเรียกขานพระนามของพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าเหนือผู้ที่ถูกปีศาจร้ายสิงอยู่ สั่งว่า ‘เดชะพระนามของพระเยซูเจ้าที่เปาโลเทศน์สอน ข้าพเจ้าสั่งเจ้าให้ออกไป’” (กจ 19:13)
แต่พระเยซูเจ้าทรงเตือนบรรดาผู้ที่ใช้พระนามของพระองค์ในทางที่ผิดเพื่อ “หลอกลวง” ผู้อื่นว่าสักวันหนึ่งจะมีการคิดบัญชี แรงจูงใจที่แท้จริงของพวกเขาจะถูกเปิดเผย และพระองค์จะกล่าวแก่พวกเขาว่า “เราไม่เคยรู้จักท่านทั้งหลายเลย ท่านผู้กระทำความชั่ว จงไปให้พ้นหน้าเรา” (มธ 7:23)
อนึ่ง หนทางเดียวที่จะพิสูจน์ “ความจริงใจ” และ “ไม่หลอกลวง” ของเราได้คือ “การปฏิบัติ”  เหตุว่าคำพูดคำจาอันแสนไพเราะ แม้ในพระนามของพระเยซูเจ้า ก็ไม่มีทางแทนที่การประพฤติดีประพฤติชอบของเราไปได้เลย
และเช่นกัน หนทางเดียวที่จะพิสูจน์ “ความรัก” ของเราได้ก็คือ “ความนบนอบ”  เพราะลำพังคำพูดว่า “รัก” จะไม่มีความหมายอันใดเลยหากพฤติกรรมของเรายังย่ำยีหัวใจของคนรักอยู่ร่ำไป
ด้วยหลักการดังกล่าว พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “คนที่กล่าวแก่เราว่า ‘พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า’ นั้นมิใช่ทุกคนจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์นั่นแหละจะเข้าสู่สวรรค์ได้” (มธ 7:21)
ซึ่งหมายความว่า “การปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า” คือหนทางเดียวที่สามารถพิสูจน์ “ความจริงใจ” และ “ความรัก” ที่เรามีต่อพระองค์ได้  และยังเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะนำเราเข้าสู่พระอาณาจักรสวรรค์
แต่น่าเสียดายที่หลายครั้งเรายืนยันความเชื่อในพระเจ้าด้วยปาก แต่ปฏิเสธพระองค์ด้วยชีวิต !!
เราพูดแต่ไม่ทำ !
เราอาจเสแสร้งหลอกลวงมนุษย์ด้วยกันเองได้ แต่เราจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้เพราะ “พระองค์ทรงเข้าใจความคิดของเราแม้อยู่ห่างไกล” (สดด 139:2)

2. ผู้ใดฟังถ้อยคำของเราและปฏิบัติตามก็เปรียบเสมือนสร้างบ้านไว้บนหิน
ภาพของบ้านที่มั่นคง ไม่พัง กับภาพของบ้านที่พังทลายลงเมื่อน้ำไหลเชี่ยวและลมโหมพัดเข้าใส่ ได้มาจากหนังสือสุภาษิต “เมื่อมรสุมพัดกระหน่ำ คนชั่วร้ายก็สิ้นไป แต่คนชอบธรรมยืนหยัดมั่นคงเป็นนิตย์” (สภษ 10:25)
แสดงว่าพระเยซูเจ้าทรงรอบรู้และเชี่ยวชาญพระคัมภีร์เป็นอย่างดียิ่ง
นอกจากเชี่ยวชาญเรื่องพระคัมภีร์แล้ว พระองค์ยังทรงเชี่ยวชาญเรื่องสร้างบ้านอีกด้วยเพราะทรงเคยเป็นช่างก่อสร้างมาก่อน
คำอุปมาเรื่องนี้จึงกลั่นกรองออกมาจากชีวิตจริงของพระองค์เอง !
ในปาเลสไตน์ คนสร้างบ้านจำเป็นต้องดูทำเลให้รอบคอบเพราะมีเส้นทางน้ำไหลผ่านจำนวนมากที่แลดูเป็นผืนทรายราบเรียบในฤดูร้อน แต่กลายเป็นสายน้ำเชี่ยวกรากในฤดูหนาว  หากผู้ใดหลงคิดว่าทำเลนี้สวยงามเหมาะแก่การสร้างบ้าน ก็เท่ากับว่าเขากำลังสร้างบ้านกลางลำน้ำแห้ง เมื่อฤดูหนาวมาถึง บ้านก็จะพังทลายไหลกระจัดกระจายไปตามสายน้ำ
แม้ในทำเลที่ปลอดภัยจากสายน้ำเชี่ยวกราก ก็ยังมีคนสร้างบ้านจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมขุดทรายลงไปจนถึงชั้นหินด้านล่าง  แต่เลือกที่จะสร้างบ้านบนพื้นทรายที่มีแต่หายนะรออยู่เบื้องหน้า
บ้านที่มีฐานรากมั่นคงเท่านั้นจึงจะสามารถยืนหยัดสู้พายุได้ฉันใด ชีวิตที่มีรากฐานมั่นคงเท่านั้นจึงจะสามารถทนทานมรสุมที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิตได้ฉันนั้น
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดฟังถ้อยคำเหล่านี้ของเราและปฏิบัติตาม ก็เปรียบเสมือนคนมีปัญญาที่สร้างบ้านไว้บนหิน” (มธ 7:24)
เท่ากับพระองค์ทรงเสนอแนวทาง 2 ประการในอันที่จะทำให้รากฐานชีวิตของเรามั่นคง กล่าวคือ
1.    ฟังพระวาจา  ปัญหาใหญ่ของเราทุกวันนี้คือมีคนจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าพระเยซูเจ้าและพระศาสนาจักรสอนอะไร  ซ้ำร้ายไปกว่านั้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจคำสอนของพระองค์ผิด ๆ
อย่าลืมว่าเราไม่ได้มีหน้าที่ตำหนิคนหรือสถาบันที่ไม่รู้หรือเข้าใจคำสอนของพระองค์ผิด ๆ  แต่เราต้องพยายามทุกวิถีทางทำให้พระเยซูเจ้ามีโอกาส “พูด” และทุกคนมีโอกาส “ฟัง”
2.    ปฏิบัติตามพระวาจา  เป็นไปได้ว่าคนคนหนึ่งอาจสอบจริยธรรมคริสต์ได้ที่หนึ่งแต่ไม่ได้เป็นคริสตชน  ความรู้ของเขาจึงไม่เกิดประโยชน์อันใด
เพราะฉะนั้น เราต้องทำให้ความรู้กลายเป็นกิจการ  ทฤษฎีกลายเป็นการปฏิบัติ  และเทววิทยากลายเป็นชีวิต
จะมีประโยชน์อันใดที่จะไปหาหมอหากเราไม่พร้อมจะทำสิ่งที่หมอบอกเรา หรือจะมีประโยชน์อันใดที่จะไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากเราไม่พร้อมจะปฏิบัติตามคำแนะนำของเขา
กระนั้นก็ตาม ยังมีคริสตชนจำนวนมากที่ฟังพระเยซูเจ้าทุกวันอาทิตย์ และเข้าใจสิ่งที่พระองค์ทรงสอนอย่างดี แต่ไม่เคยพยายามนำไปปฏิบัติแม้แต่นิดเดียว
ขอให้พระวาจานี้ดังก้องอยู่ในจิตใจของเราเสมอ “ผู้ใดที่ฟังถ้อยคำเหล่านี้ของเรา และไม่ปฏิบัติตามก็เปรียบเสมือนคนโง่เขลาที่สร้างบ้านไว้บนทราย” (มธ 7:26)
หากเราคิดจะเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า เราต้องพร้อมที่จะ “ฟัง” และ “ปฏิบัติ” ตามคำสอนของพระองค์
การ “ฟัง” และ “ปฏิบัติ” ตามคำสอนของพระองค์คือ “การนบนอบพระเจ้า”
“การนบนอบพระเจ้า” คือ “รากฐานที่มั่นคงของชีวิต”
“ฝนจะตก น้ำจะไหลเชี่ยว ลมจะพัดโหมเข้าใส่ บ้านก็ไม่พัง ชีวิตก็มั่นคง เพราะมีรากฐานอยู่บนหินคือการนบนอบพระเจ้า” (เทียบ มธ 7:25) !!

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help