Followers of Jesus Christ-Iamachristian.org

มก 5:21-43 พระเยซูเจ้าทรงรักษาหญิงตกเลือด ทรงปลุกบุตรหญิงของไยรัสให้คืนชีพ

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

อาทิตย์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี    มาระโก 5:21-43
พระเยซูเจ้าทรงรักษาหญิงตกเลือด ทรงปลุกบุตรหญิงของไยรัสให้คืนชีพ
    (21)เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จลงเรือข้ามฟากอีกครั้งหนึ่ง ประชาชนชุมนุมกันเนืองแน่นรอบพระองค์ขณะที่ยังทรงอยู่ริมทะเลสาบ  (22)หัวหน้าศาลาธรรมคนหนึ่งชื่อไยรัสเดินมา เมื่อเห็นพระองค์ เขากราบลงที่พระบาท  (23)พร่ำวิงวอนว่า “บุตรหญิงเล็ก ๆ ของข้าพเจ้าจวนจะสิ้นใจอยู่แล้ว เชิญพระองค์เสด็จไปปกพระหัตถ์เหนือเขาเถิด เขาจะได้หายจากโรค กลับมีชีวิต”  (24)พระเยซูเจ้าจึงเสด็จไปกับเขา ประชาชนกลุ่มใหญ่ติดตามไปและเบียดเสียดพระองค์  (25)ขณะนั้น หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกเลือดมาสิบสองปีแล้ว  (26)ได้รับความทรมานมากจากการรักษาของแพทย์หลายคน เสียทรัพย์จนหมดสิ้น โรคก็มิได้บรรเทา ตรงกันข้ามกลับทรุดหนัก  (27)นางได้ยินเขาพูดกันถึงเรื่องพระเยซูเจ้า จึงเดินปะปนกับประชาชนเข้ามาเบื้องหลัง และสัมผัสฉลองพระองค์ นางคิดว่า  (28)”ถ้าฉันเพียงได้สัมผัสฉลองพระองค์เท่านั้น ฉันก็จะหายจากโรค”  (29)ทันใดนั้น อาการตกเลือดก็หยุด  นางรู้สึกว่าร่างกายหายจากโรคแล้ว 30)ขณะเดียวกัน พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกว่ามีอิทธิฤทธิ์ออกจากพระองค์ไปจึงทรงหันมายังกลุ่มชน ตรัสว่า “ใครสัมผัสเสื้อของเรา  (31)บรรดาศิษย์ทูลว่า “พระองค์ทรงเห็นแล้วว่าผู้คนเบียดเสียดกันเช่นนี้ แล้วยังทรงถามอีกหรือว่า “ใครสัมผัสเรา”  (32)พระองค์ทรงหันไปรอบ ๆ เพื่อทอดพระเนตรผู้ที่กระทำเช่นนั้น  (33)หญิงคนนั้นรู้สึกกลัวจนตัวสั่นเพราะรู้ดีว่าอะไรได้เกิดขึ้นแก่ตน จึงกราบลงเฉพาะพระพักตร์และทูลให้ทรงทราบความจริงทุกประการ  (34)พระองค์จึงตรัสว่า “ลูกเอ๋ย ความเชื่อของท่านช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว จงไปเป็นสุข หายจากโรคเถิด” (35)ขณะกำลังตรัสอยู่นั้น มีคนมาจากบ้านหัวหน้าศาลาธรรม บอกเขาว่า “บุตรหญิงของท่านตายแล้ว ไปรบกวนพระอาจารย์อีกทำไมเล่า”  (36)แต่พระเยซูเจ้าทรงได้ยินเขาพูดดังนั้น จึงตรัสแก่หัวหน้าศาลาธรรมว่า “อย่ากลัวเลย จงมีความเชื่อไว้เถิด”  (37)พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ใครติดตามไปนอกจากเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายของยากอบ  (38)เมื่อทุกคนมาถึงบ้านหัวหน้าศาลาธรรม พระเยซูเจ้าทรงเห็นความวุ่นวาย  และเห็นผู้คนร่ำไห้พิลาปรำพันเป็นอันมาก  (39)พระองค์เสด็จเข้าไป ตรัสแก่คนเหล่านั้นว่า “วุ่นวายและร้องไห้ไปทำไม เด็กคนนี้ไม่ตาย เพียงแต่นอนหลับไปเท่านั้น”  (40)เขาต่างหัวเราะเยาะพระองค์ พระองค์ทรงไล่เขาออกไปข้างนอก ทรงนำบิดามารดาของเด็กและศิษย์ที่ติดตามเข้าไปยังที่ที่เด็กนอนอยู่  (41)ทรงจับมือเด็ก ตรัสว่า “ทาลิธาคูม” แปลว่า “หนูเอ๋ย เราสั่งให้หนูลุกขึ้น”  (42)เด็กหญิงนั้นก็ลุกขึ้นทันที และเดินไปมา  เด็กนั้นอายุสิบสองขวบแล้ว คนทั้งหลายต่างประหลาดใจอย่างยิ่ง  (43)พระองค์ทรงกำชับอย่างแข็งขันมิให้แพร่งพรายเรื่องนี้แก่ผู้ใด และทรงสั่งให้เขานำอาหารมาให้เด็กนั้นกิน



พระเยซูเจ้าทรงรักษาหญิงตกเลือด
    
ในปาเลสไตน์ โรคตกเลือดพบง่ายแต่รักษายาก  หนังสือ Talmud ที่รวบรวมกฎหมายและธรรมประเพณีของชาวยิวพร้อมคำอธิบาย ได้ให้แนวทางรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 11 วิธี  บางวิธีใช้ยาบำรุง  บางวิธีใช้ยาสมาน  บางวิธีก็ไปนอกลู่นอกทางสุดโต่ง เช่น ให้ห้อยเถ้าถ่านของไข่นกกระจอกเทศไว้กับตัวโดยใช้เศษผ้าลินินห่อในฤดูร้อนและใช้เศษผ้าฝ้ายห่อในฤดูหนาว  หรืออีกวิธีหนึ่งคือห้อยเมล็ดข้าวโพดที่พบในมูลลาเพศเมียสีขาว เป็นต้น
    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหญิงคนนี้ได้ทดลองรักษามาแล้วทุกหนทางจนหมดทรัพย์  แต่นอกจากอาการจะไม่ทุเลาลงแล้ว นางกลับยิ่งมีมลทินมากขึ้นจนเข้าร่วมนมัสการพระเจ้าและเข้าสังคมกับเพื่อนฝูงก็ไม่ได้อีกด้วย
    โชคดีที่นางได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า แต่โรคของนางน่าอับอายเกินกว่าจะเล่าให้พระองค์ฟังอย่างเปิดเผยท่ามกลางฝูงชนมากมายเช่นนี้ได้ นางจึงตัดสินใจแอบสัมผัสเสื้อของพระองค์โดยไม่บอกกล่าว  แล้วนางก็ดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อพบว่าอาการตกเลือดหยุดแล้ว
    หลังจากได้พยายามรักษาโรคทุกวิถีทางเท่าที่วงการแพทย์สมัยนั้นจะหยิบยื่นให้ได้แล้ว  นางจึงหันมาหาพระเยซูเจ้าในฐานะ “ที่พึ่งสุดท้าย” !
    จริงอยู่นางสมควรถูกตำหนิที่มาหาพระองค์หลังสุด  แต่เราต้องไม่ลืมว่าคริสตชนจำนวนมากก็ชอบทำเช่นเดียวกัน...
     ... เราเข้ามาวอนขอความช่วยเหลือจากพระเยซูเจ้าเมื่อจนปัญญาแล้วจริง ๆ
         ... เราต่อสู้กับการประจญจนหมดแรงแล้ว จึงค่อยกางมือวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์
          ... เราอาจดิ้นรนทำงานหนักจนจวนเจียนจะเอาชีวิตไม่รอด จึงค่อยวอนขอพละกำลังจากพระองค์ “พระเจ้าข้า โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้ากำลังจะตายแล้ว !”
ทุกคนพึงตระหนักอยู่เสมอว่าเราไม่จำเป็นต้องรอจน “สถานการณ์บีบบังคับให้มาหาพระเยซูเจ้า” !
และถึงแม้เราจะมาหาพระองค์เมื่อจนตรอกแล้วก็ตาม ไม่มีทางเลยที่พระองค์จะปล่อยให้เรากลับไปมือเปล่า........

การรักษาหญิงตกเลือดครั้งนี้เกี่ยวข้องกับบุคคล 3 ฝ่าย  แต่ละฝ่ายล้วนให้ข้อคิดที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับการดำเนินชีวิตของเรา
1.    พระเยซูเจ้า  พระองค์ไม่ได้รักษาหญิงตกเลือดแบบไม่มีอะไรต้องสูญเสีย ตรงกันข้าม พระองค์ต้องแลกกับบางสิ่งบางอย่างที่ออกไปจากตัวของพระองค์เอง ดังที่มาระโกเล่าว่า “ทรงรู้สึกว่ามีอิทธิฤทธิ์ออกจากพระองค์” (ข้อ 30)
        เราจึงได้หลักการในการดำเนินชีวิตข้อหนึ่งว่า “เราจะสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เลย หากเราไม่พร้อมจะใส่บางสิ่งบางอย่างของชีวิตเราเข้าไปในผลงานนั้น”
        นักแสดงที่ออกเสียงได้ชัดเจน ฉะฉาน และมีลีลาการแสดงถูกต้องตามที่ผู้กำกับกำหนดจะเป็นนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้เลย หากเขาไม่ได้ใส่ชีวิตจิตใจและอารมณ์ความรู้สึกของตนลงไปในการแสดงนั้นด้วย ตัวอย่างเช่น น้ำตาของเขาต้องเป็นน้ำตาจริง ๆ  และความรู้สึกของเขาต้องเป็นความรู้สึกที่ออกมาจากหัวใจของเขาจริง ๆ
        เช่นเดียวกัน พระสงฆ์ที่ลงจากธรรมาสน์โดยไม่ได้ทุ่มเทชีวิตและวิญญาณของตนลงไปในบทเทศน์ ย่อมไม่สามารถประกาศข่าวดีได้อย่างบังเกิดผล
        หรือผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง ย่อมต้องพลีไม่เพียงแต่แรงกายเท่านั้น แต่ต้องพร้อมใส่ชีวิตจิตใจของตนลงไปในความช่วยเหลือนั้น ๆ ด้วย
        ความยิ่งใหญ่ของพระเยซูเจ้าอยู่ตรงที่พระองค์พร้อมจะพลีทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตของพระองค์เองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น !
2.    บรรดาศิษย์  พวกเขาใช้สามัญสำนึกตัดสินและทูลว่า “พระองค์ทรงเห็นแล้วว่าผู้คนเบียดเสียดกันเช่นนี้ แล้วยังทรงถามอีกหรือว่า “ใครสัมผัสเรา”” (ข้อ 31)
        ความหมายคือผู้คนมากมายและเบียดเสียดกันเช่นนี้ จะมีคนถูกเนื้อต้องตัวพระองค์บ้างไม่ได้เชียวหรือ ?
        ใช่ พวกเขามีสามัญสำนึกที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้และไม่ได้นึกถึงด้วยซ้ำไปก็คือ พระองค์ต้องเสียสละอะไรไปบ้างเพื่อช่วยเหลือหญิงตกเลือดผู้นี้ !
        นี่เป็นโศกนาฏกรรมอันใหญ่หลวง ที่เรามนุษย์ไม่สามารถหรือไม่สนใจที่จะรับรู้ความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของกันและกัน
        ตัวอย่างเช่น คนฉลาดมักจะไม่ตระหนักเลยว่า คนที่ด้อยปัญญากว่าตนต้องใช้ความเพียรพยายามมากสักเพียงใดจึงจะเข้าใจสิ่งที่ตนอ่านหรือฟังเพียงครั้งเดียวก็รู้เรื่อง
        เพราะฉะนั้น เราจึงต้องวอนขอพระเจ้าโปรดให้เรามีทั้งสามัญสำนึกที่ถูกต้อง  และในเวลาเดียวกัน ก็มีจิตใจที่พร้อมจะรับรู้ความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของผู้อื่นด้วย
3.    หญิงตกเลือด  มาระโกเล่าว่า “หญิงคนนั้นรู้สึกกลัวจนตัวสั่นเพราะรู้ดีว่าอะไรได้เกิดขึ้นแก่ตน จึงกราบลงเฉพาะพระพักตร์และทูลให้ทรงทราบความจริงทุกประการ” (ข้อ 33)
        การ “สารภาพ” เป็นเรื่องยาก น่ากลัว และต้องมีความสุภาพจริง ๆ จึงจะทำได้  แต่ทันทีที่นางสารภาพความจริงกับพระเยซูเจ้า  ความกลัวจนตัวสั่นก็หมดสิ้นไป คงเหลือไว้แต่ความสุขใจอันเปี่ยมล้น
        อีกทั้งนางยังได้ค้นพบว่าพระเยซูเจ้าทรงพระทัยดีเสียนี่กระไร คำพูดของพระองค์ที่ว่า “ลูกเอ๋ย ความเชื่อของท่านช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว จงไปเป็นสุข หายจากโรคเถิด” (ข้อ 34) คงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของนางจวบจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย
        จะเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรเลยที่จะ “สารภาพ” กับคนเช่นพระเยซูเจ้า !

พระเยซูเจ้าทรงปลุกบุตรหญิงของไยรัสให้คืนชีพ
    
ประเพณีของชาวยิวถือว่าเด็กกลายเป็นผู้ใหญ่เมื่ออายุ 12 ปีกับอีก 1 วัน  บุตรหญิงของไยรัสอายุ 12 ปีแล้วจึงกำลังจะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว  แต่ช่างน่าเสียดายและน่าเศร้าใจจริง ๆ ที่ความตายกำลังจะมาเยือนเธอ
    ไยรัสเป็นหัวหน้าศาลาธรรม  เขาจึงเป็นบุคคลที่สำคัญและได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดคนหนึ่งในชุมชน  หน้าที่ของเขาคือเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารศาลาธรรมซึ่งประกอบด้วยบรรดาผู้อาวุโสของชุมชน  เป็นผู้รับผิดชอบจัดให้มีบริการต่าง ๆ ทั้งเรื่องศาสนพิธีและการแจกจ่ายความช่วยเหลือให้แก่ผู้ขัดสน
    แต่เมื่อบุตรสาวของเขาที่กำลังโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเกิดป่วยหนักจวนจะสิ้นใจ  มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นที่ทำให้เขาคิดถึงพระเยซูเจ้า
    1.    เขาลืมอคติ  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบรรดาหัวหน้าศาลาธรรมล้วนมีอคติต่อพระเยซูเจ้าและถือว่าพระองค์คือ “คนนอก”  เป็นบุคคลอันตรายที่สอนความเชื่อผิด ๆ   และเป็นบุคคลต้องห้ามที่ไม่มีศาลาธรรมแห่งใดยินดีต้อนรับ
        “อคติ” คือ “การตัดสินล่วงหน้า” โดยไม่พิจารณาหลักฐานหรือข้อเท็จจริง
        แต่ไยรัสยิ่งใหญ่พอที่จะละทิ้งอคติที่มีต่อพระเยซูเจ้าในยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์มากที่สุดเช่นนี้
        ตรงกันข้ามกับคนอีกจำนวนมากที่ปล่อยตัวจมอยู่ในอคติ จนจิตใจของเขาปิดตายจากความช่วยเหลือและพระพรอีกมากมายที่พระเจ้าพร้อมจะประทานให้ทันทีแก่ผู้วอนขอ !
    2.    เขาลืมศักดิ์ศรี  ไยรัสเป็นถึงหัวหน้าศาลาธรรมแต่ “เมื่อเห็นพระองค์ เขากราบลงที่พระบาท” (ข้อ 22) ทั้ง ๆ ที่พระองค์เป็นเพียงอาจารย์ที่ร่อนเร่ไปเรื่อยโดยไม่มีหลักแหล่ง
        นาอามานซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของซีเรียก็ยอมละทิ้งศักดิ์ศรี ปฏิบัติตามคำสั่งของประกาศกเอลีชาที่ฝากผ่านคนใช้มาอีกทีหนึ่ง  ผลคือเขาหายจากโรคเรื้อน (2 พกษ 5)
        เราทุกคนจึงต้องพร้อมลืมเรื่องศักดิ์ศรีเพื่อรักษาชีวิตและวิญญาณของเราไว้ !
    3.    เขาลืมความหยิ่งจองหอง  ในโลกนี้ไม่มีใครอยากเป็นหนี้บุญคุณคนอื่น  ยิ่งไยรัสซึ่งเป็นหัวหน้าศาลาธรรมด้วยแล้ว เขายิ่งต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อจะลืมความหยิ่งจองหอง และมีความสุภาพมากพอที่จะเข้ามาขอความช่วยเหลือจากคนชื่อเยซูชาวนาซาเร็ธ
        และนี่คือก้าวแรกของการดำเนินชีวิตเยี่ยงคริสตชนนั่นคือ การตระหนักว่าเราไม่เป็นอะไรเลยนอกจากเป็นหนี้พระเจ้า !
    4.    เขาลืมเพื่อน  น่าแปลกที่ไยรัสยอมละทิ้งบุตรสาวที่กำลังจะสิ้นใจเพื่อไปพบพระเยซูเจ้า แทนที่จะส่งคนอื่นไปทูลเชิญพระองค์
        เป็นไปได้มากว่าไม่มีใครเห็นด้วยและไม่มีใครยอมไปพบพระเยซูเจ้า  อีกทั้งคำพูดที่ว่า “บุตรหญิงของท่านตายแล้ว ไปรบกวนพระอาจารย์อีกทำไมเล่า” (ข้อ 35) ก็ดูเหมือนจะส่อว่าพวกเขาไม่ต้องการให้พระองค์เข้ามาในบ้าน !
        เรียกว่าไยรัสต้องฝืนสู้กับความคิดเห็นของชุมชนและญาติพี่น้องชนิดหัวชนฝา เพื่อจะได้เชิญพระองค์มาช่วยเหลือบุตรสาวของตน
    นี่คือเรื่องราวของคน ๆ หนึ่งที่ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากสิ่งเดียวคือ “เขาต้องการความช่วยเหลือจากพระเยซูเจ้า”  และเพราะเขาลืมได้เช่นนี้เอง เขาจึงระลึกได้ว่า “พระเยซูเจ้าคือพระผู้ช่วยให้รอด” จริง ๆ

     “เมื่อมาถึงบ้านของหัวหน้าศาลาธรรม  พระเยซูเจ้าทรงเห็นความวุ่นวาย และเห็นผู้คนร่ำไห้พิลาปรำพันเป็นอันมาก” (ข้อ 38)
    การจัดผู้คนให้มาร่ำไห้พิลาปรำพันเพื่อตอกย้ำความเศร้าสลดอันเนื่องมาจากความตายและการพลัดพรากจากกันนั้น เป็นประเพณีที่จะขาดเสียมิได้ทั้งในโรม กรีก ฟีนีเซีย อัสซีเรีย และปาเลสไตน์  ถึงกับมีข้อกำหนดไว้ว่า “ไม่ว่าจะยากจนเพียงใดก็ตาม สามีต้องจัดให้มีคนเป่าขลุ่ยอย่างน้อย 2 คนในงานศพของภรรยา”
    แต่นี่เป็นการเตรียมงานศพของบุตรสาวหัวหน้าศาลาธรรม จึงมีผู้คนมากเป็นพิเศษ
    โดยไม่สนใจเสียงหัวเราะเยาะของพวกเขา พระเยซูเจ้าทรงจับมือเด็ก ตรัสว่า “ทาลิธาคูม” แปลว่า “หนูเอ๋ย เราสั่งให้หนูลุกขึ้น” (ข้อ 41)
    น่าแปลกที่คำ “ทาลิธาคูม” ซึ่งเป็นภาษาอาราไมอิค มาอยู่ในพระวรสารของมาระโกซึ่งเป็นภาษากรีกได้อย่างไร ?
    คำตอบนั้นชัดเจนมาก คือ มาระโกได้ข้อมูลจากเปโตรซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย  และแม้เปโตรจะพูดภาษากรีกได้ แต่เสียง “ทาลิธาคูม” ซึ่งเปี่ยมด้วยความรัก ความอ่อนโยน และความเอาใจใส่ คงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเปโตรชนิดไม่มีวันลืมเลือน จนท่านไม่อาจคิดเป็นภาษากรีกได้  ท่านจำได้แต่เสียงและคำพูดที่พระองค์ทรงตรัสเป็นภาษาอาราไมอิคเท่านั้น !
    จากการช่วยบุตรสาวของไยรัสให้กลับคืนชีพครั้งนี้  เราสามารถแยกแยะความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างผู้คนที่มาร่ำไห้พิลาปรำพันและพระเยซูเจ้า
    1.    ผู้คนที่มาร่ำไห้พิลาปรำพันล้วน “สิ้นหวัง”  ส่วนพระเยซูเจ้า “เต็มไปด้วยความหวัง”
        พวกเขาพูดว่า “ไปรบกวนพระอาจารย์อีกทำไมเล่า  ไม่มีใครช่วยอะไรได้อีกแล้ว”  ส่วนพระองค์ตรัสว่า “อย่ากลัวเลย จงมีความเชื่อไว้เถิด”
    2.    พวกเขาร่ำไห้พิลาปรำพันเป็นอันมาก  ส่วนพระเยซูเจ้าเปี่ยมด้วยความสงบเยือกเย็น ปราศจากความหวั่นไหว
        สาเหตุเป็นเพราะพระองค์ทรงมีความวางใจในพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม  พวกเขาหัวเราะเยาะพระองค์เพราะคิดว่าพระองค์ “หวังลม ๆ แล้ง ๆ”  แต่ที่สุดเสียงหัวเราะเยาะของพวกเขากลับกลายเป็นความ “ประหลาดใจอย่างยิ่ง” (ข้อ 42) เพราะสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเหลือเชื่อ ล้วนเป็นไปได้เสมอสำหรับพระเจ้า
        ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่เราเผชิญหน้าไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดที่เราเอาชนะไม่ได้ แม้แต่ความตาย หากเราเผชิญหน้าและเอาชนะมันอาศัยความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในองค์พระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าของเรา

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help