Followers of Jesus Christ-Iamachristian.org

มธ 10.26-33 ธรรมทูตต้องไม่เกรงกลัวที่จะพูด

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

อาทิตย์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา


ข่าวดี    มัทธิว 10:26-33
(26) “อย่ากลัวมนุษย์เลย ไม่มีสิ่งใดที่ปิดบังไว้ จะไม่ถูกเปิดเผย ไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนเร้น จะไม่มีใครรู้ (27) สิ่งที่เราบอกท่านในที่มืด ท่านจงกล่าวออกมาในที่สว่าง สิ่งที่ท่านได้ยินกระซิบที่หู จงประกาศบนดาดฟ้าหลังคาเรือน” (28) “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่อาจฆ่าวิญญาณได้ จงกลัวผู้ที่ทำลายทั้งกายและวิญญาณให้พินาศไปในนรก (29) นกกระจอกสองตัว เขาขายกันเพียงหนึ่งบาทมิใช่หรือ ถึงกระนั้น ก็ไม่มีนกสักตัวเดียวที่ตกถึงพื้นดินโดยที่พระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ (30) ผมทุกเส้นบนศีรษะของท่านถูกนับไว้หมดแล้ว (31) เพราะฉะนั้น อย่ากลัวเลย ท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกจำนวนมาก” (32) “ทุกคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะยอมรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ (33) และผู้ที่ไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะไม่รับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์ด้วย”

***********************


1. อย่ากลัว
ก่อนส่งบรรดาอัครสาวกออกไปประกาศข่าวดีเรื่องอาณาจักรสวรรค์และรักษาคนเจ็บไข้  พระเยซูเจ้าทรงสั่งสอนพวกเขาให้ไปหาชาวอิสราเอลก่อนคนต่างชาติ เมื่อเดินทางก็อย่าพกเงินหรือย่ามติดตัว ให้พร้อมที่จะถูกเบียดเบียน และที่สำคัญคือ “อย่ากลัว” (มธ 10:1-31)
พระองค์ตรัสว่า “อย่ากลัว” ถึง 3 ครั้งด้วยกัน
1.      อย่ากลัวเพราะ “ไม่มีสิ่งใดที่ปิดบังไว้ จะไม่ถูกเปิดเผย” (มธ 10:26)
ความหมายของพระองค์ชัดเจนคือ “ความจริงจะมีชัย” ดังที่ภาษิตละตินกล่าวไว้ว่า “ความจริงคือสิ่งยิ่งใหญ่และจะมีชัยเหนือทุกสิ่ง”
ในอดีตมีคริสตชนจำนวนมากที่ต้องเสียสละ ทนทุกข์ หรือยอมตายในสถานที่ไม่เปิดเผย  แต่วันนี้ประวัติศาสตร์ได้รับรู้และบันทึกไว้แล้วว่าใครคือผู้กดขี่และใครคือวีรบุรุษ  บัดนี้ทุกคนต่างได้รับการตอบแทนตามการกระทำของตนแล้ว
นี่คือข้อพิสูจน์ว่าคำสอนของพระองค์เป็นความจริงเพราะถึงคนจะตายไปนานแล้ว แต่ “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” และมีชัยในที่สุด
เพราะฉะนั้น เมื่อเราทำงานรับใช้พระองค์จึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนเข้าใจผิดหรือถูกใส่ร้าย...
เพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตายและจะถูกเปิดเผย !
ในเมื่ออย่างไรเสียความจริงก็ต้องเป็นฝ่ายชนะ พระองค์จึงตรัสสั่งว่า “สิ่งที่เราบอกท่านในที่มืด ท่านจงกล่าวออกมาในที่สว่าง  สิ่งที่ท่านได้ยินกระซิบที่หู จงประกาศบนดาดฟ้าหลังคาเรือน” (มธ 10:27)
นั่นคือ เราต้องประกาศข่าวดีที่ได้รับมาอย่างกล้าหาญ  และเพื่อจะทำเช่นนี้ได้ เราจำเป็นต้อง
1.1    ฟัง  เราจะสอนผู้อื่นให้ว่ายน้ำได้อย่างไรหากตัวเราเองยังว่ายน้ำไม่เป็น  และเราจะประกาศข่าวดีให้ผู้อื่นได้อย่างไรหากตัวเราเองยังไม่ได้รับข่าวดี  ภาษิตละตินจึงกล่าวไว้ว่า “ไม่มีใครสามารถให้สิ่งที่ตนไม่มีได้” (Nemo dat quod non habet.)
เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องปลีกตัวจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวันเพื่อจะได้อยู่ตามลำพังกับพระเยซูเจ้า เผื่อว่าในยามที่ชีวิตของเรามืดมนพระองค์จะตรัสกับเรา หรือในยามโดดเดี่ยวอ้างว้างพระองค์จะกระซิบกับเรา หาไม่แล้วเราจะเอาความจริงอะไรไปประกาศแก่ผู้อื่น
1.2    พูด  เราต้องพูดสิ่งที่ได้ยินจากพระเยซูเจ้า แม้ว่าการพูดนั้นจะทำให้ผู้อื่นเกลียดชังเราหรืออาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตก็ตาม
เราไม่ต้องกลัวแม้แต่ความตายเพราะการตัดสินของพระเจ้าอยู่เหนือการตัดสินที่ผิดพลาดของมนุษย์  พระองค์จะทรงแก้ไขและทำให้ “ความจริงมีชัย” ในที่สุด

2.     “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย” (มธ 10:28)
โทษสูงสุดเท่าที่มนุษย์สามารถหยิบยื่นให้เราได้ก็คือความตายฝ่ายกาย ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลยกับชะตากรรมของผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า
เพราะฉะนั้นพระเยซูเจ้าจึงตรัสสั่งว่า “จงกลัวผู้ที่ทำลายทั้งกายและวิญญาณให้พินาศไปในนรก” (มธ 10:28) และผู้ที่สามารถกระทำเช่นนั้นได้ก็คือพระเจ้า
หากฟังเผินๆ  ดูเหมือนพระเจ้าจะน่ากลัวมากกว่ามนุษย์เสียอีก !
แต่เบื้องหลังคำสอนของพระองค์ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อของชาวยิวที่ว่า “พระเจ้าทรงอำนาจเหนือชีวิตและความตาย ทรงนำมนุษย์ลงไปยังประตูแดนมรณะ และให้เขากลับขึ้นมาอีก  มนุษย์ใจร้ายอาจฆ่าคนได้ แต่จะนำลมหายใจที่ออกจากร่างไปแล้วกลับมาอีกไม่ได้ และไม่อาจนำวิญญาณที่ถูกจองจำในแดนมรณะให้เป็นอิสระได้” (ปชญ 16:13-14)
จากความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงมีอำนาจเหนือมนุษย์  เอเลอาซาร์ผู้เป็นธรรมาจารย์คนสำคัญของชาวยิวจึงยอมสละชีวิตแทนการกินเนื้อหมูซึ่งเป็นสิ่งผิดธรรมบัญญัติ  ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าอาจพ้นโทษทัณฑ์ของมนุษย์ได้ แต่จะหนีไม่พ้นพระหัตถ์ของพระผู้ทรงสรรพานุภาพได้เลย ไม่ว่าข้าพเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว  ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงสละชีวิตอย่างกล้าหาญ ณ บัดนี้ เพื่อแสดงว่าข้าพเจ้าสมควรกับวัยชรา จะได้เป็นตัวอย่างที่มีเกียรติให้เยาวชนเห็นว่าควรเต็มใจตายอย่างกล้าหาญเพื่อธรรมบัญญัติศักดิ์สิทธิ์น่าเคารพ” (2 มคบ 6:26-28)
จาก “กลัวผิดธรรมบัญญัติ” รับบีโยคานานได้พัฒนาความคิดไปสู่ “กลัวนรก”  ท่านจึงอดร้องไห้ไม่ได้เมื่อเห็นบรรดาศิษย์มาเยี่ยมยามป่วยหนัก จนพวกศิษย์ต้องถามว่า “โอ้ท่านผู้เป็นเสาหลักและเป็นแสงสว่างของอิสราเอล ทำไมท่านจึงร้องไห้เล่า ?”  รับบีโยคานานตอบว่า “ถ้าข้าพเจ้ากำลังถูกนำไปอยู่ต่อหน้ากษัตริย์ผู้ซึ่งวันนี้อยู่ที่นี่แต่พรุ่งนี้ก็ไปอยู่ในหลุมศพ  ผู้ซึ่งวันนี้อาจพิโรธ อาจจำคุก หรืออาจประหารชีวิตข้าพเจ้าได้แต่ก็ไม่ใช่โทษหรือความตายตลอดนิรันดร  อีกทั้งข้าพเจ้ายังมีโอกาสเอาใจหรือติดสินบนพระองค์ได้  ลำพังอยู่ต่อหน้ากษัตริย์เช่นว่านี้ก็น่าร้องไห้อยู่แล้ว  แต่นี่ข้าพเจ้ากำลังจะถูกนำตัวไปอยู่เบื้องพระพักตร์ของกษัตริย์แห่งบรรดากษัตริย์ทั้งหลาย ต่อหน้าองค์พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงเจริญชีพตลอดนิรันดร  หากพระองค์ทรงลงโทษข้าพเจ้า โทษนั้นคงอยู่ชั่วนิรันดรและข้าพเจ้าก็ไม่มีทางติดสินบนได้ด้วย  ขณะนี้ข้าพเจ้าอยู่ต่อหน้าทางสองแพร่ง ทางหนึ่งนำไปสวนเอเดน อีกทางหนึ่งนำไปสู่นรก ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าจะถูกนำไปทางไหน  อย่างนี้จะไม่ให้ข้าพเจ้าร้องไห้ได้อย่างไร ?”
ความกลัวแบบรับบีโยคานานได้สืบทอดต่อมาในพระศาสนจักรตราบจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากคริสตชนจำนวนไม่น้อยที่ “ไม่ทำบาป” เพราะ “กลัวตกนรก”
เราเรียกความกลัวเช่นนี้ว่า “ความกลัวอันศักดิ์สิทธิ์” (holy fear) ซึ่งแม้จะศักดิ์สิทธิ์เพราะช่วยป้องกันเราไม่ให้ทำบาป แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังเป็นความกลัวอยู่ดี
หันกลับไปดูชาวยิว ใช่ว่าพวกเขาจะคิดถึงแต่ “ความกลัว” จนลืมเรื่อง “ความรัก”  พวกเขาสอนว่า “ผู้ที่ทำทุกสิ่งด้วยความรักจะได้รับรางวัลสองเท่าและสี่เท่า  จงทำทุกสิ่งด้วยความรัก เพราะที่ใดมีความรักก็ไม่มีความกลัวและที่ใดมีความกลัวก็ไม่มีความรัก เว้นแต่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า”
แปลว่าความสัมพันธ์กับพระเจ้าจะประกอบด้วยความรักหรือความกลัวเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้  จำเป็นต้องประกอบด้วย “ทั้งความรักและความกลัว”
นั่นคือ เราไม่ได้กลัวว่าพระเจ้าจะลงโทษเรา แต่เรากลัวว่าจะทำให้พระองค์เสียพระทัยหากเราปฏิเสธความรักของพระองค์ด้วยการทำบาป !!
เราเรียกความรักและความกลัวที่จะสูญเสียความรักเช่นนี้ว่า “ความเคารพยำเกรงพระเจ้า” ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับ “ความกลัวตกนรก”
คำสอนของพระเยซูเจ้าจึงแปลความได้ว่า “อย่ากลัวมนุษย์ผู้ฆ่าได้แต่กาย แต่จงเคารพยำเกรงพระเจ้าผู้ทรงรักโลกและทรงมีอำนาจเหนือชีวิตและความตายชั่วนิรันดร”
อีกประเด็นหนึ่งคือพระวาจาที่ว่า “จงกลัวผู้ที่ทำลายทั้งกายและวิญญาณให้พินาศไปในนรก” นั้น ยังแฝงความหมายว่า นอกจากความผิดที่ทำให้ร่างกายของเราพินาศแล้ว ยังมีความผิดที่สามารถทำลายทั้งกายและวิญญาณให้พินาศไปในนรกด้วย และหนึ่งในความผิดนั้นก็คือ “ความไม่ซื่อสัตย์”
ในยามสงคราม มีบางคนรักษาชีวิตของตนโดยยอมทรยศประเทศชาติหรือผู้ร่วมงาน  จริงอยู่เขาอาจรอดชีวิตได้ แต่เขาจะสู้หน้าตัวเอง สู้หน้ามนุษย์ หรือสู้หน้าพระเจ้าได้อย่างไรกัน
หรือคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อครอบครัวหรือกระแสเรียกของตนย่อมตระหนักดีว่า การ “มีชีวิต” แต่ “ไม่มีชีวา” นั้นเป็นอย่างไร ?!
ส่วนผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้านั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง !

3.     อย่ากลัวเพราะ “ท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกจำนวนมาก” (มธ 10:31)
มัทธิวบันทึกพระวาจาของพระเยซูเจ้าไว้ว่า “นกกระจอกสองตัว เขาขายกันเพียงหนึ่งบาทมิใช่หรือ” (มธ 10:29) ส่วนลูกาแตกต่างออกไปคือ “นกกระจอกห้าตัวราคาขายสองบาทมิใช่หรือ” (ลก 12:6)
ความแตกต่างนี้มิใช่เรื่องแปลกเพราะถ้าซื้อนกสองบาทคนขายย่อมแถมให้อีกหนึ่งตัว  แต่ที่แปลกคือนกตัวที่ได้รับเป็นของแถมซึ่งชาวยิวถือว่าไม่มีราคาและไร้ค่านั้น กลับมีค่าอย่างยิ่งสำหรับพระเยซูเจ้า  พระองค์ตรัสว่า “ไม่มีนกสักตัวเดียวที่ตกถึงพื้นดินโดยที่พระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ” (มธ 10:29)
สิ่งที่น่าสังเกตจากพระวาจาของพระองค์คือคำกรีก “พีพโต” (piptō) ซึ่งแปลว่า “ตก” นั้น มิได้หมายถึงตกลงมาตายลูกเดียว แต่หมายถึงร่อนลงสู่พื้นโดยยังมีชีวิตอยู่ด้วย
อีกข้อสังเกตหนึ่งคือคำว่า “ไม่ทรงเห็นชอบ”  หากแปลตรงตัวตามภาษากรีกก็คือ “ไม่ทรงทราบ”
ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่า พระเจ้าทรงรับทราบและทรงเอาพระทัยใส่ในนกกระจอกทุกตัวแม้ในตัวที่มนุษย์เห็นว่าไร้ค่า  ทั้งนี้มิใช่เฉพาะช่วงเวลาสำคัญอย่างเช่นวินาทีแห่งความเป็นความตายเท่านั้น แต่ทรงสนพระทัยในรายละเอียดทุกขณะจิต ทั้งขณะบินขึ้น ร่อนลง หรือแม้แต่เวลากระโดดโลดเต้นอยู่บนพื้น
เพราะฉะนั้น  “อย่ากลัวเพราะท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกมากนัก” !!!

2. ผู้ที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะยอมรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดา
คริสตชนใดที่ซื่อสัตย์ต่อพระเยซูเจ้าในโลกนี้ พระองค์จะซื่อสัตย์ต่อผู้นั้นในโลกหน้า  และผู้ใดภูมิใจรับพระองค์เป็นเจ้านายในโลกนี้ พระองค์จะภูมิใจรับผู้นั้นเป็นข้ารับใช้ของพระองค์ในโลกหน้า
หากคริสตชนยุคเริ่มแรกไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานและความตายเพื่อยืนยันความเชื่อในพระองค์  วันนี้เราอาจไม่มีพระศาสนจักรแล้วก็ได้
เพราะความซื่อสัตย์อันไม่สั่นคลอนคือรากฐานของพระศาสนจักร
ตรงกันข้ามกับผู้ที่ซื่อสัตย์ก็คือ “ผู้ที่ไม่ยอมรับพระองค์ต่อหน้ามนุษย์ พระองค์ก็จะไม่รับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของพระองค์ ผู้สถิตในสวรรค์ด้วย” (มธ 10:33)
เราอาจ “ไม่ยอมรับพระองค์ต่อหน้ามนุษย์” ได้ดังนี้
1.    ด้วยการพูด
บางคนพูดเหมือนไม่เต็มใจยอมรับพระองค์ เช่น “ฉันเป็นคริสตังเพราะพ่อแม่นำไปล้างบาปตั้งแต่เด็ก” หรือ “ผมเป็นคริสตังก็เพราะต้องการแต่งงาน”
บางคนเมื่อถูกถามว่าเป็นคริสตังหรือไม่ก็ตอบว่า “ใช่ แต่ไม่เคร่งนัก” ซึ่งส่อว่าคนเหล่านี้ไม่ต้องการให้ความเป็นคริสตังเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเวลาเข้าสังคมหรือเวลาพักผ่อนหย่อนใจตามที่เขารักเขาชอบ  พวกเขาต้องการให้ทุกอย่างเหมือนเดิมราวกับว่าพระเยซูเจ้ามิได้มีความหมายอันใดต่อชีวิตของพวกเขาเลย
แต่คริสตชนจะยอมปล่อยให้โลกของตนเป็นเหมือนเดิมหรือจะยอมทำตนให้กลมกลืนไปกับโลกไม่ได้  เพราะหน้าที่ของเราคริสตชนคือ “ทำให้โลกดีขึ้น” ตามแนวทางของพระคริสตเจ้า
2.    ด้วยการเงียบ
ต้องยอมรับว่าหลายครั้ง “ความเงียบ” ทำร้ายจิตใจคนได้มากกว่า “คำพูด” เสียอีก  นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งเล่าว่า เมื่อเขาพาภรรยาสาวเข้าบ้าน ทุกคนในครอบครัวแสดงอาการไม่ยอมรับอย่างเห็นได้ชัด บางคนถึงกับพูดวิพากษ์วิจารณ์ให้ได้ยินแบบเสีย ๆ หาย ๆ  แต่ภายหลังภรรยาของเขากลับเขียนว่าทั้งชีวิตของเธอต้องทนทุกข์อยู่กับ “ความน่ากลัวของสิ่งที่ไม่ได้พูด”
น่าเสียดายที่ “ความน่ากลัวของสิ่งที่ไม่ได้พูด” ได้แทรกซึมเข้ามาในชีวิตของเราคริสตชนด้วย  กี่ครั้งกี่คราที่เรามีโอกาสพูดเพื่อพระเยซูเจ้า เพื่อคัดค้านสิ่งที่ผิด หรือเพื่อแสดงจุดยืนว่าเราอยู่ฝ่ายใด  แต่เรากลับปล่อยให้โอกาสเหล่านี้หลุดลอยไป
เรา “เงียบ” แทนที่จะ “พูด”
และจริง ๆ แล้วมนุษย์เราปฏิเสธพระองค์ด้วยการ “เงียบ” มากกว่าการพูดหรือกระทำเสียอีก
3.    ด้วยการกระทำ
บ่อยครั้งเราดำเนินชีวิตสวนทางกับความเชื่อที่เราประกาศยืนยัน
เราเชื่อข่าวดีเรื่องความบริสุทธิ์ แต่กลับทำผิดและทำลายชื่อเสียงเกียรติยศของตนเองด้วยการไม่ซื่อสัตย์ต่อภรรยาและครอบครัว
เราประกาศว่าจะแบกกางเขนติดตามพระองค์ แต่กลับมัววุ่นวายอยู่กับการแสวงหาความสะดวกสบายใส่ตน
เราสัญญาว่าจะรับใช้พระองค์ผู้ทรงประทานการอภัย แต่เรากลับจดจำความผิด เคียดแค้น และจองเวรผู้อื่น
บางคนเพ่งสายตาอยู่ที่พระเยซูเจ้าผู้ทรงยอมพลีชีพเพราะรักมนุษย์  แต่กลับดำเนินชีวิตราวกับไม่เคยรู้ว่า “การรับใช้แบบคริสตชน”, “ความรักแบบคริสตชน” หรือ  “น้ำใจแบบคริสตชน” นั้นเป็นอย่างไร ?!

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help