วันอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลปัสกา
ข่าวดี ยอห์น 14:1-12
(1)ใจของท่านทั้งหลายจงอย่าหวั่นไหวเลย จงเชื่อในพระเจ้า และเชื่อในเราด้วย (2)ในบ้านพระบิดาของเรามีที่พำนักมากมาย ถ้าไม่มีเราคงบอกท่านแล้ว เรากำลังไปเตรียมที่ให้ท่าน (3)และเมื่อเราไปและเตรียมที่ให้ท่านแล้วเราจะกลับมารับท่านไปอยู่กับเราด้วย เพื่อว่าเราอยู่ที่ใดท่านทั้งหลายจะอยู่ที่นั่นด้วย (4)ที่ที่เราจะไปนั้น ท่านรู้จักหนทางแล้ว (5)โทมัสทูลว่า “พระเจ้าข้า พวกเราไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ใด แล้วจะรู้จักหนทางได้อย่างไร” (6) พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า เราเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต ไม่มีใครไปเฝ้าพระบิดาได้นอกจากผ่านทางเรา (7) ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเราท่านก็รู้จักพระบิดาของเราด้วย บัดนี้ ท่านก็รู้จักพระบิดาและเห็นพระองค์แล้ว (8)ฟิลิปทูลว่า “พระเจ้าข้า โปรดทำให้พวกเราได้เห็นพระบิดาเถิด เท่านี้ก็พอแล้ว” พระเยซูเจ้าตรัสว่า (9) “ฟิลิปเอ๋ย เราอยู่กับท่านมานานเพียงนี้แล้ว ท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ” ‘ผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดาด้วย ท่านพูดได้อย่างไรว่า “โปรดทำให้พวกเราได้เห็นพระบิดาเถิด” (10)ท่านไม่เชื่อหรือว่าเราดำรงอยู่ในพระบิดา และพระบิดาทรงดำรงอยู่ในเรา วาจาที่เราบอกกับท่านทั้งหลายนี้เรามิได้พูดตามใจของเรา แต่พระบิดาผู้สถิตในเราทรงกระทำกิจการของพระองค์ (11)ท่านทั้งหลายจงเชื่อเราเถิดว่า เราดำรงอยู่ในพระบิดา และพระบิดาก็ทรงดำรงอยู่ในเรา หรืออย่างน้อยท่านทั้งหลายจงเชื่อเพราะกิจการเหล่านี้เถิด (12)เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่เชื่อในเรา ก็จะทำกิจการที่เรากำลังทำอยู่ด้วย และจะทำกิจการที่ใหญ่กว่านั้นอีก เพราะเรากำลังจะไปเฝ้าพระบิดา
1. “จงเชื่อในเรา”
พระเยซูเจ้ากำลังจะจากบรรดาศิษย์เพื่อกลับไปเฝ้าพระบิดาในเร็ว ๆ นี้ พระองค์ทรงทราบดีว่าจิตใจของพวกศิษย์กำลังว้าวุ่น กังวล และมืดมนแปดด้าน จึงทรงเตือนสติพวกเขาว่า “ใจของท่านทั้งหลายจงอย่าหวั่นไหวเลย จงเชื่อในพระเจ้า และเชื่อในเราด้วย” (ยน 14:1)
แน่นอนว่าเราเคยผ่านประสบการณ์ชีวิตที่มืดมนสุดขีดดังที่บรรดาศิษย์กำลังเผชิญอยู่ จนบางครั้งเราจำต้องยอมเชื่อในสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้และยอมรับในสิ่งที่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจ ในช่วงเวลาอันมืดมิดเช่นนี้ หากเราเชื่อว่าชีวิตมีเป้าหมาย และเป้าหมายนี้กำหนดโดย “พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก” จิตใจของเราจะไม่หวั่นไหว เราจะสามารถทนในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทนได้ และจะมองเห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดนี้ได้
ความบรรเทาเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรา “เชื่อในพระเจ้า” และ “เชื่อในพระเยซูเจ้า”
พระเยซูเจ้าทรงน่าเชื่อถืออย่างยิ่งเพราะว่า
1. พระองค์ทรงจริงใจ เมื่อกล่าวถึงที่พำนักในบ้านของพระบิดา พระองค์ตรัสตรงไปตรงมาว่า “ถ้าไม่มี เราจะบอกท่านหรือว่าเรากำลังไปเตรียมที่ให้ท่าน ?” (ยน 14:2)
ก่อนหน้านี้พระองค์ตรัสอยู่เสมอว่าชีวิตคริสตชนต้องละทิ้งความสะดวกสบาย “สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรแห่งมนุษย์ไม่มีที่จะวางศีรษะ” (ลก 9:57-58) ต้องพบกับการกดขี่ข่มเหง ความเกลียดชัง การลงโทษ “เราส่งท่านไปเหมือนแกะในฝูงสุนัขป่า... เขาจะมอบท่านที่ศาลและเฆี่ยนท่านในศาลาธรรมของเขา... พี่จะฟ้องน้อง น้องจะฟ้องพี่ให้ต้องโทษถึงตาย พ่อจะฟ้องลูก ลูกจะลุกขึ้นกล่าวโทษพ่อแม่ให้ถึงตาย คนทั้งปวงจะเกลียดชังท่านเพราะนามของเรา” (มธ 10:16-22) และต้องแบกกางเขน “ถ้าผู้ใดอยากตามเรา ก็จงเลิกคิดถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตน และติดตามเรา” (มธ 16:24) ซึ่งล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงความจริงใจของพระองค์
พระองค์ไม่เคยใช้เล่ห์เหลี่ยมติดสินบนผู้ใดให้ติดตามพระองค์ด้วยการสัญญาว่าจะประทานตำแหน่งใหญ่โต ชื่อเสียงเกียรติยศ ความสะดวกสบาย หรือความมั่งคั่งใด ๆ เลย
เมื่อพระองค์ทรงจริงใจเช่นนี้ วาจาทุกถ้อยคำของพระองค์จึงน่าเชื่อถือและวางใจได้อย่างเต็มเปี่ยม !
2. พระองค์ทรงรับประกันความปลอดภัย เพราะทรงเป็น “ผู้เสด็จล่วงหน้า” (ฮบ 6:20) ซึ่งตรงกับ prodromos (ปรอ-ดรอ-มอส) ในภาษากรีก
ชาวกรีกใช้คำ prodromos เพื่อหมายถึงหน่วยลาดตระเวนในกองทัพ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางล่วงหน้าให้แน่ใจว่าปลอดภัย จึงให้กองทัพที่เหลือติดตามไป
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เรากำลังไปเตรียมที่ให้ท่าน” (ยน 14:2) ซึ่งเท่ากับทรงเป็น prodromos ผู้เสด็จล่วงหน้าไปก่อนเราเพื่อทำให้แน่ใจว่าทุกคนที่ติดตามพระองค์จะได้รับความปลอดภัย
พระองค์ทรงพิถีพิถันในรายละเอียดทุกขั้นตอน เราจึงเชื่อและวางใจพระองค์ได้เต็มเปี่ยม
เหลือเพียงขั้นสุดท้ายคือ เราจะก้าวเดินตามพระองค์หรือไม่เท่านั้น ?!
3. พระองค์คือผู้ชนะ พระองค์ตรัสว่า “เราจะกลับมา” (ยน 14:3) ซึ่งหมายถึงการเสด็จมาครั้งที่สองในฐานะผู้พิชิตและเป็นกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล เพื่อรับเราไปอยู่กับพระองค์
น่าเสียดายที่แทบไม่มีผู้ใดสนใจเรื่องการเสด็จกลับมาของพระองค์ ซ้ำร้ายบางคนยังดำเนินชีวิตราวกับว่าพระองค์จะไม่มีวันเสด็จกลับมาอีกและตนเองจะอยู่ค้ำฟ้า
เรารู้ดีว่าพระองค์ทรงจริงใจและทุกถ้อยคำของพระองค์เชื่อถือได้ เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เราจะกลับมา” แปลว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอย่างผู้ชนะจริง ๆ
เราไม่อยากอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้ชนะหรือ ?!
4. พระองค์คือสวรรค์ เพราะทรงตรัสว่า “เพื่อว่าเราอยู่ที่ใด ท่านทั้งหลายจะอยู่ที่นั่นด้วย” (ยน 14:3)
นี่คือคำจำกัดความของสวรรค์ที่ซื่อและง่ายที่สุดเท่าที่พระองค์ทรงสอนเรา
สวรรค์คือ “การได้อยู่กับพระเยซูเจ้าตลอดไป”
เมื่อเรารักใครแบบสุดหัวใจสักคน เราจะมีชีวิตจริง ๆ ก็ต่อเมื่อได้อยู่กับคนคนนั้นมิใช่หรือ กับพระเยซูเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกัน !
จากเหตุผลที่พระองค์ทรงบอกเราทั้งสี่ประการ จึงไม่มีเหตุอันใดที่จะปล่อยให้ชีวิตและจิตใจของเราหวั่นไหวเพราะไม่ยอมเชื่อพระองค์ !!!
2. “เราเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต”
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “เราอยู่กับท่านอีกไม่นาน แล้วเราจะกลับไปหาพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา” (ยน 7:33) ซึ่งก็คือพระบิดา แต่จนแล้วจนรอดพวกศิษย์ก็ยังไม่เข้าใจ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อตรัสถึง “กางเขน” ซึ่งเป็นหนทางที่พระองค์ทรงเลือกเพื่อใช้กลับไปหาพระบิดา พวกเขายิ่งไม่เข้าใจหนักเข้าไปอีก
ในบรรดาศิษย์ทั้งหมด มีโทมัสเพียงคนเดียวที่ยอมรับตรงไปตรงมาว่าตนไม่เข้าใจและสงสัย จึงทูลถามพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า พวกเราไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ใด แล้วจะรู้จักหนทางได้อย่างไร” (ยน 14:5)
ความสงสัยของโทมัสมิใช่เรื่องเลวร้ายหรือน่าละอายแต่อย่างใด แต่กลับนำไปสู่คำตอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่พระเยซูเจ้าเคยตรัสไว้ นั่นคือ “เราเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต” (ยน 14:6)
นอกจากยิ่งใหญ่สำหรับพระองค์เองแล้ว คำตอบนี้ยังยิ่งใหญ่มากสำหรับเรา และยิ่งใหญ่มากกว่าอีกสำหรับชาวยิว เพราะทรงรวมความคิดอันเป็นพื้นฐานของศาสนายิวให้สำเร็จเป็นจริงในพระองค์แต่เพียงผู้เดียว
1. “หนทาง” ของพระเจ้าคือสิ่งที่ชาวยิวทุกคนต้องเดินตาม
พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงจำใส่ใจ และปฏิบัติตามที่พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทรงบัญชาแก่ท่าน อย่าหันไปทางขวาหรือทางซ้ายเลย แต่จงเดินตามทางซึ่งพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทรงบัญชาท่านไว้ทุกประการ” (ฉธบ 5:32-33)
ผู้นิพนธ์เพลงสดุดีวอนขอพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ โปรดทรงสอนข้าพเจ้าให้รู้จักทางของพระองค์” (สดด 27:11)
ชาวยิวปรารถนาจะรู้จักและเดินตามหนทางของพระเจ้า บัดนี้พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเป็นหนทาง” !!
เพื่อจะเข้าใจคุณค่าของคำว่า “เราเป็นหนทาง” ขอให้นึกภาพว่าเรามาจากต่างจังหวัดและกำลังหลงทางอยู่ในกรุงเทพฯ หลังจากสอบถามตำรวจจราจรนายหนึ่งก็ได้รับคำตอบว่า “ตรงไปแล้วเลี้ยวขวาตรงสัญญาณไฟแดงที่สอง ผ่านสวนอัมพร ข้ามลานกว้างที่มีรูปคนขี่ม้า ผ่านหน้าวัดแล้วเลี้ยวซ้าย คุณจะพบถนนที่ต้องการตรงสี่แยกที่สาม” เราคงงงแน่
โชคดีที่พระเยซูเจ้ามิได้เป็นเพียงคนบอกทางแบบตำรวจจราจร แต่ทรงเป็น “หนทาง” ด้วยพระองค์เอง นั่นหมายความว่า พระองค์ทรงจูงมือเรา ทรงนำทางเรา ประทานพละกำลังแก่เรา และทรงแนะนำทุกสิ่งแก่เราทุกวัน จนกว่าเราจะบรรลุเป้าหมาย
นี่คือความรักอันยิ่งใหญ่สูงสุดของพระองค์ !
2. “ความจริง” เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชาวยิวเพียรพยายามแสวงหาและวอนขอจากพระเจ้า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอพระองค์ทรงสอนข้าพเจ้าให้รู้วิถีทางของพระองค์ ข้าพเจ้าจะได้ดำเนินชีวิตในความสัตย์จริงของพระองค์” (สดด 86:11) และ “ข้าพเจ้าเลือกหนทางแห่งความจริง” (สดด 119:30)
ใช่ ชาวยิวแสวงหาความจริงโดยเฉพาะความจริงทางด้านศีลธรรม จึงมีรับบีจำนวนมากออกมาสอนเรื่องกฎเกณฑ์ต่าง ๆ
แต่การสอนความจริงทางด้านศีลธรรมนั้นแตกต่างจากการสอนวิชาอื่น ๆ เช่น พลศึกษา เรขาคณิต หรือภาษาอังกฤษ ซึ่งอุปนิสัยและความประพฤติของครูผู้สอนไม่มีผลต่อเนื้อหาที่สอนมากนัก
ตรงกันข้าม เราไม่อาจเอาคนที่ผิดลูกผิดเมียผู้อื่นมาสอนเรื่องความบริสุทธิ์ เอาคนโลภมากมาสอนเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือเอาคนที่ครอบงำกดขี่ผู้อื่นมาสอนเรื่องความสุภาพถ่อมตน เพราะความจริงด้านศีลธรรมจะสอนด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องสอนด้วยแบบอย่างที่ดีด้วยจึงจะบังเกิดผล
รับบีอาจพูดได้ว่า “เราได้สอนความจริงแก่ท่าน” แต่มีเพียงพระเยซูเจ้าเท่านั้นที่พูดได้ว่า “เราเป็นความจริง”
พระองค์ไม่เพียงสอนความจริงด้านศีลธรรมแก่เรา แต่หลักศีลธรรมได้บรรลุความครบครันขั้นสูงสุดในพระองค์
เราจึงมั่นใจได้ว่าเมื่อเดินตามพระองค์แล้ว เราจะบรรลุเป้าหมายขั้นสูงสุดอย่างแน่นอน !
3. “ชีวิต” คือสิ่งสูงสุดที่ชาวยิวแสวงหา พวกเขาอธิษฐานว่า “พระองค์จะทรงสอนข้าพเจ้าให้รู้จักหนทางแห่งชีวิต” (สดด 16:11) และเชื่อว่า “ผู้ที่รับฟังคำสั่งสอนก็อยู่ในหนทางสู่ชีวิต” (สภษ 10:17)
เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเป็นชีวิต” จึงหมายความว่าชาวยิวและเราทุกคนจะมีชีวิตอย่างแท้จริงและมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเจริญชีวิตร่วมกับพระองค์เท่านั้น
การเจริญชีวิตร่วมกับพระองค์ย่อมหมายรวมถึง การคิดเหมือนพระองค์ ปรารถนาเหมือนพระองค์ และดำเนินชีวิตเหมือนพระองค์
ชีวิตเหมือนพระเยซูเจ้าคือชีวิตที่มีคุณค่าและเป็นสุขอย่างแท้จริง !
3. “ผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดา”
อาจกล่าวได้ว่าคำพูดนี้ทำให้คนสมัยก่อนงุนงงมากที่สุด เพราะชาวกรีกถือว่าพระเจ้า “มองไม่เห็น” ส่วนชาวยิวเองก็เชื่อว่า “ไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถมองเห็นพระเจ้าได้” แม้แต่โมเสสซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า พระองค์ยังตรัสว่า “ท่านจะได้เห็นด้านหลังของเรา แต่ท่านจะไม่เห็นหน้าของเรา” (อพย 33:23)
มนุษย์สมัยก่อนจึงถูกบีบบังคับให้อยู่กับพระเจ้าที่อยู่เหนือธรรมชาติ เหนือมนุษย์ และอยู่ไกลสุดเอื้อมจากมนุษย์ จนไม่มีใครเคยคิดว่าจะได้เห็นพระเจ้า ด้วยความปรารถนาอย่างยิ่ง ฟิลิปจึงทูลว่า “พระเจ้าข้า โปรดทำให้พวกเราได้เห็นพระบิดาเถิด เท่านี้ก็พอแล้ว” (ยน 14:8)
พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดา” (ยน 14:9) ซึ่งหมายความว่าเห็นพระองค์ก็เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นเช่นใด เพราะพระองค์คือ “พระเจ้าผู้ทรงเจริญชีวิตท่ามกลางมนุษย์”
นับจากนี้ไป พระเจ้ามิได้อยู่ห่างไกลจากเราอีกต่อไป แต่ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเราและทรงเจริญชีวิตดุจเดียวกับเรา
1. พระองค์ทรงอาศัยในบ้านธรรมดาๆ และในครอบครัวธรรมดาๆ ที่นาซาเร็ธ ไม่ใช่ในพระราชวังที่ใหญ่โตหรูหรา ในพระเยซูเจ้า พระเจ้าทรงทำให้การเกิดของมนุษย์ วัยเด็กของมนุษย์ บ้านของมนุษย์ และครอบครัวของมนุษย์ศักดิ์สิทธิ์ไป
2. พระองค์ทรงทำงานเหมือนเรา ทรงเป็นช่างไม้ที่กรากกรำงานหนัก ต้องพบกับลูกค้านิสัยต่างๆ บางคนช่างบ่น บางคนเบี้ยวหนี้
ในอดีต พระธรรมเก่าสอนว่า “งานคือผลของบาปกำเนิด” (ปฐก 3:19) แต่พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่า “งานคือพระสิริรุ่งโรจน์” เพราะพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ทรงสัมผัสงานหนักเช่นเดียวกัน
3. พระองค์ทรงถูกทดลอง และต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อชัยชนะเฉกเช่นเดียวกับเรา พระเจ้าจึงเข้าใจปัญหาและสามารถช่วยเราได้ทุกคน
4. พระองค์ทรงรักมนุษย์ กระทั่งยอมเจ็บปวดรวดร้าวดวงพระทัย ส่วนร่างกายก็ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสจนสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากสำหรับผู้คนสมัยก่อนที่พระเจ้าไม่ทรงลงโทษมนุษย์ผู้ทรยศ แต่กลับยอมสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยเรามนุษย์ให้กลับมาคืนดีกับพระองค์
นี่คือพระเจ้าที่เราเห็นในองค์พระเยซูเจ้า !!
และเพื่อมิให้ชาวยิวไขว้เขวจากความเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียว (Monotheism) พระองค์จึงตรัสว่า “วาจาที่เราบอกกับท่านทั้งหลายนี้เรามิได้พูดตามใจของเรา แต่พระบิดาผู้สถิตในเราทรงกระทำกิจการของพระองค์” (ยน 14:10)
ความหมายคือ พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าองค์ที่สองเพราะทุกสิ่งที่ทรงคิด ทรงพูด หรือทรงกระทำล้วนเป็นกิจการของพระบิดาเจ้า พระองค์จึงเรียกร้องว่า “ท่านทั้งหลายจงเชื่อเราเถิดว่า เราดำรงอยู่ในพระบิดา และพระบิดาก็ทรงดำรงอยู่ในเรา หรืออย่างน้อยท่านทั้งหลายจงเชื่อเพราะกิจการเหล่านี้เถิด” (ยน 14:11)
“กิจการเหล่านี้” ที่พระองค์ตรัสถึงคือ
1. คำพูด เมื่อได้ฟังพระวาจาของพระองค์ เราสามารถตระหนักได้ทันทีว่านี่คือคำสอนของพระเจ้าเอง เพราะเนื้อหานั้นประเสริฐที่สุด ลึกซึ้งที่สุด เป็นจริงที่สุด และนำความสุขใจที่สุดมาสู่เรา ลำพังมนุษย์ย่อมไม่มีทางสอนเช่นนี้ได้
2. การกระทำ ดังที่ทรงตรัสกับศิษย์ของยอห์นว่า “จงไปบอกยอห์นถึงสิ่งที่ท่านได้ยินและได้เห็น คนตาบอดกลับแลเห็น คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายจากโรค คนหูหนวกได้ยิน คนตายกลับคืนชีพ คนยากจนได้รับการประกาศข่าวดี” (มธ 11:4-5) และผู้ที่สามารถเปลี่ยนคนที่บกพร่องให้เป็นคนดีได้เช่นนี้ก็มีแต่ “พระเจ้า” เท่านั้น !
ทั้งคำพูดและการกระทำของพระองค์จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “ผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดา”
4. “ผู้ที่เชื่อในเรา จะทำกิจการที่ใหญ่กว่านั้นอีก”
นี่คือคำมั่นสัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะให้เราทำงานที่ยิ่งใหญ่กว่าพระองค์เสียอีก
จริงอยู่พระศาสนจักรเริ่มแรกได้รักษาโรคภัยไข้เจ็บมากมาย (คร 12:9, 28, 30; ยก 5:14) แต่นี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำตลอดชีวิต อย่างนี้จะเรียกว่าบรรดาอัครสาวกได้ทำกิจการที่ยิ่งใหญ่กว่าพระองค์ได้อย่างไร ?
แต่เมื่อกาลเวลายิ่งผ่านพ้นไปมากเท่าใด ข้อเท็จจริงยิ่งพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงรักษาคำมั่นสัญญาทุกประการ
1. เรารักษาโรคภัยไข้เจ็บได้มากขึ้น อาศัยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ ทุกวันนี้เราสามารถทำศัลยกรรม บำบัดรักษา และผลิตยารักษาโรคได้มากมายชนิดที่ผู้คนในสมัยพระเยซูเจ้าได้แต่อ้าปากค้างร้องว่า “อัศจรรย์ !”
เบื้องหลังความก้าวหน้าเหล่านี้คือความเสียสละ ความทุ่มเทชีวิตจิตใจ และการยอมเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อค้นคว้าวิจัยของผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก
ไม่ว่าพวกเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เป็นพระเยซูเจ้าเองที่ตรัสกับพวกเขาผ่านทางพระจิตของพระองค์ว่า “พวกท่านต้องช่วยกันรักษาคนเหล่านี้ มันเป็นทั้งเกียรติยศและความรับผิดชอบของท่านที่จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือพวกเขา”
พระองค์คือผู้อยู่เบื้องหลังความเจริญก้าวหน้าเหล่านี้ จนว่าทุกวันนี้ เราสามารถทำสิ่งที่ผู้คนในสมัยของพระองค์ได้แต่ฝันถึงเท่านั้น
2. ทุกวันนี้คริสตศาสนาแผ่ขยายไปทั่วโลก ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ พระเยซูเจ้าไม่เคยเสด็จไปประกาศข่าวดีนอกแผ่นดินปาเลสไตน์เลย เพราะข้อจำกัดของร่างกายทำให้พระองค์ต้องจำกัดวงอยู่เฉพาะภายในปาเลสไตน์ แต่เมื่อพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์และกลับเป็นขึ้นมา พระองค์ทรงเป็นอิสระจากข้อจำกัดของร่างกาย และพระจิตของพระองค์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วทุกแห่งหน
ทั้งนี้ โดยผ่านทางผู้ที่เชื่อในพระองค์ !

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.