วันอังคาร สัปดาห์ที่ 9 เทศกาลธรรมดา
พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก (มก 12:13-17)
เวลานั้น เขาได้ส่งชาวฟาริสีและคนบางคนที่เป็นฝ่ายของกษัตริย์เฮโรดมาพบพระเยซูเจ้า หมายจะจับผิดพระวาจาของพระองค์ คนเหล่านั้นทูลว่า “พระอาจารย์ พวกเรารู้ว่า ท่านเป็นคนเที่ยงตรง ไม่ลำเอียง ท่านไม่เห็นแก่หน้าใคร แต่สั่งสอนวิถีทางของพระเจ้าตามความจริง เป็นการถูกต้องหรือไม่ที่จะเสียภาษีแก่ซีซาร์ เราต้องเสียภาษีหรือไม่ต้องเสียภาษี” พระองค์ทรงทราบความเจ้าเล่ห์ของเขา จึงตรัสว่า “มาทดสอบเราทำไม เอาเงินเหรียญมาให้เราดูสักเหรียญหนึ่งซิ” เขาก็นำเงินเหรียญหนึ่งมาถวาย พระองค์จึงตรัสถามว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” เขาก็ตอบว่า “เป็นของซีซาร์” พระองค์จึงตรัสว่า “ของของซีซาร์จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้าก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด” คนเหล่านั้นต่างประหลาดใจในพระองค์
มก 12:13-17 อีกหนึ่งคำถามที่ถูกตั้งมาเพื่อจับผิดพระคริสตเจ้าคือ การจ่ายภาษีให้กับผู้กดขี่อาจถูกมองว่าเป็นการทรยศต่อชาวยิว ในขณะที่การไม่จ่ายภาษีจะทำให้ชาวโรมันเกิดความโกรธเคือง คำตอบของพระคริสตเจ้านั้นเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างผู้ที่มีความเชื่อกับอำนาจทางกฎหมาย กล่าวคือ ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ของคุณที่มีต่อบ้านเมือง เว้นแต่จะขัดแย้งกับสิ่งที่ต้องปฏิบัติต่อพระเจ้า ผู้ทรงเป็นเจ้านายเหนือทุกสิ่ง เป็นของใคร : พระวาจาของพระคริสตเจ้าทำให้นึกถึง “ภาพลักษณ์และความคล้ายคลึง” ของพระเจ้าที่จารึกอยู่ในทุกวิญญาณ (ปฐก 1:26) เหมือนที่มีรูปของซีซาร์จารึกอยู่บนเหรียญเงิน ภาพลักษณ์และความคล้ายคลึงกับพระเจ้าก็สะท้อนให้เห็นในตัวมนุษย์ เราจ่ายภาษีให้แก่ซีซาร์ แต่เราต้องมอบตัวของเราแด่พระเจ้า
องค์พระผู้เป็นเจ้า
CCC ข้อ 450 นับตั้งแต่เริ่มแรกของประวัติศาสตร์คริสตศาสนาแล้ว การยืนยันว่าพระเยซูเจ้าทรงอำนาจปกครองเหนือโลกและประวัติศาสตร์ ยังหมายถึงการยอมรับด้วยว่ามนุษย์ไม่ต้องยอมให้เสรีภาพของตนอยู่ใต้อำนาจใดๆ ในโลก แต่ต้องให้อยู่ใต้อำนาจของพระเจ้าพระบิดาและของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าโดยสิ้นเชิงเท่านั้น พระจักรพรรดิซีซาร์ไม่ใช่ “องค์พระผู้เป็นเจ้า” พระศาสนจักร “เชื่อว่ากุญแจ ศูนย์กลางและจุดหมายของประวัติศาสตร์มนุษยชาติทั้งหมดพบได้ในองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์ของตนเท่านั้น”
ชุมชนการเมืองและพระศาสนจักร
CCC ข้อ 2244 สถาบันทุกอย่างได้รับแรงบันดาลใจ อย่างน้อยโดยปริยาย จากวิสัยทัศน์และชะตากรรมของมนุษย์ที่ทำให้เขาสร้างหลักการในการตัดสิน ลำดับค่านิยม แนวปฏิบัติของตน สังคมต่างๆส่วนใหญ่จัดตั้งสถาบันของตนโดยถือว่ามนุษย์มีความสำคัญมากกว่าสิ่งของ มีแต่ศาสนาที่ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า พระผู้เนรมิตสร้างและพระผู้ไถ่ เท่านั้นที่รับรู้บ่อเกิดและชะตากรรมของมนุษย์อย่างแจ้งชัด พระศาสนจักรจึงเชิญชวนผู้มีอำนาจทางการเมืองให้ประเมินคำตัดสินและการตกลงใจของตนตามความจริงที่ได้รับการดลใจในเรื่องพระเจ้าและมนุษย์สังคมที่ไม่รู้จักหรือไม่ยอมรับการดลใจนี้โดยอ้างว่าตนไม่ต้องขึ้นกับพระเจ้าย่อมมีแนวโน้มที่จะแสวงหามาตรการและจุดหมายของตนในตัวเองหรือหยิบยืมมาจากอุดมการณ์ประการใดประการหนึ่ง และไม่ยอมรับมาตรฐานความดีความชั่วที่มีอยู่จริง และอ้างว่าตนมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือมนุษย์และโชคชะตาของเขาไม่ว่าอย่างเปิดเผยหรืออย่างลับๆ ดังที่ประวัติศาสตร์แสดงให้ปรากฏอยู่
CCC ข้อ 2245 “พระศาสนจักรซึ่งโดยเหตุผลของหน้าที่และความสามารถของตน ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรเลยกับชุมชนทางการเมือง […] แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นเครื่องหมายและผู้ปกป้องศักดิ์ศรีที่เหนือกว่าของบุคคลมนุษย์” พระศาสนจักร “ให้ความเคารพนับถือและส่งเสริมเสรีภาพทางการเมืองและความรับผิดชอบของประชาชน”
CCC ข้อ 2246 เป็นพันธกิจของพระศาสนจักร “ที่จะตัดสินเรื่องศีลธรรม แม้ในเรื่องที่เกี่ยวกับระเบียบทางการเมืองด้วย เมื่อสิทธิพื้นฐานของบุคคลหรือความรอดพ้นของวิญญาณเรียกร้องให้ทำเช่นนี้ โดยใช้วิธีการทุกอย่าง และเพียงแต่วิธีการที่สอดคล้องกับพระวรสารและผลประโยชน์ของทุกคนตามเวลาและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเท่านั้น”
คำสอนของพระศาสนจักรเรื่องสังคม
CCC ข้อ 2420 พระศาสนจักรตัดสินความถูกผิดด้านศีลธรรมในเรื่องเศรษฐกิจและสังคม “ในเมื่อสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลหรือความรอดพ้นของวิญญาณเรียกร้องให้ทำเช่นนี้” พระศาสนจักรมีพันธกิจที่ต้องปฏิบัติในระเบียบศีลธรรมแตกต่างจากพันธกิจของอำนาจทางบ้านเมือง พระศาสนจักรสนใจเรื่องทรัพยากรทางโลกส่วนรวมของทุกคนในฐานะที่ทรัพยากรเหล่านี้ถูกจัดไว้ให้มุ่งหาความดีสูงสุดซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายของเรา พระศาสนจักรจึงพยายามที่จะปลูกฝังท่าทีที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพยากรของโลกในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคม
CCC ข้อ 2421 คำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักรได้พัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 19 เมื่อพระวรสารต้องเผชิญหน้ากับสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มีโครงสร้างมุ่งผลิตผลเพื่อการบริโภคซึ่งมีความคิดแบบใหม่เกี่ยวกับสังคม รัฐ และอำนาจปกครอง รวมทั้งรูปแบบใหม่ของแรงงานและการถือกรรมสิทธิ์ พัฒนาการความรู้ของพระศาสนจักรในเรื่องเศรษฐกิจและสังคมเป็นพยานว่าคำสอนของพระศาสนจักร รวมทั้งความหมายแท้จริงของธรรมประเพณีนั้นยังทรงคุณค่าถาวรและทันสมัยใช้ได้อยู่เสมอ
CCC ข้อ 2422 คำสอนของพระศาสนจักรเกี่ยวกับสังคมประกอบด้วยประมวลคำสอนที่พระศาสนจักรอธิบายความหมายของเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ด้วยความช่วยเหลือของพระจิตเจ้าโดยคำนึงถึงพระวาจาทั้งหมดที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงเปิดเผยไว้ คำสอนนี้ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจการ กระทำของผู้มีความเชื่อมากขึ้นเท่าใด ก็ย่อมเป็นที่ยอมรับของมนุษย์ผู้มีน้ำใจดียิ่งขึ้นเท่านั้น
CCC ข้อ 2423 คำสอนของพระศาสนจักรเกี่ยวกับสังคมเสนอหลักการให้คิดพิจารณา เสนอมาตรการเพื่อตัดสิน ให้คำแนะนำเพื่อการกระทำทุกระบอบการปกครองที่ใช้หลักการด้านเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ทางสังคมล้วนขัดกับธรรมชาติและการกระทำของบุคคลมนุษย์ทั้งสิ้น
CCC ข้อ 2424 ทฤษฎีที่ใช้ผลกำไรเป็นตัวกำหนดเพียงอย่างเดียวและเป็นจุดหมายสุดท้ายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจย่อมเป็นที่ยอมรับไม่ได้ทางศีลธรรม ความกระหายเงินทองอย่างไร้ระเบียบมีแต่จะก่อให้เกิดผลร้ายอยู่เสมอ ความกระหายนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุต่างๆ ของการต่อสู้กันที่ทำลายระเบียบของสังคม ระบอบการปกครองที่ถือว่า “สิทธิพื้นฐานของแต่ละบุคคลและหมู่คณะมีความสำคัญน้อยกว่าองค์กรจัดการการผลิตส่วนรวม” ย่อมขัดกับศักดิ์ศรีของมนุษย์ การกระทำทุกอย่างที่ทำให้บุคคลกลายเป็นเพียงเครื่องมือหากำไรเท่านั้น ทำให้มนุษย์กลายเป็นทาส นำไปสู่การบูชาเงินทองและช่วยให้ลัทธิอเทวนิยมเผยแพร่ยิ่งขึ้น “ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” (มธ 6:24; ลก 16:13)
CCC ข้อ 2425 พระศาสนจักรปฏิเสธไม่ยอมรับแนวความคิดการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จและไม่ยอมรับพระเจ้าที่ในสมัยปัจจุบันนี้มักควบคู่ไปกับ “ลัทธิคอมมิวนิสต์” หรือ “สังคมนิยม” นอกจากนั้นยังปฏิเสธไม่ยอมรับลัทธิปัจเจกชนนิยม (individualism) ในการปฏิบัติ “ลัทธิทุนนิยม” (capitalism) รวมทั้งการที่กฎหมายการตลาดมีอำนาจเหนือการงานของมนุษย์ การจัดระเบียบเศรษฐกิจโดยใช้ระเบียบที่ส่วนกลางกำหนดไว้แล้วเพียงอย่างเดียวเป็นการทำผิดต่อหลักการความสัมพันธ์ทางสังคม เพราะว่า “ยังมีความต้องการบางอย่างของมนุษย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตลาด” จำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการจัดระเบียบการตลาดอย่างมีเหตุผลและ (ส่งเสริม) การริเริ่มทางเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงลำดับที่ยุติธรรมของคุณค่าต่างๆ และผลประโยชน์ส่วนรวม
(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.