เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว ณ ดินแดนแห่งหนึ่ง ที่ในปัจจุบันนี้เรียกว่า “อิสราเอล” มีช่างไม้ชาวยิวคนหนึ่ง ชื่อของเขาคือ “เยซู” ผู้ซึ่งอ้างตัวเองว่าเป็น “พระเจ้า” หากคุณลองคิดถึงว่าการอ้างในสิทธิ์นี้ของเขานั้นจะนำไปสู่ความเป็นไปได้เพียงสามประการ:
1. ชายนามเยซูผู้นี้ไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นคนโกหก
หรือ..
2. ชายนามเยซูผู้นี้ไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นคนวิกลจริต
หรือ..
3. ชายนามเยซูผู้นี้คือพระเจ้าองค์เที่ยงแท้
ตามประการที่ 1 และ 2 หากชายนามเยซูผู้นี้เป็นคนโกหก หรือเป็นคนวิกลจริต เราก็คงจะเพิกเฉยได้ และคงไม่มีผลอะไรกับชีวิตของเรา
ตามประการที่ 3 แต่ถ้าหากว่าชายนามเยซูผู้นี้เป็นพระเจ้าจริงๆ ดังนั้นคำสอนของเขานั้นจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตเรา*
*ชายนามเยซูผู้นี้ หรือที่เรียกตามผู้เชื่อว่า “พระเยซู” ได้สอนว่าโลกที่เราเห็นด้วยตาเปล่าของเรานั้น เป็นเพียงที่ชั่วคราว และเป็นเพียงพื้นที่ส่วนหนึ่งของโลกที่ถาวร และใหญ่กว่า ที่ๆเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า1 เขายังกล่าวอีกด้วยว่าการที่จะเลือกว่าจะเชื่อ หรือไม่เชื่อของเราในโลกชั่วคราวนี้จะกำหนดชะตากรรมของเราในโลกที่ถาวรและกว้างใหญ่กว่า2 เช่นเดียวกับตัวละครที่ชื่อนีโอ “Neo” ในภาพยนตร์เรื่อง The Matrix (“Neo” in the movie The Matrix) ซึ่งในหนังตัวละครพระเอกที่ชื่อนีโอ เค้าจะต้องเลือกว่าจะกินยาเม็ดสีแดง หรือสีน้ำเงิน สีไหนจะนำให้เค้าพบกับความจริงในชีวิต ก็เช่นเดียวกับชีวิตจริงของเรา…เราต้องเลือกระหว่าง “เชื่อ” หรือ “ไม่เชื่อ” ในสิ่งที่พระเยซูทรงสอนผ่านการตอบคำถามเหล่านี้:
ฉันเป็นใคร?
พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระองค์3
ฉันเกิดมาทำไม?
เพราะพระเจ้าต้องการสร้างคุณขึ้นมาเพื่อให้คุณเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์4
จุดประสงค์ของฉันในโลกนี้คืออะไร?
เพื่อคุณจะมีส่วนร่วมในแผนงานของพระเจ้า5
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อฉันตายไป?
คุณจะอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ หรือไม่ก็จะถูกแยกออกจากพระเจ้าและไม่มีสิทธิ์ ไม่มีส่วนร่วมในความดีงามของพระองค์ตลอดไป
พระเยซูยังได้ทรงสอนในเรื่องจิตวิญญาณ และสวรรค์–นรกไว้ด้วยดังนี้
หลังจากที่พระเจ้าได้สร้างจิตวิญญาณของเรา จิตวิญญาณนี้จะคงอยู่ไปตลอดกาล6 สำหรับในตอนนี้จิตวิญญาณได้อาศัยอยู่ในร่างกายที่เรากำลังใช้ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกชั่วคราวใบนี้ แต่เมื่อใดที่เราตายจากโลกนี้ไปแล้ว จิตวิญญาณของเราก็จะเคลื่อนย้ายไปสู่ร่างกายใหม่ที่จะมีชีวิตอยู่ไปชั่วนิจนิรันดร์7 เราทุกคนต่างรู้ดีว่าเมื่อมนุษย์ตายไปร่างกายที่มีเลือดเนื้อของเราก็จะเสื่อมสลายไป แต่สำหรับจิตวิญญาณแล้ว ความตายฝ่ายวิญญาณคือการแยกออกจากพระเจ้า และความดีงามของพระองค์ไปตลอดกาล
การตาย แล้วไปสวรรค์ หมายความว่า เราอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ไปตลอดกาล8 แต่ในทางกลับกัน การตาย แล้วไปสู่นรก หมายความว่า เราถูกตัดขาดออกจากพระเจ้าไปตลอดกาล9
พระเยซูยังได้ทรงสอนอีกว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้นมีช่วงเวลาที่เป็นเส้นตรงซึ่งมีขอบเขตอยู่ในกาลเวลาของพระเจ้า ที่มีอดีตนิรันดร์10 และมีอนาคตนิรันดร์ 11
ชีวิตเรามีช่วงเวลาที่เริ่มต้น และสิ้นสุดที่เป็นเส้นตรง หมายความว่า เวลาของชีวิตมนุษย์แต่ละคนบนโลกใบนี้จะมีชีวิตอยู่แค่ในขณะที่มีลมหายใจอยู่นี้ พูดให้ง่ายๆก็คือมีแค่ชาตินี้ชาติเดียว ไม่มีชาติที่แล้ว ไม่มีชาติหน้า ไม่หมุนเวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักร หรือมีภพภูมิใดๆ
*และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ชาวตะวันตก (ทวีปยุโรป และอเมริกาที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และใช้ชีวิตอิงตามพระคัมภีร์) จึงดูเป็นคนจริงจังในชีวิต ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัดสินใจทำเต็มที่ และเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่คิดถึงโอกาสที่จะแก้ตัวใหม่ แม้แต่ชาวยิวเองถึงจะไม่มีความเชื่อตามพระคัมภีร์ใหม่ แต่ก็ยังคงมีความเชื่อในพระเจ้า และดำเนินชีวิตโดยยึดตามหลักการในตามพระคัมภีร์เดิม คือเชื่อว่าชีวิตทางร่างกายมีเพียงแค่ช่วงเวลาเดียวในโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งนี่คือความคิดที่แตกต่างกับความคิดของคนไทยส่วนใหญ่โดยสิ้นเชิง คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าชีวิตมนุษย์ที่อยู่ในชาตินี้นั้นมีชาติที่แล้ว และมีชาติหน้า หลายคนจึงคิดว่าความเป็นอยู่ในชาตินี้นั้นเกี่ยวข้องกับชาติที่แล้ว และการทำอะไรๆในชาตินี้ก็จะส่งผลระทบไปถึงชาติหน้า หรือบางคนอาจจะคิดว่าชาตินี้ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็ได้เกิดมาชาติหน้าอีก แต่คนในทางพระเจ้าไม่ได้คิดเช่นนี้ พวกเค้าไม่คิดว่าจะมีโอกาสที่สอง หรือชาติหน้าอีก (ธนมาส)
*และในอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจมาก ถ้าหากคุณจะลองคิดพิจารณาดูว่าชีวิตมนุษย์เราทุกวันนี้สะดวกสบายด้วยสิ่งของมากมายที่มีคนคิดสร้างมันขึ้นมา เช่น รถยนต์ รถไฟ เรือใบ เครื่องบิน ร้อนก็มีแอร์ หนาวก็มีเครื่องทำความอุ่น อีกทั้ง ตู้เย็น เตาอบ ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า ทีวี มือถือ คอมพิวเตอร์ และอื่นๆมากมายเป็นล้านๆสิ่ง โดยผู้นำในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรม และเทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้ ที่กลายมาเป็นบุคคลสำคัญๆของโลก ทั้งยังเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทางวิยาศาสตร์ แต่เหตุใดพวกเค้าล้วนแล้วแต่เป็นชาวตะวันตก (โดยเฉพาะชาวยิวที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้คนที่มีความอัจฉริยะที่สุดในโลก เช่นอัลเบิร์ตไอน์สไตน์) นั่นเป็นเพราะพวกเค้าเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ เพราะพวกเค้ามีความเชื่อตามหลักการในพระคัมภีร์หรือไม่.. พวกเค้าอาจจะอธิษฐานขอพระเจ้าให้ทรงช่วยประทานสติปัญญาในการทำงานทุกๆสิ่งของพวกเค้าก็เป็นได้ และที่เห็นได้อย่างชัดเจนในยุคปัจจุบันนี้ ประเทศที่มีอำนาจสูงสุดในโลกในด้านเศรษฐกิจ และอื่นๆอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่นับถือพระเจ้า และได้ใช้หลักการในพระคัมภีร์ร่างเป็นกฏหมายใช้ในประเทศ และในการดำเนินชีวิต เมื่อเราลองพิจารณาว่าความสำเร็จต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้นนั้น แท้จริงแล้วพระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังการงานเหล่านี้ทั้งสิ้นหรือไม่ (ธนมาส)
* คำอธิบายเพิ่มเติมของคำว่า “ช่วงเวลาของมนุษย์ที่อยู่ภายในขอบเขตของกาลเวลาของพระเจ้า ที่เป็นอดีตนิรันดร์ และอนาคตนิรันดร์” หมายความว่าช่วงชีวิตมนุษย์เมื่อกี่พันปีมาแล้วก็ตาม และจะดำเนินไปอีกนานต่อกี่ปีก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าเป็นช่วงเวลาอันแสนสั้นที่อยู่ภายในขอบเขตกาลเวลาของพระเจ้า พระเจ้าทรงอยู่นอกเหนือกาลเวลาของเรา และภายนอกช่วงเวลาของเราคือกาลเวลาของพระเจ้าที่มีอดีตที่เป็นเวลายาวนานตราบนานเท่านานที่ไม่มีวันสิ้นสุด และก็ยังมีอนาคตยาวนานออกไปตราบนานเท่านานอย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุดด้วยเช่นกัน ซึ่งกาลเวลาของพระองค์นั้นเป็นเรื่องที่เกินความเข้าใจของการรับรู้ของเรา (ธนมาส)
เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น ผมจะขอยกตัวอย่างดังนี้ หากเราลองจินตนาการว่าพระเจ้าคือผู้ที่สร้างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง เวลาของเราคือบทบาทการทำงานในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ นอกเหนือจากเครื่องคอมพิวเตอร์นี้คือเวลาของพระเจ้าที่เราไม่อาจจะมองเห็น และไม่สามารถรับรู้ได้ เราถูกโปรแกรมจำกัดให้อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ
ผมเชื่อว่าคำสอนนี้เป็นเรื่องที่ยากต่อการเชื่อยอมรับ และการเปลี่ยนความคิดจากความเชื่อเดิมๆ ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกที่จะเชื่อ หรือไม่เชื่อ ในเรื่องช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์บนโลกตามคำสอนนี้
ภาพสวรรค์คือความสวยสมบูรณ์แบบ12… แต่คุณเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ แล้วทำไมคุณถึงได้รับอนุญาตให้ไปสวรรค์ได้?
สวรรค์เป็นสถานที่ๆสมบูรณ์แบบที่ไม่มีใครทำอะไรผิดเลย ดังนั้นเราทุกคนจึงไม่สามารถไปสวรรค์ได้ อย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้เราทุกคนต่างก็มีทำสิ่งที่ผิด
#แต่สำหรับปัญหานี้พระเยซูก็ได้ทรงอธิบายถึงทางออกไว้ดังนี้
ในระบบกฎหมายที่ยุติธรรม คนที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (ทำความผิดบาป) จะต้องจ่ายราคาค่าปรับ เช่นเงิน หรือจำคุก เพื่อกำหนดสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นเนื่องจากพระเจ้ามีความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อถึงเวลากำหนดที่เราตายไป เราก็ต้องจ่ายราคาสำหรับสิ่งผิดทั้งหมดที่เราได้ทำ13 พระเจ้าไม่สามารถเพิกเฉยต่อความบาปของเราได้ เพราะถ้าทรงเพิกเฉยต่อบาปของเรา พระองค์ก็คงไม่สมบูรณ์แบบ และนั่นก็หมายความว่าพระองค์ไม่ได้เป็นพระเจ้า14
ดังนั้นจึงมีสองสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นก่อนที่เราจะไปสวรรค์:
เราต้องจ่ายค่าปรับสำหรับบาปทั้งหมดของเรา(ชำระหนี้)15 เพื่อที่เราจะปราศจากบาป และมีความสมบูรณ์แบบเราต้องมีความสมบูรณ์แบบ เพราะมีเพียงคนที่สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าสวรรค์ได้16จากสองประการข้างต้น จึงเกิดเป็นปัญหาว่า.. เราจะจ่ายค่าปรับเพื่อลบล้างความผิดบาปของเราได้อย่างไรกัน ทำอย่างไรเราถึงจะมีความสมบูรณ์แบบ
คำตอบ สำหรับคำถามนี้ ผมมีคำอธิบายมากขึ้นถึงวิธีการของพระเจ้าในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ ซึ่งจะอยู่ในส่วนต่อๆไป แต่ในจุดนี้ผมจะพูดถึงแนวคิดเรื่อง“กฎของบ้าน“ ก่อนดังนี้
หากว่าคุณต้องการที่จะได้อยู่กับพระเจ้าในช่วงชีวิตหลังความตาย คุณจะต้องยอมรับกฎของพระองค์ นี่คือความสมเหตุสมผล และเป็นหลักการง่ายๆที่เราควรจะเข้าใจได้
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณขายทรัพย์สินทุกสิ่งทุกอย่าง และย้ายไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ (host family) ในต่างประเทศอย่างถาวร แน่นอนว่าครอบครัวอุปถัมภ์ก็จะต้องมีกฎที่คุณต้องปฏิบัติตาม หากว่าคุณต้องการพักอยู่กับพวกเขา และในทำนองเดียวกันนี้เอง ถ้าคุณต้องการที่จะอยู่กับพระเจ้าหลังความตาย คุณเองก็ต้องยอมรับที่จะอยู่ตาม “กฎของบ้าน หรือกฎของสวรรค์” ซึ่งเป็นกฎของพระเจ้า ถ้าหากว่าคุณจะปฏิเสธการทำตามกฎของพระเจ้า คุณก็ไม่สมควรที่จะได้รับการอนุญาตให้อยู่ในที่ๆของพระองค์
ดังนั้นข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นคืออะไรบ้าง
ยอมรับว่าพระเยซูคือพระเจ้า พระผู้สร้าง และพระผู้ช่วยในชีวิตคุณ17อธิษฐานขอให้พระองค์ทรงให้อภัยแก่คุณ สำหรับความผิดที่คุณได้คิด ได้พูด หรือได้กระทำ18ให้คำมั่นสัญญาว่าคุณจะทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะสามารถทำได้ เพื่อเรียนรู้ และปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซูคริสต์เจ้า19จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับคุณ หากแต่เพียงคุณเปิดใจยอมรับ และปฏิตามตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ด้วยใจสุจริต แล้วพระเจ้าจะยอมรับคุณเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์ และในวันที่คุณตายจากโลกชั่วคราวนี้ไปแล้ว คุณจะได้เข้าสู่สวรรค์และอยู่กับพระองค์ตลอดไปชั่วนิจนิรันดร์ นอกจากนี้แล้วในขณะที่คุณกำลังอยู่ในโลกชั่วคราวนี้ พระเจ้าก็จะทรงคุ้มครองคุณ ชี้นำหนทางในการดำเนินชีวิตแก่คุณ และปกป้องคุณจากสิ่งชั่วร้าย หากคุณลองคิดเปรียบเทียบไปแล้วชีวิตคุณราวกับว่ามีคนที่ฉลาดที่สุด ร่ำรวยที่สุด และมีอำนาจมากที่สุดในโลกมาเป็นในฐานะพ่อ และเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ
และนี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงชำระ“หนี้บาป” ของคุณ และเปลี่ยนคุณให้เป็นคนไร้บาป และมีความสมบูรณ์แบบ เพื่อที่คุณจะได้อยู่กับพระองค์ในสวรรค์ไปชั่วนิรันดร์:
พระเจ้าเข้ามาในโลกในรูปร่างของเด็กทารกน้อย20 ที่เติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่ม คือองค์พระเยซูคริสต์ คือผู้เดียวที่ไม่
ด้วยการจ่ายค่าปรับแห่งความบาป โดยการสละชีพขององค์พระเยซู ทำให้เราทุกคนที่เข้ามาในครอบครัวของพระเจ้าปราศจากความบาป หรือที่เรียกว่า “justification” คือ“การชำระให้บริสุทธิ์”22 เป็นกระบวนการลบความผิดของเราทั้งหมดทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง ให้เราลองนึกถึงภาพในศาล เมื่อมีคนมาจ่ายค่าปรับให้คุณ ผู้พิพากษาก็จะลบความผิดของคุณออกจากบันทึกไปจนหมดสิ้น ไม่มีประวัติความผิดใดๆของคุณหลงเหลืออยู่อีกเลย
นอกจากนี้สมาชิกในครอบครัวก็จะได้เข้าสู่กระบวนการของการเป็นความสมบูรณ์แบบ หรือที่เรียกว่า “sanctification” คือ“กระบวนการที่ทำให้เราทุกคนมีชีวิตที่เป็นเหมือนอย่างองค์พระเยซูคริสต์”23 คือการทำให้เราสมบูรณ์แบบมากที่สุด เพื่อที่เราจะปราศจากความบาป “glorification”24 และสามารถมีชีวิตอยู่ในสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบกับพระเจ้าได้25 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ เราจึงยังทำได้ไม่ดีนักสำหรับในกระบวนการนี้ เราจึงต้องอดทนบากบั่นทำกันอย่างเต็มที่สุด เพื่อให้มีชีวิตที่เหมือนองค์พระเยซูคริสต์มากที่สุด
สิ่งเดียวที่คุณจะต้องทำเพื่อให้กระบวนข้างต้นเหล่านี้เกิดขึ้นกับชีวิตคุณ คือการมีความเชื่อ และความศรัทธาในสิ่งที่พระเยซูทรงสอนเท่านั้น26 คุณไม่สามารถที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้าได้ด้วยการทำบุญ หรือทำทานใดๆ27
“ความเชื่อ” คือกุญแจสำคัญ เพราะความเชื่อเป็นเพียงสิ่งเดียวที่คุณจะสามารถให้กับพระเจ้าได้
ผู้เขียนใช้พระคัมภีร์อ้างอิงฉบับอมตธรรมร่วมสมัย(NIV)
2 โครินธ์ 4 : 18เอเสเคียล 18:30-32ปฐมกาล 1:27กิจการ 17:26-281 โครินธ์ 10:31; เยเรมีย์ 10:23โรม 6:23; ปัญญาจารย์ 12:7 1โครินธ์ 15:53ลูกา 23:43; ยอห์น 14:3; วิวรณ์ 21:3อิสยาห์ 59:1-2; โรม 6:23สดุดี 90:2ปฐมกาล 1:1-2; 2 เปโตร 3:3; สดุดี 75:2-3ลูกา 23:43โรม 6:23มัทธิว 5:48; ฮะบากุก 1:13; เฉลยธรมบัญญัติ 32:4กาลาเทีย 6:7-8; โรม 6:23มัทธิว 25:46; โรม 3:23ปฐมกาล 1:27; ฟีลิปปี 2:91 ยอห์น 1:9ยอห์น 14:15 ยอห์น 1:1-14ยอห์น 3:16; โรม 3:28; โรม 4:5-6; 1ยอห์น 4:13; ยอห์น 17:21; เอเฟซัส 1:13-19; 2 โครินธ์ 5:21โรม 3:21; โรม 5:9; โรม 8-11 ยอห์น 3:3; 1 เธสะโลนิกา 5:23; ฮีบรู 2:11 1 เธสะโลนิกา 5:23; โคโลสี 1:22 วิวรณ์ 21:3ปฐมกาล 15:6; เอเฟซัส 2:8-9อิสยาห์ 64:6
He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.