วันฉลองพระคริสตเจ้าแสดงองค์
อิสยาห์ 60:1-6; เอเฟซัส 3:2-3, 5-6; มัทธิว 2:1-12
บทรำพึงที่ 1
ดวงดาวในความมืด
เราต้องอาศัย “ดวงดาว” นำทางเรา และเราสามารถเป็น “ดวงดาว” นำทางผู้อื่นได้ด้วย
เมื่อปี 1987 ผู้สื่อข่าวสตีเวน บารี ได้เขียนเรื่องที่น่าประทับใจสำหรับเทศกาลพระคริสตสมภพ เป็นเรื่องของโทนี่ เมเลนเดส คุณอาจจำเรื่องของเขาได้ หนังสือพิมพ์ทั่วประเทศเสนอเรื่องของเขา
โทนี่เป็นชายหนุ่มจากเมืองชีโน รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาเกิดมาโดยไม่มีแขนทั้งสองข้าง เขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ เมื่อเขาใช้เท้าเล่นกีตาร์ถวายพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ระหว่างที่พระองค์เสด็จเยือนลอส แองเจลีส
พระสันตะปาปา ทรงซาบซึ้งพระทัยกับความเชื่อ และความกล้าหาญของโทนี่ จนพระองค์เสด็จลงมาจากเวที และสวมกอดร่างกายที่ไร้แขนของโทนี่ และจูบเขา
นับแต่นาทีนั้น ชีวิตของโทนี่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาได้รับเชิญให้ไปแสดงดนตรีให้ผู้ฟังทั่วประเทศ เขาได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์ระดับชาติ และบัดนี้ เขาได้อัดเพลงของตนเอง หนังสือ Reader’s Digest เสนอประวัติย่อ ๆ ของเขาในหมวดหนังสือที่แนะนำให้อ่านในฉบับเดือนมิถุนายน 1989
ชัยชนะของโทนี่เหนือความพิการของเขา และการเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ทำให้เขากลายเป็นโฆษกของผู้พิการทั้งหลาย
เขาบอกว่า “มันน่ากลัว น่ากลัวมาก มันทำให้ผมต้องภาวนา ผมคิดว่าพระเจ้าทรงทำเช่นนี้เพราะเหตุผลบางอย่าง พระองค์ทรงมีภารกิจพิเศษบางอย่างให้ผมทำ”
เมื่อเราอ่านเรื่องที่บารี่รายงานเกี่ยวกับโทนี่ เราอาจถามตนเองว่าทำไมบารี่จึงเขียนเรื่องนี้ระหว่างเทศกาลพระคริสตสมภพ เมื่อคิดเรื่องนี้สักครู่ เราก็คงเริ่มมองเห็นเหตุผล เพราะเรื่องของโทนี่เป็นเรื่องของคริสต์มาส หรือจะพูดให้ถูกว่าเป็นเรื่องพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เราฉลองกันในวันนี้
เรื่องของโทนี่เป็นเรื่องของบุคคลที่ส่องแสงขับไล่ความมืดในโลกของเรา เหมือนกับที่ดวงดาวแห่งเบธเลเฮมส่องแสงให้โหราจารย์ทั้งสามมองเห็นเส้นทางท่ามกลางความมืดของโลกยุคโบราณ
ความเชื่ออันลึกล้ำ และความกล้าหาญของโทนี่ เป็นเสมือนดวงดาวแห่งเบธเลเฮมในยุคใหม่ ที่ส่องแสงให้คนทั้งหลายที่อยู่ท่ามกลางความมืดของโลกสมัยใหม่ของเรา ประชาชนถูกดึงดูดไปหาแสงสว่างจากความเชื่อของโทนี่ เหมือนกับที่โหราจารย์ถูกดึงดูดจากแสงสว่างของดวงดาว
เรื่องของโทนี่ชี้ให้เราเห็นความจริงสำคัญข้อหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าคนจำนวนมากจะพบหนทางที่นำเขาฝ่าความมืดฝ่ายจิตในโลกของเรา ไปหาพระกุมารที่นอนอยู่ในรางหญ้าได้ พวกเขาก็ต้องพึ่งความเชื่อ และแบบฉบับของคนอย่างโทนี่
ทั้งนี้เพราะความเชื่อ และแบบฉบับของเขา เทศน์สอนได้น่าประทับใจสำหรับคนส่วนใหญ่มากกว่าการเทศน์สอนในวัด ทั้งนี้เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่ได้พูดกับสติปัญญาของเราเท่านั้น แต่ยังพูดกับหัวใจของเราด้วย
นอกจากนี้ พวกเขายังเข้าถึงคนทั้งหลายที่เลิกไปวัดแล้วด้วย ความจริงข้อนี้เชิญชวนให้เรานำเรื่องนี้มาไตร่ตรองชีวิตของเราเอง
เราแต่ละคนในวัดนี้เป็นผู้พิการในระดับหนึ่ง เราทุกคนมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เราเจ็บปวด มีบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่อยากมี มีบางสิ่งบางอย่างที่เราอยากตัดออกไปจากชีวิตของเรา
บางทีอาจเป็นสถานการณ์ในครอบครัวที่เจ็บปวดเหลือทน บางทีอาจเป็นสภาพร่างกาย เช่น อาการแพ้ หรือการมีร่างเตี้ย
บางทีอาจเป็นปัญหาฝ่ายจิต เช่น เรารู้สึกว่ายากมากที่จะดำเนินชีวิตอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเรา บางทีเราอาจรู้สึกว่ายากที่จะสวดภาวนาอย่างที่เราอยากจะทำ
บางทีอาจเป็นเรื่องทางวัตถุ เช่น ไม่มีเงินทองพอจะช่วยเหลือผู้อื่นอย่างที่เราอยากช่วย
ไม่ว่าจะเป็นอะไร เราก็มีทางเลือก นั่นคือ เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะยอมแพ้ความพิการของเรา หรือเราสามารถเลือกได้ว่าเราจะสู้ และเอาชนะความพิการของเรา เหมือนกับโทนี่ทำได้สำเร็จ
คริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งความหวัง พระกุมารที่นอนอยู่ในรางหญ้าทรงบอกเราว่าไม่มีสิ่งใดสามารถชนะเราได้อีกต่อไป ไม่มีความพิการใด – ไม่ว่าความพิการทางกาย หรือทางจิต – สามารถเอาชนะเราได้ พระกุมารที่นอนอยู่ในรางหญ้านั้นทำให้เราได้รับพระหรรษทานทั้งปวงที่จำเป็นสำหรับเรา เพื่อช่วยเราให้ต่อสู้ และเอาชนะความพิการของเรา
และถ้าเราต่อสู้ และเอาชนะความพิการของเราได้ เราไม่เพียงได้รับชัยชนะเป็นส่วนตัว แต่เราจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้ด้วย เราจะกลายเป็นดวงดาวแห่งเบธเลเฮมสมัยใหม่ ที่ส่องแสงให้แก่คนเดินทางบางคนที่กำลังหลงทาง เราจะกลายเป็นแสงสว่างในความมืดที่ชี้ทางไปสู่พระกุมารที่นอนอยู่ในรางหญ้า
ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับเรา และเป็นทางเลือกของเรา
คนอย่างโทนี่สามารถสัมผัสหัวใจของเรา และเป็นแรงบันดาลใจให้เรา แต่ในที่สุดก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะเลียนแบบเขาหรือไม่ ถ้าเราเลือกที่จะเลียนแบบเขา เราย่อมทำได้ ไม่มีใครหยุดยั้งเราได้
นี่คือสารจากดวงดาวแห่งเบธเลเฮม นี่คือสารจากพระกุมารผู้นอนอยู่ในรางหญ้า เราสามารถทำอะไรก็ได้ที่เราปรารถนาจะทำ ไม่มีอะไรหยุดยั้งเราได้
สารนี้บอกว่าถ้าเราเปิดใจรับพระหรรษทานของพระเจ้า เราสามารถกลายเป็นดวงดาวสมัยใหม่ที่ส่องแสงในโลกของเรา และนำทางผู้อื่นไปยังเบธเลเฮม
นี่คือข่าวดีที่อยู่ในเรื่องของโทนี่ นี่คือข่าวดีในบทอ่านวันนี้ นี่คือข่าวดีที่เราเฉลิมฉลองกันในพิธีกรรมวันนี้
เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยบทภาวนา
ข้าแต่พระเยซูเจ้า
โปรดทรงช่วยเราให้เปิดใจรับแสงสว่างของดวงดาวแห่งเบธเลเฮม
โปรดทรงช่วยให้เรายอมให้แสงนี้ส่องผ่านตัวเรา
จนทุกคนที่เราพบ ตระหนักว่าแสงนี้ไม่ใช่แสงของเรา
แต่เป็นแสงของพระองค์ที่ส่องผ่านตัวเรา
เมื่อนั้น เราจะสรรเสริญพระองค์
ด้วยวิธีที่พระองค์ทรงโปรดปรานมากที่สุด
คือ ด้วยการเป็นบทเทศน์ที่มีชีวิต
ซึ่งพูดไม่เพียงกับสติปัญญา
แต่พูดกับหัวใจของคนทั่วไปด้วย
เมื่อนั้น เราจะเป็นดวงดาวยุคใหม่
ที่ชี้ทางไปสู่เบธเลเฮม
บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 2:1-12
ในรัชสมัยกษัตริย์เฮโรด พระเยซูเจ้าประสูติที่เมืองเบธเลเฮม ในแคว้นยูเดีย
นี่เป็นครั้งเดียวที่มัทธิวเอ่ยถึงการประสูติของพระคริสตเจ้า ซึ่งดูเหมือนว่าน้อยเกินไป ...
อันที่จริง มัทธิวดูเหมือนแทบไม่สนใจเหตุการณ์นี้เลย ต่างจากลูกา แต่เขาต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจนัยสำคัญของเหตุการณ์นี้ และเขาเปิดเผยนัยสำคัญนี้ในคำบอกเล่าเรื่องโหราจารย์ ซึ่งเขาให้รายละเอียดมากมาย และถ้าเราสังเกตให้ดี เรื่องนี้เป็นเหมือนกับอารัมภบทของพระวรสารทั้งฉบับตามคำบอกเล่าของมัทธิว
ในรัชสมัยของกษัตริย์เฮโรด ... โหราจารย์บางท่านจากทิศตะวันออก เดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม สืบถามว่า “กษัตริย์ชาวยิวที่เพิ่งประสูติอยู่ที่ใด”
มัทธิวนำสองตำแหน่งมาเทียบเคียงกัน คือ กษัตริย์เฮโรด และกษัตริย์ชาวยิว
คำถามที่แขกต่างเมืองมาสอบถามตามถนนหนทางในกรุงเยรูซาเล็ม คงดูเหมือนเป็นคำประชดประชันสำหรับชาวยิว เราเข้าใจได้ว่าคำถามนี้ต้องกวนใจเฮโรดผู้มีนิสัยขี้ระแวงอย่างไร ประวัติศาสตร์บอกเราว่า สิ่งที่เฮโรดกลัวมาตลอดชีวิตก็คือกลัวสูญเสียอำนาจ เขามองเห็นแต่แผนการร้ายไปทุกที่ เขาอาศัยอยู่แต่ในป้อมปราการ และสั่งประหารโอรสทั้งสามคนของเขา รวมทั้งแม่ยาย และไม่เว้นแม้แต่พระมเหสี นี่คือประวัติของเฮโรด ...
แต่มัทธิวพยายามบอกนัยสำคัญที่ลึกกว่านั้น เมื่อเขากล่าวถึง “กษัตริย์ชาวยิว” กล่าวคือ อาณาจักรสวรรค์จะเป็นหัวข้อหลักของพระวรสารของเขา มัทธิวประกาศไว้ตั้งแต่เริ่มต้นพระวรสารของเขาว่าใครคือกษัตริย์ที่แท้จริงของอาณาจักรนี้ ...
เราเห็นการต่อสู้แย่งชิงมงกุฎกษัตริย์ได้ตั้งแต่หน้าแรกของพระวรสารของมัทธิว ใครคือกษัตริย์ของชาวยิวที่แท้จริง – เฮโรด ผู้ทรงอำนาจ ซึ่งเป็นทรราชใจโหด ... หรือพระเยซูกุมาร ผู้อ่อนแอ ปราศจากอาวุธ ผู้ที่วันหนึ่งจะสิ้นพระชนม์อย่างเหยื่อผู้บริสุทธิ์...
ในหน้าสุดท้ายของพระวรสารของเขา มัทธิวจะเอ่ยถึงตำแหน่ง “กษัตริย์ของชาวยิว” ของพระเยซูเจ้าอีกครั้งหนึ่ง พวกทหารจะกล่าวว่า “ข้าแต่กษัตริย์ของชาวยิว ขอทรงพระเจริญเทอญ” (มธ 27:29) และเพื่อบอกเหตุผลว่าทำไมเขาจึงให้ประหารชีวิตพระเยซูเจ้า ปิลาตให้ติดป้ายเขียนข้อกล่าวหาไว้เหนือพระเศียรพระเยซูเจ้า ผู้ถูกตรึงกางเขนว่า “นี่คือเยซู กษัตริย์ของชาวยิว” (มธ 27:37) เมื่อธรรมาจารย์ และมหาสมณะเห็นป้ายนี้ พวกเขาพากันเยาะเย้ยพระองค์ว่า “เขาเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล จงลงมาจากไม้กางเขนเดี๋ยวนี้” (มธ 27:42)
ในคำบอกเล่าเรื่องโหราจารย์ มัทธิวบอกเราตั้งแต่พระองค์ประสูติแล้วว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ผู้ต่ำต้อย “ผู้รับใช้ผู้ทนทรมาน” ตามภาพลักษณ์ที่อิสยาห์บรรยายไว้ ... ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ “ขี่หลังลา” ขณะที่ทรงได้รับชัยชนะเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างวันอาทิตย์ใบลาน ... ทรงเป็นกษัตริย์ที่ “มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น” (มธ 20:28) ... และพระองค์ทรงขอให้มิตรสหายของพระองค์อย่าทำตัวเป็นเจ้านายเหนือผู้อื่น แต่ “จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้” (มธ 20:25-26)
พระองค์ไม่ใช่กษัตริย์ของโลกนี้ พระองค์ไม่ทรงใช้อำนาจปกครองเหมือนเฮโรด อันที่จริง ความเป็นกษัตริย์ของพระเยซูเจ้าจะเผยให้เห็นได้ระหว่างพระทรมานเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนขัดแย้งกับความเป็นจริง ...
เราเข้าใจความหมายของข้อความที่เราย้ำบ่อยครั้งในบทภาวนาของเราหรือไม่ว่า “พระอาณาจักรจงมาถึง” ... “พระองค์ผู้ทรงจำเริญ และครองราชย์ร่วมกับพระองค์ และพระจิตเจ้าตลอดนิรันดร” ...
พวกเราได้เห็นดาวประจำพระองค์ขึ้น
ในพิธีกรรมวันนี้ พระศาสนจักรนำเรื่องโหราจารย์มาผสมผสานกับคำทำนายของอิสยาห์ ซึ่งคัดเลือกมาจากข้อความต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ ที่ประกาศการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ว่าเหมือนกับแสงสว่าง “เยรูซาเล็มเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด จงฉายแสงเจิดจ้า เพราะความสว่างของเจ้ามาแล้ว พระสิริรุ่งโรจน์ของพระยาห์เวห์ทอแสงเหนือเจ้า ดูซิ ความมืดปกคลุมแผ่นดิน ... แต่พระยาห์เวห์จะทรงทอแสงเหนือเจ้า ทุกคนจะเห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์เหนือเจ้า นานาชาติจะเดินมาหาความสว่างของเจ้า บรรดากษัตริย์จะทรงพระดำเนินมาสู่ความสดใสที่ทอแสงเหนือเจ้า” (อสย 60:1-6) เราได้ยินบทอ่านในมิสซาเที่ยงคืนวันพระคริสตสมภพ ที่ประกาศถึงแสงสว่างของพระเมสสิยาห์ว่า “ประชากรที่เดินในความมืด แลเห็นความสว่างยิ่งใหญ่ ... เพราะกุมารผู้หนึ่งเกิดมาเพื่อเรา” (อสย 9:1-5) ...
เรื่องของ “ดวงดาว” ยังมีความหมายอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งนักบุญเปโตรกล่าวไว้อย่างชัดเจน เมื่อเขาพูดถึงความเชื่อว่า “ดาวประจำรุ่งจะปรากฏขึ้นในจิตใจของท่าน” (2 ปต 1:19) ดาวดวงนี้เป็นตัวแทนแสงสว่างของพระเจ้า คือพระหรรษทานของพระเจ้า – การทำงานของพระเจ้าในจิตใจและวิญญาณของมนุษย์ทุกคน และนำทางมนุษย์ทุกคนไปหาพระคริสตเจ้า ... ถูกแล้ว พระเจ้าทรงมองด้วยความรักมายังโหราจารย์ ซึ่งเป็นชนต่างชาติ ขณะที่พวกเขาเดินทางมุ่งหน้าไปหาพระเยซูเจ้า ...
ในชีวิตของข้าพเจ้าก็เช่นกันที่มีพระหรรษทานนำทางให้ข้าพเจ้าค้นพบพระเยซูเจ้า ... ข้าพเจ้ามีความกล้าหาญที่จะเดินตาม ไม่ว่าพระหรรษทานนั้นจะนำข้าพเจ้าไปที่ใดหรือไม่ ...
ข้าแต่แสงสว่างอันเย็นตานี้ โปรดนำทางข้าพเจ้าให้ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ไปหาพระองค์เทอญ ...
... พวกเรา ... พร้อมใจกันมาเพื่อนมัสการพระองค์
คำว่า “นมัสการ” แปลความหมายตรงตัวว่า “หมอบกราบ” คำกริยานี้ปรากฏถึงสามครั้งในหน้าเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นทัศนคติลึก ๆ ในใจของโหราจารย์ที่เป็นชนต่างชาตินี้ว่า เขามาเพื่อนมัสการพระองค์จริง ๆ ...
ส่วนข้าพเจ้าเล่า ... ข้าพเจ้าหมอบกราบในบางครั้งหรือเปล่า ... ข้าพเจ้าหมอบกราบต่อหน้าอะไร ... ต่อหน้าใคร ... ข้าพเจ้ากำลังสื่อความหมายอะไรเมื่อข้าพเจ้าก้มลงคำนับระหว่างการยกศีลในพิธีมิสซา ...
คนหนุ่มสาวในปัจจุบันค้นพบความหมายของการหมอบกราบนี้อีกครั้งหนึ่ง ว่าเป็นกิริยาของมนุษย์เมื่อเขายอมรับว่าตนเองเป็นเพียงความเปล่า และเขาหมอบราบกับพื้น เป็นเครื่องหมายของการนมัสการด้วยทั้งตัวตนของเขา ...
เมื่อกษัตริย์เฮโรดทรงทราบข่าวนี้ พระองค์ทรงวุ่นวายพระทัย ชาวกรุงเยรูซาเล็มทุกคนต่างก็วุ่นวายใจไปด้วย พระองค์ทรงเรียกประชุมบรรดาหัวหน้าสมณะ และธรรมาจารย์ ...
มัทธิวบอกเล่าเรื่องพระคริสตเจ้าทรงแสดงพระองค์แก่โหราจารย์ โดยเสนอสองทัศนคติให้เราไตร่ตรอง ซึ่งเราจะพบครั้งแล้วครั้งเล่าในพระวรสารของเขา
- ทัศนคติหนึ่ง คือ การปฏิเสธของผู้นำทางการเมือง และผู้นำศาสนาของชาวยิว คนเหล่านี้ควรเป็นคนกลุ่มแรกที่มองออกว่าใครคือพระเมสสิยาห์ แต่เขากำลังทำอะไร ... พวกเขาหวาดกลัวและกังวลใจ ... พวกเขาไม่ทำอะไรเลย ... แต่เขาพยายามฆ่าพระเยซูเจ้ามาตั้งแต่ต้น เราแทบจะได้ยินเสียงคร่ำครวญของพระเยซูเจ้ากับชะตากรรมของกรุงเยรูซาเล็ม มาตั้งแต่เวลานั้นแล้วว่า “วิบัติจงเกิดแก่ท่าน ธรรมาจารย์ และฟาริสี ... เยรูซาเล็มเอ๋ย เยรูซาเล็ม เจ้าฆ่าประกาศก ... กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เราอยากรวบรวมบุตรของท่าน ... แต่ท่านไม่ต้องการ” (มธ 23:27-37)
- อีกทัศนคติหนึ่ง คือ การต้อนรับของโหราจารย์ที่เป็นคนต่างชาติ ... แม้ว่าคนเหล่านี้มีความพร้อมน้อยกว่าชาวยิว ที่จะมองออกว่าใครคือพระเมสสิยาห์ แต่คนเหล่านี้เป็นบุคคลที่แสวงหา และออกตามหาพระองค์ ... แทนที่จะวิตกกังวล เขากลับรู้สึกยินดีมาก ... เราได้ยินบทสรุปของพระวรสารฉบับนี้แล้วว่า “จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” (มธ 28:19)
อันที่จริง ระหว่างศตวรรษแรก ๆ พระวรสารหน้านี้ได้ถูกใช้เป็นคำอธิบายแก่คริสตชนที่ไม่มีเชื้อสายยิว ว่าเหตุใดสมาชิกส่วนใหญ่ของพระศาสนจักรจึงไม่ใช่ชาวยิว แม้ว่าพระเจ้าทรงให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นกับชาวอิสราเอล
มัทธิวแสดงว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระผู้ไถ่ผู้เสด็จมาเพื่อมนุษย์ทุกคน และ “ชาติอิสราเอลใหม่” จะประกอบด้วยมนุษย์ชายหญิงทุกคน – ไม่ว่าเขาจะเป็นชาวยิวหรือไม่ก็ตาม – ผู้กราบลงนมัสการพระเยซูเจ้า ... คำทำนายต่าง ๆ ก็ประกาศว่ากรุงเยรูซาเล็ม จะกลายเป็นเมืองหลวงของนานาชาติ “ฝูงอูฐจะมาอยู่เต็มถนนของเจ้า รวมทั้งคาราวานอูฐจากมีเดียนและเอฟาห์ ทุกคนจะมาจากเชบา นำทองคำและกำยานมาด้วย และจะสรรเสริญพระเจ้าต่อหน้าคนทั้งหลาย” (อสย 60:6) ชาวอิสราเอลจำได้ว่าพระราชินีแห่งเชบา เสด็จมาเยือนกรุงเยรูซาเล็มจากแดนไกล เพื่อมาพบกษัตริย์ซาโลมอน ... บทสดุดี 71 ที่เราใช้ขับร้องในวันฉลองพระคริสตเจ้าแสดงองค์ก็กล่าวถึงการเปิดรับชาวโลกเช่นกัน “พระราชาแห่งทาร์ซิส และหมู่เกาะต่าง ๆ จะนำของบรรณาการมาถวายพระองค์” และมัทธิวเองก็จะย้ำในพระวรสารของเขา (8:11) ว่า “คนจำนวนมากจะมาจากทิศตะวันออกและตะวันตก และจะนั่งร่วมโต๊ะกับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ในอาณาจักรสวรรค์” ... เราเห็นได้อีกครั้งหนึ่งว่าพระวรสารฉบับนี้เขียนขึ้นตามแนวทางใด
โหราจารย์เหล่านี้เป็นตัวแทนของทุกคนที่ไม่มีความเชื่อในทุกยุคสมัย แต่เราไม่มีเจตนาจะใช้คำศัพท์ที่เหยียดหยาม ... ตรงกันข้าม! ... เพื่อนจำนวนมากของเราจริงใจต่อความเชื่อมั่นของเขา เขาดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม มีจิตใจที่เป็นธรรม และพร้อมจะรับใช้ผู้อื่น คนเหล่านี้เป็นครอบครัวตัวอย่าง และปฏิบัติงานตามสาขาอาชีพอย่างดีเยี่ยม – แต่เขาไม่รู้จักพระเยซูคริสตเจ้าอย่างแท้จริง ...
วันฉลองพระคริสตเจ้าแสดงองค์เป็นวันฉลองสำหรับทุกคนที่ไม่รู้จักพระเยซูเจ้า ... สำหรับทุกคนที่มีความเชื่อแตกต่างจากความเชื่อของเรา ... แต่เขาก็เป็นคนที่พระเจ้าทรงรัก ทรงประทานความสว่าง และดึงดูดเขามาหาพระองค์ด้วยพระหรรษทานของพระองค์ที่ตาของเรามองไม่เห็น ... แต่เราตัดสินเขาอย่างไร ...
ประกาศกเขียนไว้ว่า “เมืองเบธเลเฮม ดินแดนยูดาห์ ... ผู้นำคนหนึ่งจะออกมาจากเจ้า ซึ่งจะเป็นผู้นำอิสราเอล ประชากรของเรา”
ท่านอาจสงสัยว่าหลังจากได้นำทางโหราจารย์มาไกลถึงเพียงนี้แล้ว ทำไมดวงดาวจึงไม่นำทางพวกเขาตรงไปยังเบธเลเฮม ใกล้ ๆ พระเยซูเจ้า ... ทำไมจึงให้เขาเดินทางอ้อมผ่านกรุงเยรูซาเล็ม ผ่าน “ธรรมาจารย์ และหัวหน้าสมณะ”
นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงรักษาสัญญา แม้ว่าพระองค์ทรงเสนอความรอดพ้นให้แก่มนุษย์ทุกคน แต่ความรอดพ้นนี้จะต้องผ่านทางชาวยิว (รม 11:11)
การเดินทางอ้อมผ่านกรุงเยรูซาเล็ม ยังมีนัยสำคัญอีกประการหนึ่งด้วย กล่าวคือ เราไม่อาจดำเนินชีวิตโดยไม่พึ่งพาพระวาจาของพระเจ้าได้ ... หรือโดยปราศจากพระคัมภีร์ – ถ้าเราต้องการพบพระคริสตเจ้าอย่างแน่นอน ...
เรารำพึงตามพระวาจา ... ตามพระคัมภีร์ ... โดยไม่เบื่อหน่ายหรือเปล่า ...
เขาเปิดหีบสมบัติ นำทองคำ กำยาน และมดยอบ ออกมาถวายพระองค์ ... เขากลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น
คำว่านมัสการเป็นบทบาทสำคัญของพระศาสนจักร การนมัสการแท้หมายถึง “การถวายผลผลิตจากมือมนุษย์ และจากแผ่นดิน แด่พระเจ้า” ดังนั้น เราจึงถวายแด่พระเจ้าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกอารยธรรมถือว่ามีคุณค่า
การพบกับพระคริสตเจ้าทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป ... มีทางอีกสายหนึ่งเผยตัวให้เห็น ...
นี่คือข่าวดีจริง ๆ พระเจ้าข้า!

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.