วันสมโภชพระจิตเจ้า
กิจการอัครสาวก 2:1-11; 1 โครินธ์ 12:3-7, 12-13; ยอห์น 20:19-23
บทรำพึงที่ 1
หอคอยคู่
พระจิตเจ้าเสด็จมาทำให้เราเป็นครอบครัวเดียวกัน และเราทุกคนมีบทบาทให้แสดงในภารกิจนี้
หอสัญญาณโทรทัศน์ขนาดยักษ์ถูกก่อสร้างขึ้นมาให้สูงตระหง่านในเขตเบอร์ลินตะวันออก ภายใต้ยอดหอสัญญาณนี้เป็นที่ตั้งของร้านอาหารที่หมุนได้รอบตัว เจ้าหน้าที่คอมมิวนิสต์ต้องการให้หอนี้เป็นสิ่งที่ใช้อวดโลกตะวันตก แต่ความบังเอิญในการออกแบบทำให้หอยักษ์นี้กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ทำให้ทางการกระอักกระอ่วนใจ
ทุกครั้งที่แสงอาทิตย์ส่องบางมุมของหอแห่งนี้ ทั้งหอจะกลายเป็นกางเขนขนาดมหึมาที่เป็นประกายระยิบระยับ เจ้าหน้าที่พยายามทาสีทับเพื่อกลบกางเขน แต่ก็ไม่ได้ผล
เหตุการณ์บางอย่างที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม หลังจากการตรึงกางเขนพระเยซูเจ้า เจ้าหน้าที่บ้านเมืองหวังว่าความตายบนไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าจะล้มล้างขบวนการคริสตชนให้หมดไป แต่เหตุการณ์กลับกลายเป็นตรงกันข้าม ขบวนการคริสตชนเริ่มแผ่ขยายราวกับไฟไหม้ป่า และขยายตัวอย่างน่าประหลาดใจจนกระทั่ง ค.ศ. 64 ขบวนการนี้กลายเป็นพลังที่ทรงอำนาจในกรุงโรมที่ห่างไกล
ขบวนการนี้ทรงพลังจนกระทั่งเนโร จักรพรรดิโรมัน ถือว่าเป็นเป้าหมายที่จะต้องเบียดเบียนในทุกรูปแบบ
เป็นไปได้อย่างไรที่คริสตศาสนาเติบโตจากประกายไฟเล็ก ๆ จนกลายเป็นกองไฟมหึมาได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 30 ปี เรื่องราวน่าทึ่งนี้ได้รับการบอกเล่าในหนังสือกิจการอัครสาวก และจุดเริ่มต้นของเรื่องราวน่าทึ่งนี้ก็คือเหตุการณ์ที่บอกเล่าในพระวรสารประจำวันนี้ พระจิตเจ้าผู้ที่พระเยซูเจ้าทรงสัญญาว่าจะส่งลงมาช่วยเหลือศิษย์ของพระองค์ ได้เสด็จลงมาเหนือพวกเขาในวันเปนเตกอสเต และทำให้เขาเปลี่ยนไป
กลุ่มบุคคลผู้กำลังสับสนนี้เปลี่ยนไป และกลายเป็นกลุ่มผู้มีความเชื่อในคริสตศาสนาที่กล้าหาญ – กลุ่มบุคคลที่ไร้ระเบียบนี้เปลี่ยนไป และกลายเป็นองค์กรหนึ่งเดียวของพยานทั้งหลาย ซึ่งบัดนี้เราเรียกว่าพระศาสนจักร
แต่พระศาสนจักรเป็นมากกว่ากลุ่มบุคคลผู้มีความเชื่อเดียวกัน เพราะนี่คือพระกายของพระคริสตเจ้าที่มีส่วนร่วมในชีวิตเดียวกัน นักบุญเปาโลเขียนว่า “พระศาสนจักรคือพระกายของพระคริสตเจ้า” (อฟ 1:23)
นักบุญเปาโลบอกด้วยว่า “(พระคริสตเจ้า) ทรงเป็นศีรษะของร่างกายของพระองค์ คือพระศาสนจักร พระองค์ทรงเป็นต้นกำเนิดชีวิตของร่างกายนี้” (คส 1:18)
จึงกล่าวได้อย่างถูกต้องเหมาะสมว่า วันเปนเตกอสเตคือวันเกิดของพระศาสนจักร ซึ่งเป็นพระกายที่กลับคืนชีพของพระคริสตเจ้าที่สามารถมองเห็นได้
เราจำเป็นต้องเน้นสองประเด็นเกี่ยวกับวันเปนเตกอสเต
ประเด็นแรก เปนเตกอสเตเป็นวันฉลองสำคัญของชาวยิว – เป็นวันฉลองเพื่อขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ในปีนั้น ผนวกกับการขอบพระคุณสำหรับพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงกระทำบนภูเขาซีนาย เปนเตกอสเต แปลว่า “วันที่ 50” และเฉลิมฉลองกันหลังจากปัสกาผ่านไปได้ 50 วัน
เพราะเหตุนี้ จึงมีชาวยิวจากทุกแคว้นมารวมตัวกันในกรุงเยรูซาเล็ม เรากำลังเฉลิมฉลองวันฉลองสำคัญของชาวยิว
นี่คือคำอธิบายว่าทำไมจึงมีชาวยิวที่พูดภาษาต่าง ๆ มารวมตัวกันในเวลาเดียวกัน
ประเด็นที่สอง เราต้องมองเปนเตกอสเต โดยคำนึงถึงเรื่องราวของหอบาเบล ในพันธสัญญาเดิมก่อนจะสร้างหอบาเบล มนุษย์ทุกคนพูดภาษาเดียวกัน (ปฐก 11:1) แต่เมื่อมนุษย์ถูกความจองหองเข้าครอบงำ และเริ่มต้นสร้างหอนี้ พระเจ้า “ทรงกระทำให้ภาษาทั่วแผ่นดินสับสนวุ่นวาย และทรงทำให้มนุษย์กระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดิน” (ปฐก 11:9)
การเสด็จมาของพระจิตเจ้าในวันเปนเตกอสเตได้พลิกกลับสถานการณ์นี้ หลังจากพระจิตเสด็จมา ประชาชนที่พูดภาษาต่าง ๆ ในกรุงเยรูซาเล็ม สามารถเข้าใจว่าบรรดาศิษย์กำลังพูดอะไร
เหตุการณ์นี้มีจุดประสงค์ที่ชัดเจน สิ่งใดที่บาปทำให้แตกแยก บัดนี้ พระจิตเจ้าทรงประสานให้กลับเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างโลกขึ้นใหม่ และทำให้โลกกลายเป็นสิ่งสร้างใหม่
ทั้งหมดนี้ทำให้เราแต่ละคนสำนึกว่างานที่พระจิตเจ้าทรงเริ่มต้นไว้ในวันเปนเตกอสเต เราต้องสานต่อจนกว่าจะสำเร็จ
เช่นเดียวกับบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้าในพระวรสารวันนี้ เราแต่ละคนได้รับพระจิตเจ้าเป็นส่วนตัว เมื่อเรารับศีลล้างบาป และศีลกำลัง
และเช่นเดียวกับบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า เราได้รับพระจิตเจ้าเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง คือเราต้องออกไป และประกาศข่าวดีแห่งพระวรสารให้แก่นานาชาติ ดังที่เปาโลกล่าวไว้ในบทอ่านที่สองประจำวันนี้ เราต้องนำชนทุกชาติทุกภาษา “มารวมเข้าเป็นร่างกายเดียวกัน” ของพระคริสตเจ้า เพราะเราทุกคนต่าง “ได้รับพระจิตเจ้าพระองค์เดียวกัน”
ข้อความนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับเราแต่ละคนในวัดนี้ – หมายความว่าเราต้องมีส่วนร่วมในงานของพระศาสนจักรในการเทศน์สอนพระวรสารให้แก่คนทั่วไป หมายความว่าเราต้องสนับสนุนงานแพร่ธรรมของพระศาสนจักรทั้งด้านเงินทอง และคำภาวนา
และยังหมายความด้วยว่า เราต้องเทศน์สอนพระวรสารด้วยการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา สิ่งใดที่เราประกาศยืนยันในวันอาทิตย์ เราต้องปฏิบัติจริงระหว่างอีกหกวันของสัปดาห์นั้น ถ้าเราทุกคนทำเช่นนั้น จะมีคนจำนวนมากพากันมาชุมนุมพร้อมกับเราในวัดในวันอาทิตย์
ตัวอย่างต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจว่าข้าพเจ้ากำลังพูดถึงอะไร อับราฮัม ลินคอล์น เขียนในสมุดบันทึกของเขาเกี่ยวกับสงครามกลางเมือง ว่า
“ในบรรดากิจการเมตตาจิตและความกรุณาที่แสดงออกในหลากหลายรูปแบบ ที่มองเห็นได้ในหอผู้ป่วยที่แออัดในโรงพยาบาลต่าง ๆ กิจการของภคินีคาทอลิกบางคนมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าพวกเขามาจากที่ไหน และมาจากคณะใด ภาพที่สวยงามยิ่งกว่าภาพศิลปะใดที่ข้าพเจ้าเคยเห็น คือภาพของภคินีผู้สงบเสงี่ยมเหล่านั้น ที่ปฏิบัติงานแห่งความเมตตาของตนท่ามกลางคนที่กำลังเจ็บปวด และคนใกล้ตาย
พวกเขาอ่อนโยนอย่างสตรีแท้ แต่กล้าหาญเหมือนทหาร ... พวกเขาเดินจากเตียงหนึ่งไปยังอีกเตียงหนึ่ง ... พวกเขาคือเทวดาแห่งความเมตตาอย่างแท้จริง”
เปนเตกอสเต เชิญชวนเราแต่ละคนให้เป็นพยานเช่นเดียวกันนี้ในทุกด้านของชีวิตของเรา
พระจิตเจ้าประทานอำนาจให้เราแต่ละคนเป็นพยานเช่นนี้
ศีลล้างบาป และศีลกำลังของเราเรียกร้องท่าน และข้าพเจ้าให้เป็นพยานเช่นนี้
นี่คือสารของวันสมโภชพระจิตเจ้าสำหรับเราแต่ละคนในที่นี้
บทรำพึงที่ 2
ยอห์น 20:19-23
ค่ำวันนั้น ซึ่งเป็นวันต้นสัปดาห์
พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์นกล่าวว่า ในตอนค่ำของวันปัสกานั้นเอง – หลังจากพระเยซูเจ้ากลับคืนพระชนมชีพ – อัครสาวกก็ได้รับพระจิตเจ้า ... และพระศาสนจักรก็เกิดขึ้นมาจากลมหายใจของพระเยซูเจ้า...
ถ้าเราเปรียบเทียบคำบอกเล่านี้ กับคำบอกเล่าของนักบุญลูกา ในหนังสือกิจการอัครสาวก เราพบว่าพระเยซูเจ้าดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญกว่าพระจิตเจ้า ... เรารู้ว่าเราต้องค้นหาในพระวรสารของนักบุญยอห์น เพื่อจะพบความคิดทางเทววิทยาอันลึกล้ำ ซึ่งแสดงออกผ่านสัญลักษณ์ที่ใช้ในพระคัมภีร์...
“ในวันต้นสัปดาห์” โลกใหม่เริ่มต้นขึ้น ... การเนรมิตสร้างครั้งใหม่เกิดขึ้น ... นี่คือปฐมกาลครั้งใหม่ พระเจ้าทรงอุ้มมนุษย์ขึ้นมาด้วยพระหัตถ์ของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง และทรงปั้นเขาใหม่ด้วย “ดินเหนียว” ใหม่...
นับจากวันนั้น คริสตชนมาชุมนุมกันมิได้ขาดตั้งแต่ “วันต้นสัปดาห์” จนถึง “วันต้นสัปดาห์” – จากวันอาทิตย์ถึงวันอาทิตย์ ... แม้แต่วันนี้ พระศาสนจักรก็กำลังเกิดขึ้นจากการชุมนุมกันเป็นระยะนี้ตลอดหลายปี หลายศตวรรษ...
ต้องใช้เวลาหลายวันอาทิตย์ เพื่อสร้างคริสตชนขึ้นมาหนึ่งคน ... เป็นกระบวนการที่ก้าวหน้าเรื่อย ๆ ตามจังหวะของ “การเสด็จมา” ของพระเยซูเจ้า ... เราก้าวมาไกลมากแล้วจากการ “ไปร่วมมิสซาวันอาทิตย์เพราะเป็นหน้าที่” เพราะมิสซาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเรา ... เราจำเป็นต้องหายใจ ... และเราต้องหายใจไม่เพียงปีละครั้ง...
ประตูห้องที่บรรดาศิษย์กำลังชุมนุมกันปิดอยู่เพราะกลัวชาวยิว...
ความกลัว ... เราสร้างโลกของเราขึ้นมาบนความกลัวเสมอ...
“อาวุธนิวเคลียร์ต่อต้านการโจมตี” หมายถึงการสร้างความกลัวขึ้นในใจของผู้อื่น...
ก่อนจะรำพึงภาวนาต่อไป ข้าพเจ้าต้องเผชิญหน้ากับความกลัวในชีวิตของข้าพเจ้าเอง ... เพราะสถานที่ซึ่งบรรดาศิษย์ปิดประตูขังตนเองอยู่ภายใน ก็คือสถานที่แห่งความกลัวของเขา...
ข้าพเจ้า “ขังตนเอง” ไว้ในสถานการณ์ใด ... มีสถานการณ์ใด บาปใด ความกังวลใดที่เป็นคุกขังข้าพเจ้า...
นักบุญเปาโลตระหนักในความเป็นจริงนี้ จึงเปรียบเทียบความกลัวกับความตายว่า “ดังนั้น ความตายกำลังทำงานอยู่ในเรา ... เราไม่ท้อถอย แม้ว่าร่างกายภายนอกของเรากำลังเสื่อมสลายไป จิตใจของเราที่อยู่ภายในก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นในแต่ละวัน ความทุกข์ยากลำบากเล็กน้อยของเราในปัจจุบันนี้กำลังเตรียมเราให้ได้รับสิริรุ่งโรจน์นิรันดรอันยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้” (2 คร 4:12, 16-17)
พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามา ทรงยืนอยู่ตรงกลาง
ยอห์นมีจุดประสงค์ที่เขานำการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้ามาเชื่อมโยงกับการประทานพระจิตเจ้า ในบทข้าพเจ้าเชื่อ (ของสังคายนานีเชอา) เราประกาศยืนยันว่าพระจิตเจ้าทรงเป็น “พระเจ้าผู้ประทานชีวิต” พระเยซูเจ้าทรงได้รับการประทานชีวิตนี้ก่อน การแย่งชิงพระเยซูเจ้ามาจากอำนาจของความตายเป็นผลงานชิ้นเอกของพระจิตของพระเจ้า...
ตัวของเราที่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น และไม่มีธรรมชาติพระเจ้า ดังนั้นจึงมีข้อจำกัด “จิต” และ “ร่างกาย” ถูกพันธนาการไว้ด้วยกันทั้งยามสุข และยามทุกข์ ... แต่ไม่ว่าจิตจะเข้มแข็งปานใด จิตในตัวเราก็ต้องประสบกับความล้มเหลวขั้นสูงสุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งทำให้จิตไม่สามารถยึดเหนี่ยวร่างกายไว้ได้อีกต่อไป การเป็นมนุษย์หมายถึงการรู้จักตายด้วย...
แต่ต่างจากเอกภพที่ถูกสร้างขึ้น และดังนั้นจึงรู้จักตายนี้ พระคริสตเจ้าไม่ได้ทรงมีแต่จิตมนุษย์ที่มีข้อจำกัด แต่ทรงมีจิตของพระเจ้าซึ่งไร้ขีดจำกัดอีกด้วย จิตในองค์พระคริสตเจ้าแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากจิตมนุษย์ ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของความตาย พระองค์ทรงครอบครองพระจิตเจ้าอย่างสมบูรณ์ และพระจิตเจ้าพระองค์นี้ทรงเป็นพระเจ้า และผู้ประทานชีวิต
พระเยซูเจ้าทรงทำลายสิ่งกีดขวางทั้งปวง ... การปรากฏพระองค์ในทันทีทันใดท่ามกลางศิษย์ที่ปิดประตูขังตนเองอยู่นี้ เป็นเครื่องหมายแสดงว่าไม่มีอุปสรรคใดสามารถยับยั้งไม่ให้พระองค์เสด็จมาอยู่ท่ามกลางศิษย์ของพระองค์ ... เช้าวันนี้ พระองค์ทรงได้รับลมหายใจ “ใหม่” แห่งชีวิต ซึ่งทำให้พระองค์ทรงเป็น “ร่างฝ่ายจิต (spiritual body)” คือร่างกายที่เคลื่อนไหว และมีชีวิตด้วยชีวิตของพระจิตเจ้า ... (1 คร 15:44) ... ทรง “กลับคืนพระชนมชีพ ... ทรงได้รับการเทิดทูนให้ประทับเบื้องขวาของพระเจ้า พระองค์ทรงได้รับพระจิตเจ้าจากพระบิดาตามพระสัญญา” (กจ 2:33) ... และพระเยซูเจ้าก็ประทานพระจิตเจ้าให้แก่มิตรสหายของพระองค์ทันที...
ถูกต้องแล้ว การกลับคืนพระชนมชีพเป็นผลงานของพระจิตเจ้า...
พระองค์ทรงให้บรรดาศิษย์ดูพระหัตถ์ และด้านข้างพระวรกาย
ท่านกำลังสงสัยอยู่หรือว่าการกลับคืนพระชนมชีพเกิดขึ้นที่ใด ... ท่านรู้สึกว่ายากที่จะพิเคราะห์แยกแยะการประทับอยู่ของพระจิตเจ้าหรือ ... ถ้าเช่นนั้น ลองพยายามค้นหาว่าแผลเป็นและรอยแผลของท่านอยู่ที่ใด – ในหัวใจของท่าน ในชีวิตของท่าน รวมถึงในชีวิตของโลก หรือในพระศาสนจักร...
“สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” ... เมื่อบรรดาศิษย์เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าก็มีความยินดี
ความกลัวเปลี่ยนเป็นความยินดี – ผ่านทางสันติสุข...
“พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น”
พวกเขาปิดประตูขังตนเอง – บัดนี้ เขาถูก “ส่งไป”...
การส่งออกไปปฏิบัติพันธกิจนี้ไม่ได้มองจากมุมขององค์กรใด ไม่มีกระบวนการประชาสัมพันธ์ที่วางแผนมาอย่างดี และพระเยซูเจ้าไม่ทรงคำนึงถึงเครื่องมือในทางปฏิบัติใด ๆ ที่พระศาสนจักรจะต้องใช้เพื่อเป็น “ธรรมทูต” เลย ... สำหรับพระเยซูเจ้า สิ่งเดียวที่สำคัญคือต้นกำเนิดของพันธกิจ ซึ่งเป็น “ความผูกพันอันใกล้ชิดที่ทำให้พระเยซูเจ้าทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา” ... ท้ายที่สุด ย่อมมีพันธกิจหนึ่งเดียวเท่านั้น คือพันธกิจของพระบิดา ซึ่งเป็นพันธกิจของพระบุตร และกลายเป็นพันธกิจของพระศาสนจักร...
ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงเป่าลมเหนือเขาทั้งหลาย...
ในที่นี้ ยอห์นใช้คำศัพท์ที่ใช้ในพระคัมภีร์ ซึ่งมาจากสองข้อความที่โด่งดังมาก :
- การเนรมิตสร้างครั้งแรก “พระเจ้าทรงเป่าลมแห่งชีวิตเข้าในจมูกของเขา” (ปฐก 2:7)...
- การเนรมิตสร้างครั้งสุดท้าย “เป่าลมเหนือผู้ถูกฆ่าเหล่านี้ เพื่อให้เขามีชีวิต” (อสค 37:9)...
การเนรมิตสร้างเคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง “ในอดีต” คือกำเนิดของชีวิตเป็นครั้งแรก ณ จุดเริ่มต้นของกาลเวลา ... และจะมีการเนรมิตสร้าง “ในอนาคต” คือการกลับคืนชีพอย่างเด็ดขาดในวันสุดท้าย – แต่ก็มีการเนรมิตสร้างที่เกิดขึ้นจริงตลอดเวลาอีกด้วย เพราะ “ลมหายใจ” ของพระเจ้ากำลังทำงานอยู่...
ข้าพเจ้าเชื่อในพระจิตเจ้า พระเจ้าผู้ประทานชีวิต...
“ลมแห่งชีวิต” – นับว่าเป็นความชาญฉลาดที่บรรยายการประทับอยู่ และการทำงานของพระเจ้าในโลก ด้วยกิริยาอาการที่ธรรมดาสามัญ แต่จำเป็นที่สุด คือ การหายใจ ... ตั้งแต่จุลินทรีย์จนถึงสัตว์ป่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปภายในตนเองเหมือนกัน และเป็นก๊าซที่มีอยู่ทั่วไปบนโลกของเรา ข้าพเจ้าเองก็หายใจด้วยการสูดอากาศเหมือนกับสิ่งมีชีวิตทั่วไป...
นี่คือภาพลักษณ์อันเด่นชัดของพระเจ้าหนึ่งเดียว ผู้ทรงทำให้เราทุกคนมีชีวิต ... พระเยซูเจ้าได้ทรงอธิบายแก่นิโคเดมัสมาแล้ว โดยทรงใช้ภาพลักษณ์ของ “ลม” ซึ่ง “พัดไปในที่ลมต้องการ” และให้ชีวิต (ยน 3:6-8)...
“จงรับ...
ข้าพเจ้าได้รับร่างกายของข้าพเจ้าและความรักจากบิดามารดา ... เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ ข้าพเจ้าต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งต่าง ๆ นับพัน ต้องพึ่งบุคคลนับพัน และสถานการณ์นับพัน...
“จงรับไปกิน นี่คือกายของเรา” – แต่เราต้องรับพระกายนี้! เราต้องรับ และยอมรับ พระเยซูคริสตเจ้าเป็นพระผู้ไถ่ของเรา!
“จงรับพระจิตเจ้าเถิด” ... เราต้องรับพระจิตเจ้าองค์นี้...
พระเจ้าข้า โปรดประทานพระหรรษทานให้เราต้อนรับ – และยอมรับ – ของประทานที่พระองค์ทรงเสนอแก่เราเถิด...
“... พระจิตเจ้า” ...
มนุษยชาติต้องรับจิตซึ่งดำรงอยู่ระหว่างพระบิดาและพระบุตร : จิตที่เป็นหลายพระบุคคล แต่เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวกัน...
เราค้นพบในพันธกิจของพระศาสนจักรว่าไม่ได้มีแต่พระบิดา และพระบุตรผู้ที่พระบิดาทรงส่งมา แต่ยังมีธรรมล้ำลึกที่เกี่ยวกับสามพระบุคคลอีกด้วย...
คำสั่งสอนของสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 บอกเราว่า พระศาสนจักรคือการประทานความรัก ซึ่งรวมสามพระบุคคลไว้ด้วยกัน ให้แก่มนุษย์...
“ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย
ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับการอภัยด้วย”
บทบาท และพันธกิจของพระศาสนจักร คือ ประกาศเรื่องการให้อภัย การคืนดีกับพระเจ้า และความรอดพ้น
เราเห็นลำดับความคิดของนักบุญยอห์น ในพระคัมภีร์หน้านี้อย่างเด่นชัด :
- มนุษย์กลุ่มหนึ่งมีประสบการณ์ในการรับรู้ถึงการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้า ผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ...
- ผลของประสบการณ์นั้น คือ คนกลุ่มนี้ถูกส่งไปปฏิบัติพันธกิจ...
- พันธกิจนี้สามารถปฏิบัติได้ด้วยการประทานพระจิตเจ้า...
- พันธกิจนี้ คือ การมอบความรอดพ้น การให้อภัย ความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ผู้อื่น...
ดังนั้น งานของพระศาสนจักรก็คือ “การปลดปล่อย”! คือการเสนอความรักอันไร้ขอบเขตของพระเจ้าให้แก่มนุษย์...
ประโยคที่ใช้คำเชิงลบนี้ไม่ได้หมายความว่าพระศาสนจักรสามารถใช้อำนาจวินิจฉัยได้โดยพลการ...
เราไม่เคยต้องถามว่า “พระเจ้าจะให้อภัยฉันหรือไม่” เพราะไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าได้ตอบคำถามข้อนี้แล้ว...
แต่ยังเหลืออีกคำถามหนึ่ง คือ “ฉันจะยอมรับการให้อภัยนี้หรือไม่”...

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.