วันอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

วันอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
อิสยาห์ 58:7-10; 1 โครินธ์ 2:1-5; มัทธิว 5:13-16

บทรำพึงที่ 1
เยาวชนผู้เป็นพยาน
การเป็นพยานยืนยันความเชื่อของเราหมายความว่าเราต้องยอมให้ความเชื่อส่องแสงออกมาจากตัวเรา เราต้องยืนหยัดเพื่อความเชื่อ และพร้อมจะยอมรับความทุกข์เพื่อรักษาความเชื่อ

    เด็กหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งชื่อแอนน์ สมัครเข้าทำงานระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน โดยทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในโรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งที่ เคปคอด หน้าที่ของเธอคือทำความสะอาดห้องพัก 10 ห้องทุกวัน

    ระหว่างฤดูร้อนปีนั้น แอนน์พบบุคคลหลากหลายประเภทที่น่าสนใจ รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงบางคนด้วย แต่ในบรรดาคนที่เธอพบ เธอจดจำคนหนึ่งได้ดีกว่าคนอื่น ๆ เธอเรียกเขาว่าคุณสมิทธ์

    คุณสมิทธ์มาที่โรงแรมวันหนึ่งระหว่างสุดสัปดาห์พร้อมกับกระเป๋าเดินทางทำด้วยหนังใบเล็ก ๆ เมื่อแอนน์ไปทำความสะอาดห้องพักของเขาในวันรุ่งขึ้น เขาชะโงกศีรษะออกมาจากประตู และพูดว่า “ไม่ต้องทำความสะอาดห้องผมหรอก ขอผ้าเช็ดตัวสะอาด ๆ ให้ผมสองผืนก็พอ”

    ระหว่างสองวันต่อมา เขาก็ทำเช่นเดิม จนกระทั่งถึงกลางสัปดาห์ คุณสมิทธ์จึงยอมให้แอนน์เข้าไปทำความสะอาดในห้อง ขณะที่เธอทำความสะอาด เขาก็พูดคุยกับเธอ และถึงกับช่วยเธอปูเตียงด้วย

    เมื่อถึงวันเสาร์ แอนน์ทำความสะอาดห้องพักทั้ง 10 ห้องที่เธอดูแล รวมถึงห้องของคุณสมิทธ์ กระเป๋าเดินทางหนังใบเล็กนั้นยังวางอยู่ที่เดิม

    หลังจากทำงานเสร็จ ขณะที่แอนน์กำลังเดินบนถนนเพื่อไปร่วมพิธีมิสซาเวลา 16:30 น. รถยนต์คันหนึ่งวิ่งมาจอดข้างตัวเธอ คนขับคือคุณสมิทธ์ เธอต้องการให้เขาไปส่งที่บ้านไหม? เธอบอกเขาว่าเธอกำลังจะไปวัด และยินดีให้เขาไปส่งที่วัด

    เมื่อแอนน์ขึ้นไปนั่งบนรถ คุณสมิทธ์เริ่มซักถามเธอ เธอไปวัดบ่อยแค่ไหน? ทำไมเธอจึงไปวัดทั้งที่เด็กวัยรุ่นส่วนมากไม่ไป? พระสงฆ์เทศน์ดีไหม? เธอรับศีลมหาสนิทหรือเปล่าเมื่อเธอไปฟังมิสซา?

    เมื่อทั้งสองมาถึงวัด คุณสมิทธ์ทำให้แอนน์แปลกใจมาก เขาถามว่าเขาจะไปร่วมพิธีมิสซากับเธอได้ไหม เธอเริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับคำถามของเขา และความสนใจในมิสซาของเขา

    เธอรู้สึกแปลกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อคุณสมิทธ์คุกเข่าลงในวัด ปิดตา และอยู่อย่างนั้นตลอดพิธีมิสซา เมื่อจบมิสซา คุณสมิทธ์ทำบางสิ่งบางอย่างที่แปลกยิ่งกว่า เขาลุกขึ้น และรีบออกจากวัดโดยไม่บอกลา
    วันต่อมา เมื่อแอนน์ไปทำความสะอาดห้องพักของเขา กระเป๋าหนังใบเล็กนั้นไม่อยู่ที่นั่นแล้ว มีเพียงกล่องเล็ก ๆ วางอยู่แทนพร้อมกับจดหมายสั้น ๆ เธอเปิดจดหมายออกอ่าน ซึ่งมีข้อความว่า

    “แอนน์ ที่รัก
    ของขวัญในกล่องนี้เป็นสิ่งตอบแทนสำหรับสิ่งงดงามที่คุณทำให้ผมโดยที่คุณไม่รู้ตัว ระยะหลังนี้ ชีวิตสมรสของผมกำลังประสบปัญหา จนกระทั่งผมบอกภรรยาว่าผมจะย้ายออกจากบ้านสักสองสามวันเพื่อใคร่ครวญเรื่องต่าง ๆ แต่ยิ่งผมใคร่ครวญ ผมก็ยิ่งสับสน
    แล้วผมก็พบคุณ ความเชื่อในพระเจ้าของคุณงดงามและประทับใจผมมาก เมื่อผมไปฟังมิสซาพร้อมคุณ นั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี
    ระหว่างมิสซา พระเจ้าประทานความสว่างให้ผมเข้าใจปัญหา และทรงโปรดให้ผมมีความปรารถนาจะอยู่กับภรรยาของผมต่อไป
    ผมกำลังจะกลับบ้านพร้อมกับสำนึกในพระคุณของพระเจ้า และสำนึกในบุญคุณของคุณที่เป็นแสงสว่างในเวลาที่โลกของผมมืดมนมาก ผมจะไม่ลืมคุณเลยที่ได้ช่วยให้ผมค้นพบความเชื่อของผมอีกครั้งหนึ่ง                                    (ลงชื่อ) มร. สมิทธ์”

    ภายในกล่องนั้นมีสร้อยคอทองคำพร้อมกับกางเขนทองคำที่สวยงามมาก

    เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าพระเยซูเจ้าทรงหมายถึงอะไร เมื่อพระองค์ตรัสแก่ศิษย์ของพระองค์ว่า “ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก ... แสงสว่างของท่านต้องส่องแสงต่อหน้ามนุษย์ เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นกิจการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้สถิตในสวรรค์”

    เรื่องนี้ยังเป็นคำอธิบายที่ดีเยี่ยมว่าพระเยซูเจ้าทรงหมายถึงอะไรเมื่อพระองค์ตรัสแก่ศิษย์ของพระองค์ว่า “(ท่าน) จะเป็นพยานถึงเรา ... จนถึงสุดปลายแผ่นดิน” (กจ 1:8)

ขอให้เราพิจารณาให้ถี่ถ้วนมากขึ้นว่าพระเยซูเจ้าทรงหมายถึงอะไร เมื่อพระองค์ตรัสว่า ศิษย์ของพระองค์ต้องเป็นพยานถึงพระองค์ เราสามารถเป็นพยานยืนยันถึงพระเยซูเจ้าได้สามทาง :
    1.    โดยยอมให้พระองค์ส่องแสงผ่านตัวเรา
    2.    โดยปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ และ
    3.    โดยยอมรับความทุกข์เพื่อพระองค์ หรือเพื่อคำสั่งสอนของพระองค์

    ก่อนอื่น เราควรยอมให้พระเยซูเจ้าส่องแสงผ่านตัวเรา เหมือนกับเด็กหญิงวัยรุ่นในเรื่องนี้

    ธรรมทูตคนหนึ่งในประเทศอินเดียเล่าว่า วันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับพระเยซูเจ้า เธออธิบายว่าพระองค์ทรงมีพระทัยเมตตากรุณา ทรงพร้อมจะให้อภัยและเข้าใจเราเสมอ เธอสังเกตเห็นเด็กคนหนึ่งแสดงท่าทางตื่นเต้นมากขึ้นทุกทีขณะที่ได้ยินเธออธิบาย ในที่สุด หนูน้อยก็พูดโพล่งออกมาว่า “หนูรู้จักคนที่คุณครูกำลังพูดถึง เขาเป็นผู้ชายที่อาศัยอยู่บนถนนเดียวกันกับบ้านเรา”

    ดังนั้น วิธีแรกที่เราสามารถเป็นพยานถึงพระเยซูเจ้าได้ก็คือยอมให้พระองค์ส่องแสงผ่านตัวเรา ด้วยการเป็นคนมีใจเมตตากรุณา พร้อมจะให้อภัย และเข้าใจผู้อื่น

    วิธีที่สอง เราสามารถเป็นพยานถึงพระเยซูเจ้าได้ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ เมื่อมีใครเพิกเฉย หรือโจมตีคำสั่งสอนของพระองค์

    เราทำตามบทอ่านที่หนึ่งประจำวันนี้ได้ด้วยการแบ่งอาหารของเราให้แก่คนที่กำลังหิว ให้ที่พักแก่คนไร้บ้าน และให้เสื้อผ้าแก่คนที่เปลือยเปล่า เราต้องปฏิบัติอย่างที่พระเยซูเจ้าคงต้องปฏิบัติ ถ้าพระองค์ยังอยู่บนโลกนี้

    วิธีสุดท้ายที่เราจะเป็นพยานถึงพระเยซูเจ้าได้ คือ เมื่อเรายอมทนทุกข์ทรมานเพื่อพระองค์ หรือเพื่อเห็นแก่พระวรสาร เช่น เมื่อเราอุทิศแรงกายและทรัพย์สินของเราเพื่อขยายพระอาณาจักรของพระเจ้าบนโลกนี้ หรือเมื่อเรายอมรับคำสบประมาทเพื่อพระองค์ หรือเพื่อคำสั่งสอนของพระองค์ หากว่าจำเป็นต้องทำเช่นนั้น สรุปว่า เราต้องเชื่อพระวาจาของพระเยซูเจ้า เมื่อพระองค์ตรัสว่า

    “ท่านทั้งหลายเป็นสุข เมื่อคนทั้งหลายเกลียดชังท่าน ผลักไสท่าน ดูหมิ่นท่าน ... เพราะท่านเป็นศิษย์ของบุตรแห่งมนุษย์ จงชื่นชมในวันนั้นเถิด จงโลดเต้นยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านนั้นยิ่งใหญ่นักในสวรรค์” (ลก 6:22-23)

    และบทอ่านจากพระวรสารประจำวันนี้ยังเชิญชวนให้เราถามตนเองว่าเราเป็นพยานถึงพระเยซูเจ้ามากน้อยเพียงไร เรายอมให้พระองค์ส่องแสงผ่านตัวเรามากน้อยเท่าไร และเราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ ยอมรับความทุกข์เพื่อพระองค์ และเพื่อคำสั่งสอนของพระองค์มากน้อยเพียงไร

    เราเท่านั้นสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยบทภาวนาของนักบุญฟรังซิส ซึ่งสรุปความหมายของการเป็นพยานไว้ดังนี้

    พระเจ้าข้า โปรดทรงทำให้ข้าพเจ้าเป็นเครื่องมือนำสันติสุขของพระองค์
    ที่ใดมีความเกลียดชัง โปรดให้ข้าพเจ้าหว่านความรัก
    ที่ใดมีการทำร้าย โปรดให้ข้าพเจ้าหว่านการให้อภัย
    ที่ใดมีความสงสัย โปรดให้ข้าพเจ้าหว่านความเชื่อ
    ที่ใดมีความสิ้นหวัง โปรดให้ข้าพเจ้าหว่านความหวัง
    ที่ใดมีความมืด โปรดให้ข้าพเจ้าเป็นแสงสว่าง
    และที่ใดมีความเศร้า โปรดให้ข้าพเจ้าหว่านความยินดี

        โปรดให้ข้าพเจ้าปลอบโยนมากกว่าแสวงหาการปลอบโยน
        โปรดให้ข้าพเจ้าเข้าใจมากกว่าต้องการความเข้าใจ
        โปรดให้ข้าพเจ้ารัก มากกว่าต้องการความรัก
        เพราะเมื่อเราให้ เราย่อมได้รับ
        เมื่อเราให้อภัย เราย่อมได้รับการอภัย
        และเมื่อเราตาย
        เราจะเกิด และเข้าสู่ชีวิตนิรันดร

บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 5:13-16

    เราได้ยิน “บทเทศน์บนภูเขา” ตั้งแต่วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มต้นด้วยเรื่องความสุขแท้ และจะได้ยินบทเทศน์นี้ต่อไปอีกห้าสัปดาห์ มัทธิวได้นำคำสั่งสอนบางข้อของพระเยซูเจ้ามารวมไว้ด้วยกันไว้ในบทเทศน์นี้ ในขณะที่มาระโก และลูกาบอกเล่าไว้ในบริบทต่าง ๆ กัน ทำให้เราเห็นว่าพระวาจาของพระเยซูเจ้าเปิดโอกาสให้เราตีความได้หลายทาง

“ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดิน”

    พระเยซูเจ้าตรัสกับ “มนุษย์ผู้มีความสุขแท้” – หมายถึงคนที่มีใจยากจน ผู้มีใจอ่อนโยน และผู้สร้างสันติ – ว่า “ท่านเป็นเกลือดองแผ่นดิน”

    ภาพลักษณ์ที่ชัดเจนนี้สามารถตีความได้หลายทาง แต่ละความหมายจะเสริมความหมายให้แก่กัน ในยุคของพระเยซูเจ้า มนุษย์ใช้เกลือผสมปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ... ในปัจจุบัน เราใช้เกลือถนอมอาหาร เพราะเกลือป้องกันอาหารไม่ให้เน่าเสีย หรือชะลอการเน่าเสียออกไป ... แต่หน้าที่ปกติที่สุดของเกลือก็คือทำให้อาหารมีรสชาติ เกลือมีประโยชน์ ... ถ้าปราศจากเกลือ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไร้รสชาติ...

    ความเชื่อมีประโยชน์อะไร ถ้าเราเชื่อในพระเยซูเจ้า และดำเนินชีวิตตามบทเทศน์บนภูเขา จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไร พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า “วิธีนั้นจะทำให้ชีวิตมีรสชาติ”

    มนุษย์สมัยใหม่จมอยู่ในกิจวัตรประจำวันอันน่าเบื่อหน่ายมากกว่าบรรพบุรุษของเขา ... คนงานหน้าซีด ๆ ที่ทำงานภายใต้แสงประดิษฐ์ ... วัตถุที่ผลิตจากพลาสติกที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันหมด ... คำสนทนาที่จืดชืดไม่น่าสนใจ ... อุดมการณ์อันน่าเบื่อ ... ชีวิตยังมีรสชาติเหลืออยู่อีกหรือ ... เราพูดถึง “คุณภาพชีวิต” บ่อย ๆ ก็เพราะเราสูญเสียคุณภาพนี้ไปแล้วหรือเปล่า...

    พระเยซูเจ้าตรัสกับเราในวันนี้ท่ามกลางสภาพความเป็นจริงของเราว่า ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดิน! จงเติมความยินดี ความกล้า พลังลงไปในกิจวัตรของท่าน จงทำให้ความเป็นจริงที่แสนจะธรรมดา ซึ่งเกือบจะไร้รสชาติ กลับมีความหมาย จงเติมพระอาณาจักรของพระเจ้าเข้าไปในชีวิตประจำวัน จงตอบคำท้าของลัทธิอเทวนิยมสมัยใหม่ทั้งหลาย ซึ่งทำให้มนุษย์ขาด “ความสามารถเข้าถึงอุตรภาพ (transcendence)” แล้วก็ประกาศไม่หยุดว่าชีวิตนี้ “น่าขัน” และไร้ความหมาย ... เมื่ออยู่กับพระเยซูเจ้า ทุกสิ่งอาจมีความหมายและมีรสชาติได้ แม้แต่ความทุกข์ทรมาน แม้แต่การเบียดเบียน แม้แต่วัยชราและความตาย นักปราชญ์คนหนึ่งเขียนไว้ว่า “แม้แต่ความล้มเหลวก็เสริมความเข้มแข็งได้” ... มีประโยชน์อะไรที่จะโอดครวญ...

    ความทุกข์ยากจะมีคุณค่าอันเร้นลับและมหาศาล ถ้าเรายอมรับความทุกข์ยากนั้นโดยรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้า...

“ถ้าเกลือจืดไปแล้ว จะเอาอะไรมาทำให้เค็มอีกเล่า เกลือนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะถูกทิ้งให้คนเหยียบย่ำ”

    พระเยซูเจ้าทรงขอให้ศิษย์ของพระองค์รักษาคุณสมบัติของตน และอย่ากลายเป็นเกลือที่ไร้รสชาติ คริสตชนที่สูญเสีย “รสชาติของพระเจ้า” ซึ่งเป็นรสชาติแท้ของเขา ย่อมทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลย ... ปอล คลอเดล บอกว่า “พระวรสารเป็นเกลือ แต่ท่านทำให้กลายเป็นน้ำตาล”...

    พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราว่า หลังจากเรามีความร้อนรนได้ระยะหนึ่งแล้ว ความเชื่อของเราอาจจืดจางไป คำกริยาที่เราแปลว่า “สูญเสียรสชาติ” หรือ “จืด” นี้ยังหมายความว่า “เสียสติ” ได้อีกด้วย คือสูญเสียสามัญสำนึกจนกลายเป็นบ้า ซึ่งในพระคัมภีร์หมายถึงการสูญเสียปรีชาญาณ ซึ่งเราได้รับจากความเชื่อที่พระเจ้าประทานแก่เรา (อสย 19:11, ยรม 10:14) ... นักบุญเปาโลเปรียบเทียบเกลือกับปรีชาญาณ “จงปฏิบัติตนด้วยความเฉลียวฉลาดรอบคอบ ... จงใส่เกลือให้คำพูดของท่านมีรสชาติ” (คส 4:5-6)

    ถ้าเรา “ไร้รสชาติ” ก็เป็นเพราะเรายอมปล่อยให้เกลือในพระวรสารมีพลังลดลงในชีวิตของเรา ถ้าเกลือสูญเสียความเค็ม ข้าพเจ้าต้องเปรียบเทียบกับชีวิตของข้าพเจ้าเอง ... ถ้าคริสตชนไม่ใช่เกลืออีกต่อไป เขาก็ไร้ประโยชน์ คริสตชนที่เปลี่ยนตนเองตามสภาพแวดล้อม ตามสมัยนิยม และความคิดของโลก ย่อมไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ... “เพราะใคร ๆ ก็คิดอย่างนี้ ... เพราะใคร ๆ ก็ทำอย่างนี้” เราจะยอมสูญเสียบุคลิกภาพ และคล้อยตามแนวโน้มล่าสุดของวัตถุนิยม และบริโภคนิยมอย่างไม่ยั้งคิดหรือ ... เราจะฉวยโอกาสจากความอยุติธรรมทางสังคมหรือ ... เราจะหยุดปฏิบัติศาสนกิจ หรือหันไปหาอเทวนิยม โดยอ้างว่าคนรอบข้างเราก็ทำเช่นนั้นหรือ...

    สำหรับผู้ที่สูญเสียรสชาติของตน สำหรับคริสตชนที่กลายเป็นขยะ “ไร้สี ไร้กลิ่น ไร้รสชาติ” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านต้องต่างจากโลก ถ้าท่านต้องการเป็นเกลือดองแผ่นดิน”...

    ถ้อยคำนี้เรียกร้องมาก และเรียกร้องให้เราเจียมตนอย่างยิ่ง เพราะการเป็นคริสตชนไม่ได้ทำให้เราเหนือกว่าผู้อื่นโดยอัตโนมัติ ... เราแต่ละคนรู้จักข้อจำกัดและบาปของเรา ... แต่เกลือที่เราต้องนำไปมอบแก่โลกไม่ใช่ความภูมิใจในคุณธรรมของเรา หรือความสำเร็จที่เหนือกว่าผู้อื่นของเรา แต่เป็น “สิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวเรา”...

“ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก”
    อุปมาเรื่องที่สองนี้มีลักษณะ และความหมายเหมือนอุปมาเรื่องแรก แต่หนักแน่นมากกว่า ... เราต้องเป็น “ดวงอาทิตย์” ส่องโลก...

    เมื่อปราศจากแสง ก็ไม่มีสี ไม่มีความงาม ไม่มีชีวิต ... พระเยซูเจ้าทรงอยู่ในยุคก่อนวิทยาศาสตร์ ซึ่งมองข้ามหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่ายุคของเรา คนยุคนั้นจึงมองเห็นความเป็นจริงได้ชัดเจนกว่าเรา...

    ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์บอกเราว่าสิ่งมีชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยปราศจากแสง ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดอันจำเป็นของพลังงานทั้งปวงที่พบได้บนโลกของเรา ถ้าปราศจากการสังเคราะห์แสงของกรดอะมิโน ซึ่งดวงอาทิตย์กระตุ้นให้ทำงานในเซลล์คลอโรฟิลของพืช ทั้งสัตว์และมนุษย์ก็ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ ... ถ้าปราศจากดวงอาทิตย์ ก็ไม่มีถ่านหิน เชื้อเพลิง และไฟฟ้า ... เพราะจะไม่มีป่าไม้ ไม่มีกระแสน้ำ ... ดวงอาทิตย์เป็นภาพลักษณ์อันงดงามที่สุดอย่างหนึ่งของพระเจ้า คือเป็นปฐมเหตุของชีวิตทั้งปวง...

    นับตั้งแต่การเนรมิตสร้างโลก ก็มีแสงสว่างส่องลงบนสิ่งสร้างทั้งมวล “จงมีความสว่าง” (ปฐก 1:2) ... “พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความรอดพ้นของข้าพเจ้า” (สดด 27:1) ... พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเป็นแสงสว่างส่องโลก” (ยน 8:12) ... “ท่านทั้งหลาย ... ต้องฉายแสง ... เสมือนดวงประทีบอยู่ในโลก” (ฟป 2:15)...

    เป็นแสงสว่างส่องโลก ... นี่คือความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่จริง ๆ ... เราเป็นเหมือนแสงสะท้อนดวงเล็ก ๆ ... เราไม่มีอะไรให้ภาคภูมิใจ...

    พระเจ้าข้า โปรดประทานแสงสว่างของพระองค์แก่เราเถิด

    ในศาสนายูดาย ธรรมบัญญัติของโมเสสและพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ได้รับขนานนามว่า “แสงสว่าง” ... เราตระหนักหรือไม่ว่าพระเยซูเจ้าทรงกำลังเริ่มต้นปฏิวัติความคิดครั้งใหญ่ ... เบื้องหน้าพระองค์มีแต่ประชาชนที่ซื่อและยากจน คนป่วย คนที่ทนทุกข์ทรมานด้วยสาเหตุต่าง ๆ (มธ 4:23) ... ประชาชนเหล่านี้ยากจน ไร้การศึกษา และปราศจากอิทธิพล และไม่ได้ศรัทธาร้อนรนไปกว่าคนอื่น ๆ ... นี่คือกลุ่มคนที่พระเยซูเจ้าทรงบอกว่า “ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก”…

    เปล่าเลย พวกเขาไม่ใช่ “แสงสว่าง” ในตัวเอง แต่เขายอมให้ความเชื่อของเขาในพระเยซูเจ้าเปล่งแสงออกมาให้ผู้อื่นเห็น พระเยซูเจ้าทรงมองเห็นศักดิ์ศรีของมนุษย์ เมื่อมนุษย์คนนั้นยอมให้พระเจ้าทรงแทรกซึมเข้าไปในตัวเขา...

“เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาจะไม่ถูกปิดบัง ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วเอามาวางไว้ใต้ถัง แต่ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนในบ้าน ในทำนองเดียวกัน แสงสว่างของท่านต้องส่องแสงต่อหน้ามนุษย์”

    เมื่อยืนบนฝั่งทะเลกาลิลี ท่านจะเห็นเมืองซาเฮดที่ตั้งอยู่บนเนินที่เชิงเขาเฮบรอน สูงขึ้นไป 3,000 ฟุต ทั้งเมืองสว่างไสวด้วยแสงไฟ พระเยซูเจ้าทรงเห็นบ้านเรือนที่ทาสีขาวในเมืองนี้สะท้อนแสงอาทิตย์ ... ในบ้านเล็ก ๆ ของครอบครัวเล็ก ๆ ของพระองค์ บ่อยครั้งทรงเห็นพระนางมารีย์ พระมารดา จุดตะเกียงสับบาโต ซึ่งเป็นตะเกียงดินเผาอันเล็ก และไม่หรูหรา แต่สามารถ “ส่องสว่างแก่ทุกคนในบ้าน” ในบ้านของคนยากจนในดินแดนตะวันออกซึ่งมีห้องเพียงห้องเดียว...

    พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้เราส่องแสง ... ทั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงการฉลองชัยชนะ อีกไม่นาน พระเยซูเจ้าจะทรงเตือนเราว่า “จงระวัง อย่าปฏิบัติศาสนกิจของท่านต่อหน้ามนุษย์เพื่ออวดคนอื่น” (มธ 6:1, 6) เราไม่ควรอวดตัวเหมือนกับชาวฟาริสี ที่พระเยซูเจ้าทรงตำหนิ (มธ 6:1, 6) ... แสงของพระเจ้าเท่านั้นสามารถให้ความสว่างแก่พี่น้องชายหญิงของเราได้ แต่แสงของพระองค์ต้องส่องผ่านตัวเรา  “พระเจ้าผู้ตรัสว่า ‘ให้แสงสว่างส่องออกมาจากความมืด’ ก็เป็นผู้ทรงฉายแสงเข้าสู่จิตใจของเรา เพื่อส่องสว่างให้เรามีความรู้ถึงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า พระสิริรุ่งโรจน์นี้ปรากฏอยู่บนพระพักตร์ของพระคริสตเจ้า เรามีสมบัตินี้เก็บไว้ในภาชนะดินเผา เพื่อแสดงว่าอานุภาพล้ำเลิศนั้นมาจากพระเจ้า มิใช่มาจากตัวเรา” (2 คร 4:6-7)

“ในทำนองเดียวกัน แสงสว่างของท่านต้องส่องแสงต่อหน้ามนุษย์ เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นกิจการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์”

    เป็นครั้งแรกในพระวรสารของมัทธิว ที่เราได้ยินพระเยซูเจ้าตรัสถึง “พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ พระเยซูเจ้าทรงเผยแสดงว่าพระองค์ทรงหันไปหาพระบิดาเสมอ

    คริสตชนในโลกมีความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ คือ “เป็นเกลือดองแผ่นดิน เป็นดวงอาทิตย์ส่องโลก” แต่ไม่ใช่เพื่อเกียรติมงคลของเราเอง แต่เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า

    พระเยซูเจ้าทรงเป็นบุรุษที่ไม่ยึดพระองค์เองเป็นศูนย์กลาง และหันไปหาพระบิดาเสมอ “เราไม่ต้องการเกียรติจากมนุษย์” พระองค์ตรัสเช่นนี้ (ยน 5:41)...

    สำหรับเราทั้งหลายที่เป็นคนบาป ถ้าเราเป็น “เกลือ” และ “แสงสว่าง” ได้บ้างเล็กน้อย นั่นย่อมมาจากพระบิดา ถ้าโดยนิสัยของท่าน ท่านเป็นคนเข้มแข็ง มีความยินดีเป็นนิจ ใจกว้าง และใจบริสุทธิ์ นั่นเป็นเกียรติมงคลของท่าน และดีสำหรับท่านแน่นอน แต่ถ้าท่านเป็นคนอ่อนแอที่ได้รับกำลังจากพระเจ้า ถ้าท่านเป็นคนบาปที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอดพ้น เป็นมนุษย์ที่มีมลทินซึ่งพระเจ้าทรงชำระให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ เป็นคนอาฆาตแค้นที่พระเจ้าทรงสอนให้รู้จักให้อภัย เป็นคนที่สนใจในเงินทองซึ่งพระเจ้าทรงปลดปล่อยให้ตัดใจจากทรัพย์สมบัติของตนได้ – สรุปว่า ถ้าท่านเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่น่าสงสาร ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมด แต่เป็นคนที่มีความสุขด้วยความยินดีอันเกิดจากความสุขแท้ – เมื่อนั้น ท่านอาจเป็นตัวอย่างที่ทำให้พี่น้องชายหญิงของท่านสนใจ เพราะเขาเห็นความล้มเหลวของท่านจนชินตา และเขาเองก็หวังว่าเขาจะได้รับการเยียวยาเช่นกัน ... เมื่อเขาเห็นว่าท่านได้ทำสิ่งดี ๆ ทั้งที่ท่านเป็นคนอ่อนแอ เขาเหล่านั้นจะสามารถสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์...

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help