อาทิตย์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
ข่าวดี ลูกา 13:1-9
(1)ในเวลานั้น คนบางคนเข้ามาทูลพระเยซูเจ้าถึงเรื่องชาวกาลิลีซึ่งถูกปีลาตสั่งประหารชีวิตในขณะที่เขากำลังถวายเครื่องบูชา พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า (2)‘ท่านคิดว่าชาวกาลิลีเหล่านี้เป็นคนบาปมากกว่าชาวกาลิลีทุกคนหรือ จึงต้องถูกฆ่าเช่นนี้ (3)มิได้ เราบอกท่านทั้งหลายว่าถ้าท่านไม่กลับใจเปลี่ยนชีวิต ทุกท่านจะพินาศไปเช่นกัน (4)แล้วคนสิบแปดคนที่ถูกหอสิโลอัมพังทับเสียชีวิตเล่า ท่านคิดว่าคนเหล่านั้นมีความผิดมากกว่าคนอื่นทุกคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มหรือ (5)มิได้ เราบอกท่านทั้งหลายว่าถ้าท่านไม่กลับใจเปลี่ยนชีวิต ทุกท่านจะพินาศไปเช่นเดียวกัน’
(6)พระเยซูเจ้าตรัสเป็นอุปมาเรื่องนี้ว่า ‘ชายผู้หนึ่งปลูกต้นมะเดื่อเทศต้นหนึ่งในสวนองุ่นของตน เขามามองหาผลที่ต้นนั้น แต่ไม่พบ (7)จึงพูดแก่คนสวนว่า “ดูซิ สามปีแล้วที่ฉันมองหาผลจากมะเดื่อเทศต้นนี้แต่ไม่พบ จงโค่นมันเสียเถิด เสียที่เปล่า ๆ” (8)แต่คนสวนตอบว่า “นายครับ ปล่อยมันไว้ปีนี้อีกสักปีหนึ่งเถิด ผมจะพรวนดินรอบต้น ใส่ปุ๋ย (9)ดูซิว่าปีหน้ามันจะออกผลหรือไม่ ถ้าไม่ออกผล ท่านจะโค่นทิ้งเสียก็ได้”’
พระวรสารวันนี้กล่าวถึงเหตุการณ์รุนแรงสองเหตุการณ์ที่ปราศจากข้อมูลที่แน่นอน เราจึงได้แต่คาดเดาเท่านั้น
เหตุการณ์แรกเกี่ยวข้องกับ “ชาวกาลิลีซึ่งถูกปีลาตสั่งประหารชีวิตในขณะที่เขากำลังถวายเครื่องบูชา” (ข้อ 1)
เท่าที่เรามีข้อมูลคือ สมัยที่ปีลาตปกครองแคว้นยูเดียระหว่างปี ค.ศ. 26-36 เกิดขาดแคลนน้ำอย่างหนักในกรุงเยรูซาเล็ม ปีลาตจึงตัดสินใจสร้างระบบส่งน้ำโดยใช้งบประมาณจากเงินในคลังของพระวิหาร
ต้องยอมรับว่าโครงการของปีลาตดี แต่ชาวยิวยอมรับไม่ได้ที่จะนำเงินจากพระวิหารซึ่งเป็นของพระเจ้าออกมาใช้จ่าย พวกเขาจึงรวมตัวกันจับอาวุธขึ้นต่อต้าน
ปีลาตสั่งให้ทหารปลอมตัวโดยสวมเสื้อคลุมทับชุดทหาร พร้อมกับซ่อนตะบองไว้ใต้เสื้อคลุมแทนการใช้ดาบ แล้วให้ทหารปะปนไปกับฝูงชน
เมื่อได้รับสัญญาณ พวกทหารพยายามสลายฝูงชน แต่เพราะทำรุนแรงเกินกว่าคำสั่ง จึงมีประชาชนจำนวนหนึ่งต้องสังเวยชีวิตให้กับการต่อต้านครั้งนี้
คาดว่าในบรรดาผู้เสียชีวิตคงมีชาวกาลิลีรวมอยู่ด้วย เพราะพวกเขาขึ้นชื่อในเรื่องรักชาติ และพร้อมจะเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองทุกรูปแบบอยู่แล้ว
คาดกันอีกว่านี่คือชนวนเหตุที่ทำให้ปีลาตกับกษัตริย์เฮโรด อันติพาสซึ่งปกครองแคว้นกาลิลีต้องกลายเป็นศัตรูกัน จวบจนเมื่อปีลาตทราบว่าพระเยซูเจ้าเป็นชาวกาลิลี “จึงส่งพระองค์ไปให้กษัตริย์เฮโรด ซึ่งในขณะนั้นประทับอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม” (ลก 23:7) และหลังจากได้สบประมาทเยาะเย้ยพระองค์จนเป็นที่พอใจแล้ว เฮโรดก็ส่งพระองค์กลับมาหาปีลาต แล้วทั้งคู่ “ก็กลับเป็นเพื่อนกัน” (ลก 23:12)
เหตุการณ์ที่สองคือ “ชาวยิวสิบแปดคนถูกหอสิโลอัมพังทับเสียชีวิต” (ข้อ 4) ซึ่งกรณีนี้คลุมเครือมากกว่าเหตุการณ์แรกเสียอีก
แต่จากคำถามของพระเยซูเจ้าที่ว่า “ท่านคิดว่าคนเหล่านั้นมีความผิดมากกว่าคนอื่นทุกคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มหรือ” (ข้อ 4) ทำให้เราพอมีร่องรอยให้คาดเดาได้บ้าง เพราะคำว่า “คนเหล่านั้นมีความผิด” ตรงกับภาษากรีก ópheilétēs (โอเฟยเลเตส) ซึ่งแปลว่า “ลูกหนี้”
เป็นคำเดียวกันกับที่ใช้ในบท “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย” ที่ก่อนหน้านี้เราเคยสวดว่า “โปรดยกหนี้ของเรา เหมือนเรายกหนี้แก่เขา” !
จึงเป็นไปได้ว่า ชาวยิวทั้งสิบแปดคนที่ถูกหอสิโลอัมพังทับเสียชีวิต คงเป็นส่วนหนึ่งของคนงานก่อสร้างระบบส่งน้ำของปีลาต ที่ต่างก็รับเงินจากพระวิหารเป็นค่าจ้าง
คาดว่าอุบัติเหตุที่ทำให้คนงานเสียชีวิตถึงสิบแปดคนนี้ คงก่อให้เกิดเสียงเล่าลือในหมู่ประชาชนทำนองว่า หอสิโลอัมพังทับพวกเขาตายเพราะพวกเขาเป็น “ลูกหนี้” ของพระเจ้า เหตุว่าพวกเขาดันไปรับเงินค่าจ้างที่ชาวยิวถือว่า “ขโมย” มาจากพระองค์
และเพราะเป็นเพียงเสียงเล่าลือ เราจึงไม่มีข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์รองรับ
แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงของทั้งสองเหตุการณ์จะเป็นเช่นใดก็ตาม สิ่งที่ชาวยิวเชื่อและสอนเรื่อยมาคือ “ความทุกข์ยากและความตายเป็นผลของบาป” ?!?
ดังที่โยบถูกเอลีฟัสเพื่อนสนิทตั้งคำถามว่า “ผู้บริสุทธิ์เคยพินาศหรือ ?” (โยบ 4:7)
ความหมายของเอลีฟัสคือ “คนดีต้องได้ดี เพราะฉะนั้นการที่โยบตกทุกข์ได้ยากย่อมแปลว่าโยบได้ทำบาปผิดต่อพระเจ้า”
เท่ากับว่าคำสอนของชาวยิวคือ “ความทุกข์ยากและความตายเป็นผลของบาป หรือไม่ก็เกี่ยวเนื่องกับบาปชนิดแยกออกจากกันไม่ได้”
นับเป็นคำสอนที่โหดร้ายและทารุณจิตใจเป็นอย่างยิ่ง !
เพราะหากเป็นจริงตามคำสอนนี้ ย่อมเข้าใจเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากว่า “เศรษฐีทุกคนคือคนดี และคนจนที่ตกทุกข์ได้ยากทุกคนคือคนชั่ว”….
หรือพูดง่าย ๆ คือ “คนจนทำบาปมากกว่าคนรวย” !!!
แน่นอนว่า พระเยซูเจ้ายอมรับคำสอนเช่นนี้ไม่ได้ พระองค์จึงย้อนถามว่า “ท่านคิดว่าคนที่ถูกปีลาตประหารหรือถูกหอสิโลอัมพังทับเสียชีวิต เป็นคนบาปมากกว่าคนอื่นหรือ ?” (ข้อ 2 และ 4)
แต่ในเวลาเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ทรงเล็งเห็นว่าบาปไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการถูกฆ่าหรือถูกหอล้มทับตาย พระองค์ยังตรัสย้ำถึงสองครั้งสองคราว่า “ถ้าท่านไม่กลับใจเปลี่ยนชีวิต ทุกท่านจะพินาศไปเช่นกัน” (ข้อ 3 และ 5)
พระองค์ต้องการสอนอะไรแก่เราหรือ ?...
เราอาจแยกคำสอนของพระองค์ออกเป็น 2 กรณี ดังนี้
1. กรณีบาปของแต่ละคน พระองค์ถือว่า “ไม่จำเป็น” ที่บาปจะต้องเกี่ยวข้องกับความทุกข์ยาก ความยากจน หรือแม้แต่ความตาย
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความทุกข์ยาก ความยากจน รวมถึงความตาย ไม่จำเป็นต้องเป็นผลพวงมาจากบาปของเราแต่ละคน
ตรงกันข้ามพระองค์ทรงสอนว่า “ผู้มีใจยากจน หรือถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” (มธ 5:3,10; ลก 6:20,22)
ที่สำคัญ พระองค์ทรงกำหนดเงื่อนไขในการติดตามพระองค์ไว้ว่า “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็ให้เขาเลิกนึกถึงตนเอง ให้แบกไม้กางเขนของตน และติดตามเรา” (มก 8:34)
ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงทัศนะของพระเยซูเจ้าว่า ความยากจนก็ดี การถูกเบียดเบียนข่มเหงก็ดี หรือความทุกข์ยากต่าง ๆ ก็ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นผลของบาปเสมอไป แต่อาจเป็นกางเขนที่พระเจ้าทรงโปรดประทานแก่เรา “แต่ละคน” ก็ได้ !
2. กรณีบาปของชาติ พระองค์ถือว่าบาปหรือนโยบายที่ผิดพลาดของชาติย่อม “เกี่ยวข้อง” และ “ก่อให้เกิด” ความทุกข์ยาก ความหายนะ หรือแม้แต่ความตายแก่ประชาชนทุกคนอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงตรัสว่า “ถ้าท่านไม่กลับใจเปลี่ยนชีวิต ทุกท่านจะพินาศไปเช่นกัน” (ข้อ 3 และ 5)
นี่เป็นคำเตือนถึงชาวยิว “ทั้งชาติ” !
ถ้าชาวยิวไม่เลิกคิดวางแผนก่อการกบฏ สักวันหนึ่งโรมคงส่งกองทัพมาบดขยี้กรุงเยรูซาเล็มและชาวยิวจนพินาศไม่มีอะไรเหลือ
หรือ ถ้าชาวยิวไม่กลับใจเปลี่ยนชีวิต เลิกทะเยอทะยานแสวงหาอาณาจักรทางโลก แล้วหันกลับมาแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า สักวันหนึ่งพวกเขาก็จะพบกับความพินาศ
และตามประวัติศาสตร์ หลังจากถูกกองทัพโรมันล้อมอยู่หลายปีจนผู้คนอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก บางคนถึงกับยอมกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเองเป็นอาหารประทังชีวิตกรุงเยรูซาเล็มก็ถูกทำลายจนพินาศย่อยยับในปี ค.ศ. 70
ส่วนชาวยิวที่รอดชีวิตก็ตกอยู่ในฐานะสิ้นชาติ ต้องกระจัดกระจายไปอาศัยอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จวบจนหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อไม่นานมานี้เอง ที่พวกเขาสามารถรวมตัวกันสร้างประเทศอิสราเอลขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นสมดังคำของพระเยซูเจ้าที่ตรัสไว้ว่า “เมื่อท่านทั้งหลายเห็นกองทัพต่าง ๆ ล้อมกรุงเยรูซาเล็ม ก็จงรู้ไว้เถิดว่าความพินาศของนครนั้นใกล้เข้ามาแล้ว เวลานั้นผู้ที่อยู่ในแคว้นยูเดียจงหนีไปยังภูเขา ผู้ที่อยู่ในกรุงจงรีบออกไปเสีย ผู้ที่อยู่ในชนบทก็จงอย่าเข้ามาในกรุง เพราะวันเหล่านั้นจะเป็นวันพิพากษาลงโทษ ข้อความที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์จะเป็นความจริงทุกประการ น่าสงสารหญิงมีครรภ์และหญิงแม่ลูกอ่อน ในวันนั้นทุกขเวทนาใหญ่หลวงจะครอบคลุมทั่วแผ่นดินและพระพิโรธจะลงมาเหนือชนชาตินี้ บางคนจะตายด้วยคมดาบ บางคนจะถูกจับเป็นเชลยไปอยู่ในประเทศต่าง ๆ กรุงเยรูซาเล็มจะถูกคนต่างศาสนาเหยียบย่ำจนกว่าจะครบเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้” (ลก 21:20-24)
จากพระดำรัสของพระเยซูเจ้าและจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า ความทุกข์ยากและความพินาศถึงขั้นสิ้นชาติของชาวยิวเกิดจากบาปของชนชาติยิวเอง ที่มุ่งมั่นก่อการกบฏเพื่อปลดแอกจากกรุงโรม โดยหวังจะสร้างอาณาจักรทางโลกที่ยิ่งใหญ่เหมือนในสมัยของกษัตริย์ดาวิด
หากพวกเขายอมกลับใจและเปลี่ยนชีวิตตามคำเตือนของพระเยซูเจ้า พวกเขาคงไม่ต้องประสบกับความทุกข์ยากและความหายนะปานนี้
บางคนอาจถามว่า ไม่มีชาวยิวสักคนเลยหรือที่เชื่อฟังพระเยซูเจ้า ยอมกลับใจและเปลี่ยนชีวิตมาแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า ?
คำตอบคือ “มีแน่นอน”
แต่เพราะไม่มีมนุษย์ผู้ใดดำรงชีวิตอยู่ได้ตามลำพัง จำเป็นต้องอยู่รวมกันเป็นเผ่า เป็นชาติ เป็นประเทศ เมื่อประเทศชาติทำบาปหรือดำเนินนโยบายผิดพลาด ผลแห่งความผิดพลาดนั้นย่อมตกถึงประชาชนแต่ละคนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ประเทศไทยก็ตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันนี้….
หากคนไทยยังยึดติดอยู่กับลัทธิวัตถุนิยมหรือบริโภคนิยมอย่างทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือจะต่อต้านลัทธิเหล่านี้มากเพียงใดก็ตาม สักวันหนึ่งประเทศชาติจะต้องประสบกับความหายนะ และความทุกข์ยากระดับรากหญ้าก็จะมาเยือนเราทุกคน
เว้นแต่ เราแต่ละคนซึ่งต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย จะเริ่มกลับใจและเปลี่ยนชีวิต ก่อนจะไม่มีชีวิตเหลือให้เปลี่ยน !
จากทั้งสองกรณี เราอาจสรุปหลักการของพระเยซูเจ้าได้ว่า “ความทุกข์ยากไม่ได้เป็นผลของบาปเสมอไป แต่ชนชาติใดเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า ย่อมอยู่ในหนทางแห่งความหายนะอย่างแน่นอน” !!
---------------------------
คำอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อเทศไร้ผลแสดงให้เห็น “พระพร” มากมายที่พระเจ้าทรงโปรดประทานแก่เรา และในเวลาเดียวกันก็แฝงไว้ด้วย “คำเตือน” ที่หนักหน่วงด้วยเช่นกัน
1. มะเดื่อเทศต้นนี้ได้รับ “โอกาส” มากเป็นพิเศษ เพราะปกติต้นมะเดื่อเทศทั่วไปมักเติบโตในเนื้อดินปนหินตื้น ๆ ที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ น้อยครั้งนักที่เราจะพบต้นมะเดื่อเทศปลูกไว้ในสวนองุ่นซึ่งมีเนื้อดินดีกว่าและอุดมสมบูรณ์กว่าที่อื่น
แต่ทว่ามะเดื่อเทศต้นนี้กลับให้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจเลย !
เช่นเดียวกับมะเดื่อเทศต้นนี้ พระเจ้าทรงประทานโอกาสแก่เรามากกว่าผู้อื่น พระองค์ทรงโปรดให้เราเป็นบุตรของพระองค์ ทรงเรียกเรามาเป็นคริสตชน ทรงประทานพระพรและความช่วยเหลือนานัปการแก่เรา ไม่มียุคสมัยใดอีกแล้วที่พระองค์จะประทานโอกาสให้แก่เรามากมายเช่นนี้
ปัญหาคือเราได้ใช้โอกาสต่าง ๆ เหล่านี้อย่างมีความรับผิดชอบเต็มที่จนบังเกิดผลอุดมสมบูรณ์แล้วหรือ ??
หรือเราจะปล่อยให้ลงเอยเหมือนมะเดื่อเทศในสวนองุ่นต้นนั้น !
2. หากไม่เกิดประโยชน์จะถูกกำจัดทิ้งไป ดังที่เจ้าของสวนคิดจะโค่นต้นมะเดื่อเทศที่ไม่ออกผลเพราะทำให้เสียเนื้อที่สวนไปเปล่า ๆ
ฟังดูเหมือนเจ้าของสวนเอาแต่ผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง
อันที่จริง กระบวนวิวัฒนาการของโลกก็ดำเนินไปในลักษณะนี้ เฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์เท่านั้นที่คงอยู่ สิ่งใดไม่มีประโยชน์ก็จะถูกกำจัดหรือค่อย ๆ สูญหายไป ดังเช่นแขนและขาของเรายังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะมันยังมีประโยชน์แก่เรานั่นเอง
เราแต่ละคนจึงต้องเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า “เรามีประโยชน์อะไรต่อโลก ต่อประเทศไทย ต่อสังคมรอบข้าง หรือต่อครอบครัวของเรา ?”
3. ไม่มีสิ่งใดที่ “รับ” เพียงอย่างเดียวแล้วจะอยู่รอด เหมือนต้นมะเดื่อเทศที่ได้รับน้ำเลี้ยงและอาหารอย่างดีจากสวนองุ่น แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะอยู่รอด
เว้นแต่มันจะ “ให้” ผลเป็นที่น่าพอใจ !
จากหลักการนี้ เราอาจแบ่งมนุษย์ออกเป็นสองประเภทด้วยกันคือ พวกที่รับมากกว่าให้ และพวกที่ให้มากกว่ารับ
เมื่อเกิดมาเรา “ได้รับ” สิ่งต่าง ๆ มากมาย เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล เทคโนโลยีที่ช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างสะดวกสบาย เสรีภาพ หรือแม้แต่ความเชื่อเยี่ยงคริสตชน ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงมาจากความอุตสาหะ ความเหนื่อยยาก ความเสียสละ และหลายครั้งถึงกับต้องเอาชีวิตเข้าแลกของบรรดาบรรพบุรุษของเรา
เราจึงเป็นหนี้ชีวิตของพวกท่านที่ได้ทุ่มเทและ “ให้” ความเสียสละหรือแม้แต่ชีวิตของตน เพื่อความอยู่รอดและความเจริญก้าวหน้าของมวลมนุษยชาติ
แล้วเราจะยอมปล่อยให้อนาคตของมนุษยชาติต้องมืดมนลง หรือต้องสิ้นสุดลง เพียงเพราะเราเป็นพวกที่ “รับ” มากกว่า “ให้” กระนั้นหรือ ???
4. ยังมีโอกาส ปกติมะเดื่อเทศใช้เวลาปลูกสามปีก็โตเต็มที่และพร้อมให้ผล แต่ถ้าสามปีแล้วยังไม่เกิดผล ก็มีแนวโน้มว่ามันจะไม่เกิดผลอีกเลย
กระนั้นก็ตาม เจ้าของสวนยังให้โอกาสต้นมะเดื่อเทศอีกครั้งหนึ่ง !
นี่คือหนึ่งใน “ข่าวดี” ที่พระเยซูเจ้าทรงประทานโอกาสแก่เราครั้งแล้วครั้งเล่า ดังที่เปโตรและเปาโลได้ประสบ และต่างก็ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุด
ทุกวันนี้พระองค์ยังประทานโอกาสแก่เราทุกคนที่ล้มลง และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาใหม่ !
5. โอกาสสุดท้ายจะมาถึง หากเรา “ปฏิเสธ” พระองค์ซ้ำซากด้วยการปล่อยให้เสียงเรียกและโอกาสต่าง ๆ ที่พระองค์ประทานแก่เราผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์
เพราะจะมีสักวันหนึ่งที่จิตใจของเราเย็นชาและแข็งกระด้าง จนกระทั่งตัดขาดตัวเองจากพระองค์
เป็นตัวเราเองที่เลือกปิดประตูตายจากพระองค์ ไม่ใช่พระองค์ที่ปิดกั้นโอกาสของเรา !
ขอพระเจ้าโปรดอย่าให้เราปฏิเสธพระองค์โอกาสมหาพรตนี้เลย !

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.