คำอธิษฐานของพระเยซูเจ้า
ยอห์น 17:1-26
(1) พระเยซูเจ้าตรัสดังนี้แล้ว ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นเบื้องบนตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา ถึงเวลาแล้ว โปรดประทานพระสิริรุ่งโรจน์กับพระบุตรของพระองค์เถิด เพื่อพระองค์จะทรงรับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระบุตร (2 ) ดังที่พระองค์ได้ประทานอำนาจกับพระบุตรเหนือมนุษย์ทั้งมวล เพื่อพระบุตรจะได้ประทานชีวิตนิรันดรกับทุกคนที่พระองค์ทรงมอบไว้ให้ (3) ชีวิตนิรันดรคือการรู้จักพระองค์พระเจ้าแท้จริงแต่พระองค์เดียว และรู้จักผู้ที่พระองค์ทรงส่งมาคือพระเยซูคริสตเจ้า (4) ข้าพเจ้าทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในโลกนี้แล้ว โดยปฏิบัติภารกิจจนสำเร็จตามที่ทรงมอบหมายกับข้าพเจ้า (5) บัดนี้ พระบิดาเจ้าข้า โปรดประทานพระสิริรุ่งโรจน์กับข้าพเจ้า พระสิริรุ่งโรจน์ที่ข้าพเจ้าเคยมีร่วมกับพระองค์ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก
กางเขนชัย
สำหรับพระเยซูเจ้า จุดสูงสุดในชีวิตของพระองค์คือ “ไม้กางเขน” เพราะไม้กางเขนนำพระสิริรุ่งโรจน์มาสู่พระองค์ในชีวิตนี้ และเป็นหนทางสู่พระสิริรุ่งโรจน์ชั่วนิรันดรในโลกหน้าด้วย
พระองค์หมายความว่าอะไรเมื่อตรัสว่า “เวลาที่บุตรแห่งมนุษย์จะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์มาถึงแล้ว” (ยน 12:23) หรือพูดง่าย ๆ คือเวลาที่พระองค์จะถูกตรึงบนไม้กางเขนมาถึงแล้ว ความตายบนไม้กางเขนนำความรุ่งโรจน์มาสู่พระองค์ได้อย่างไร ?
1. ข้อเท็จจริงจากประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นว่า ความรุ่งโรจน์ของบรรดาวีรบุรุษและวีรสตรีจำนวนมากอยู่ที่ “ความตาย” ของพวกเขา
โยนออฟอาร์คถูกชาวอังกฤษเผาทั้งเป็นข้อหาเป็นแม่มดและมีความเชื่อผิด ๆ ท่ามกลางฝูงชนที่มุงดูการประหาร มีชาวอังกฤษคนหนึ่งซึ่งเคยสัญญาว่าจะเป็นคนเติมฟืนเข้าไปในกองไฟที่กำลังเผาผลาญโยนออฟอาร์คด้วยตัวเอง แต่เมื่อเห็นความตายของเธอ เขากลับร้องอุทานออกมาว่า “ขอให้วิญญาณของข้าพเจ้าได้อยู่ที่เดียวกับวิญญาณของหญิงผู้นี้ด้วยเถิด” และหนึ่งในบรรดาเลขาของกษัตริย์แห่งอังกฤษกลับไปพร้อมกับกล่าวว่า “พวกเราทำผิดใหญ่หลวงเพราะได้เผานักบุญไปองค์หนึ่ง”
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ความยิ่งใหญ่ของบรรดามรณสักขีปรากฏเวลาพวกเขาตาย พระเยซูเจ้าก็เช่นกัน ที่เชิงไม้กางเขน นายร้อยและบรรดาทหารที่เฝ้าพระเยซูเจ้า เมื่อเห็นแผ่นดินไหวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ตกใจกลัวยิ่งนัก กล่าวว่า “ชายคนนี้เป็นบุตรของพระเจ้าแน่ทีเดียว” (มธ 27:54)
“กางเขน” เป็นเสมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดมนุษย์ทุกชาติทุกภาษามาหาพระองค์ ซึ่งมีจำนวนมากชนิดเทียบกันไม่ได้เลยกับจำนวนศิษย์ขณะที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ !
2. กางเขนคือการสิ้นสุดภารกิจของพระองค์ ดังที่ทรงตรัสว่า “ข้าพเจ้าทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในโลกนี้แล้ว โดยปฏิบัติภารกิจจนสำเร็จตามที่ทรงมอบหมายกับข้าพเจ้า” (ข้อ 4)
พระองค์เสด็จมาเพื่อบอกและแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์มากสักเพียงใด หากพระองค์ไม่ยอมเผชิญหน้ากับไม้กางเขนก็ย่อมแสดงว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
แต่ถ้าพระองค์ยอมรับความตายบนไม้กางเขน นั่นย่อมแสดงว่า “ไม่มีสิ่งใดที่จะกีดกั้นความรักของพระเจ้าจากการทนทุกข์เพื่อเรามนุษย์ได้”
3. กางเขนทำให้พระบิดาได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ ดังที่ทรงตรัสว่า “ข้าพเจ้าทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในโลกนี้แล้ว” (ข้อ 4)
เหตุผลคือ หนทางเดียวที่จะทำให้พระบิดาได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ก็คือการ “นบนอบพระองค์” เหมือนบุตรทำให้พ่อแม่ได้รับเกียรติโดยการนบนอบพ่อแม่ ศิษย์ทำให้ครูได้รับเกียรติโดยการเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน เป็นต้น
พระเยซูเจ้าจะหลีกหนีกางเขนโดยไม่เสด็จไปกรุงเยรูซาเล็มก็ได้ แต่พระองค์เลือกที่จะให้เกียรติพระบิดาด้วยการนบนอบพระองค์แบบสุด ๆ
สิ่งเดียวที่เรามนุษย์พูดได้คือ “ดูสิ พระองค์ช่างรักพระบิดาจริง ๆ ดูสิ พระองค์ช่างนบนอบพระบิดาจนถึงที่สุด !”
4. กางเขนทำให้พระเยซูเจ้าเองได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ ดังที่ทรงวอนขอพระบิดาว่า “โปรดประทานพระสิริรุ่งโรจน์กับพระบุตรของพระองค์เถิด” (ข้อ 1)
พระสิริรุ่งโรจน์ที่พระบิดามอบให้พระบุตรคือ “การกลับคืนชีพ” เพราะฉะนั้นกางเขนจึงไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นหนทางสู่ความรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้า
กางเขนคือความเลวร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์สามารถหยิบยื่นให้แก่พระองค์ได้ แต่นี่มิใช่ความอัปยศอดสูหรือความพ่ายแพ้ เพราะความรุ่งโรจน์แห่งการกลับคืนชีพทำให้ความอดสูทั้งมวลของไม้กางเขนหมดสิ้นไป
5. กางเขนคือหนทางกลับไปหาพระบิดา พระองค์จึงวอนขอว่า “บัดนี้ พระบิดาเจ้าข้า โปรดประทานพระสิริรุ่งโรจน์กับข้าพเจ้า พระสิริรุ่งโรจน์ที่ข้าพเจ้าเคยมีร่วมกับพระองค์ ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก” (ข้อ 5)
พระเยซูเจ้ามาจากพระเจ้าและกำลังจะกลับไปหาพระองค์ หนทางเดียวที่จะนำพระองค์กลับไปหาพระบิดาคือ “ไม้กางเขน”
หากพระองค์ปฏิเสธไม้กางเขน พระองค์จะไม่มีวันได้เข้าสู่พระสิริรุ่งโรจน์เลย
ชีวิตนิรันดร
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ชีวิตนิรันดรคือการรู้จักพระองค์พระเจ้าแท้จริงแต่พระองค์เดียว และรู้จักผู้ที่พระองค์ทรงส่งมาคือพระเยซูคริสตเจ้า” (ข้อ 3)
นี่คือคำจำกัดความของชีวิตนิรันดร !
ชีวิตนิรันดรคือ “การรู้จักพระเจ้า”
ในพระธรรมเก่า การรู้จักพระเจ้าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งดังตัวอย่างที่ยกมาเช่น “ปัญญาเป็นต้นไม้แห่งชีวิตแก่ผู้ที่ยึดเธอไว้” (สภษ 3:18) “จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น” (สภษ 3:6) “คนชอบธรรมได้รับการช่วยให้พ้นด้วยอาศัยความรู้” (สภษ 11:9) “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้” (ฮชย 4:6)
เมื่อการรู้จักพระเจ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่แท้จริง ปัญหาคือการรู้จักพระเจ้าหมายความว่าอะไร ?
1. สิ่งแรกสุดเป็นเรื่องของสติปัญญาคือ “รู้ว่าพระเจ้าเป็นเช่นใด” และความรู้เช่นนี้ย่อมทำให้วิถีดำเนินชีวิตของเราแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ตั้งแต่โบราณ มนุษย์เชื่อว่ามีเทพเจ้ามากมาย ต้นไม้ทุกต้น ลำธาร แม่น้ำ เนินเขา ภูเขา หรือแม้แต่ก้อนหินทุกก้อนล้วนมีวิญญาณของเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ วิญญาณเหล่านี้เป็นศัตรูและชอบหลอกหลอนมนุษย์ให้เกรงกลัว จะได้ไม่กล้าขัดขืนเทพเจ้า
มิชชันนารี่จำนวนมากเล่าถึงความยินดีปรีดาของมนุษย์มากมายหลายเผ่าพันธุ์ที่ทราบข่าวดีว่ามีพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว แถมยังไม่เกรี้ยวกราดดุร้าย แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ซึ่งเราไม่มีทางทราบได้เลยหากพระเยซูเจ้าไม่เสด็จมาบอกเรา
อนึ่งคำ “นิรันดร” ตรงกับภาษากรีก “aionis” ซึ่งมีความหมายเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ กล่าวคือชีวิตนิรันดรไม่ใช่ชีวิตที่ยืนยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด แต่หมายถึงชีวิตที่มีคุณภาพสูงสุด และมีเพียงผู้เดียวที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับคำนี้ นั่นคือ “พระเจ้า”
เพราะฉะนั้น ชีวิตนิรันดรจึงได้แก่ชีวิตแบบพระเจ้า ผู้ที่มีชีวิตนิรันดรคือผู้ที่ได้ลิ้มรสความรุ่งเรือง ความยิ่งใหญ่ ความร่าเริงยินดี ความสุขสันติ และความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคุณลักษณะของชีวิตแบบพระเจ้า
อาศัยพระเยซูเจ้า นอกจากเราจะรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นเช่นใดแล้ว พระองค์ยังช่วยให้เราเริ่มมีส่วนในชีวิตแบบพระองค์ตั้งแต่ในโลกนี้ และจะสมบูรณ์แบบในโลกหน้า
ชีวิตนิรันดรจึงได้แก่ การรู้จักและการดำเนินชีวิตแบบพระเจ้า ด้วยประการฉะนี้
2. ในพระธรรมเก่า ความรู้ยังบ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งดังเช่น “อาดัมรู้จักเอวาภรรยาของตน แล้วนางก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดกาอิน” (ปฐก 4:1)
จะเห็นว่าความรู้ระหว่างสามีและภรรยาก่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวสูงสุดทั้งทางความคิด สติปัญญา จิตใจ และร่างกาย
การรู้จักพระเจ้าจึงไม่ใช่เพียงรู้ว่าพระองค์เป็นเช่นใดเท่านั้น แต่ยังต้องมีความสัมพันธ์ส่วนตัวอันใกล้ชิดเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เหมือนกับที่เรามีต่อคนที่ใกล้ชิดและเรารักมากที่สุด
และเช่นเดิม หากปราศจากพระเยซูเจ้า ความเป็นหนึ่งเดียวนี้ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้แม้แต่จะคิด เป็นพระองค์เองที่ทรงสอนเราว่าพระเจ้ามิได้อยู่ห่างไกล แต่เป็นบิดาที่อยู่ใกล้ชิดและทรงรักเรามนุษย์ทุกคน
(6) ข้าพเจ้าได้แสดงพระนามของพระองค์กับมนุษย์ที่พระองค์ทรงนำจากโลกมามอบให้ข้าพเจ้า เขาทั้งหลายเป็นของพระองค์และพระองค์ทรงมอบเขากับข้าพเจ้า เขาได้ปฏิบัติตามพระวาจาของพระองค์ (7) บัดนี้ เขารู้แล้วว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทรงมอบให้ข้าพเจ้านั้นมาจากพระองค์ (8) เพราะพระวาจาที่พระองค์ทรงมอบให้ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้ามอบให้เขาแล้ว เขาได้รับไว้และรู้แน่นอนว่าข้าพเจ้ามาจากพระองค์ และเขาก็เชื่อว่าพระองค์ทรงส่งข้าพเจ้ามา (9) ข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนาสำหรับเขาเหล่านี้ ข้าพเจ้ามิได้อธิษฐานภาวนาสำหรับโลก แต่สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงมอบให้ข้าพเจ้าเพราะเขาเป็นของพระองค์ (10) ทุกสิ่งที่เป็นของข้าพเจ้าเป็นของพระองค์ ทุกสิ่งที่เป็นของพระองค์ก็เป็นของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าได้รับสิริรุ่งโรจน์โดยทางเขา
(11) ข้าพเจ้าไม่อยู่ในโลกอีกต่อไปแต่เขายังอยู่ในโลก และข้าพเจ้ากำลังกลับไปเฝ้าพระองค์
ข้าแต่พระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ โปรดเฝ้ารักษาบรรดาผู้ที่ทรงมอบให้ข้าพเจ้าไว้ในพระนามของพระองค์ เพื่อเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนกับพระองค์และข้าพเจ้า (12) เมื่อข้าพเจ้าอยู่กับบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงมอบให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเฝ้ารักษาเขาเหล่านั้นไว้ในพระนามของพระองค์
ข้าพเจ้าเฝ้ารักษาไว้ และไม่มีผู้ใดพินาศเว้นแต่ผู้ที่ต้องพินาศเพื่อให้เป็นจริงตามพระคัมภีร์ (13) แต่บัดนี้ ข้าพเจ้ากำลังกลับไปเฝ้าพระองค์ ข้าพเจ้ากล่าววาจานี้ขณะที่ยังอยู่ในโลก เพื่อบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงมอบให้ข้าพเจ้าจะมีความยินดีบริบูรณ์พร้อมกับข้าพเจ้า (14) ข้าพเจ้ามอบพระวาจาของพระองค์ให้เขาเหล่านั้นแล้ว และโลกเกลียดชังเขาเพราะเขาไม่เป็นของโลกเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าไม่เป็นของโลก (15) ข้าพเจ้าไม่ได้วอนขอพระองค์ให้ทรงยกเขาออกจากโลก แต่วอนขอให้ทรงรักษาเขาให้พ้นจากมารร้าย (16) เขาไม่เป็นของโลกเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าไม่เป็นของโลก (17) โปรดบันดาลให้เขาศักดิ์สิทธิ์โดยอาศัยความจริง พระวาจาของพระองค์คือความจริง (18) พระองค์ทรงส่งข้าพเจ้ามาในโลกฉันใด ข้าพเจ้าก็ส่งเขาเข้าไปในโลกฉันนั้น (19) ข้าพเจ้าถวายตนเป็นบูชาสำหรับเขา เพื่อเขาจะได้รับความศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริงด้วย
ภารกิจของพระเยซูเจ้า
คำภาวนาของพระเยซูเจ้าที่ว่า “ข้าพเจ้าได้แสดงพระนามของพระองค์” นั้นบ่งบอกถึงภารกิจของพระองค์ได้อย่างชัดเจน นั่นคือ “แสดงพระนามของพระเจ้า” (ข้อ 6)
และเมื่อพูดถึง “นาม” หรือ “ชื่อ” เราอาจสรุปภารกิจของพระองค์ได้ 2 ประการคือ ทำให้มนุษย์รู้จักธรรมชาติของพระเจ้า และทำให้พระเจ้าอยู่ใกล้ชิดกับเรามนุษย์
1. ความคิดอันเป็นคุณลักษณะพิเศษของพระธรรมเก่าคือ “นาม” ไม่ใช่เพียงชื่อที่ใช้เรียกคนหนึ่งคนใดเท่านั้น แต่หมายรวมถึงบุคลิกลักษณะเฉพาะที่ทำให้บุคคลนั้นเป็นคน ๆ นั้น ดังตัวอย่างเช่น
เพลงสดุดีบทที่ 9 ข้อ 10 กล่าวว่า “ผู้ที่รู้จักพระนาม ย่อมวางใจในพระองค์” ความหมายคือ คนที่รู้จักบุคลิกลักษณะและธรรมชาติของพระเจ้าว่าเป็นเช่นใดเท่านั้นจึงจะกล้าวางใจในพระองค์ ไม่ใช่เพียงแค่รู้ว่าต้องเรียกพระเจ้าว่าอะไรแล้วจะวางใจในพระองค์
“บางคนหวังพึ่งรถศึก บางคนทระนงด้วยม้าศึก แต่เราทั้งหลายเรียกหาพระนามพระยาห์เวห์ พระเจ้าของเรา” (สดด 20:7) ยอมบ่งบอกชัดเจนว่าชาวยิววางใจพระเจ้าเพราะพวกเขารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นเช่นใด
และในเพลงสดุดีที่ 22:22 ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคำทำนายถึงพระเมสสิยาห์และภารกิจของพระองค์ก็กล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระองค์แก่บรรดาพี่น้อง”
ประกาศกอิสยาห์ทำนายถึงยุคสมัยของพระเมสสิยาห์ไว้ว่า “ประชากรของเราจะรู้จักพระนามของเรา” (อสย 52:6) นั่นคือรู้จริงและรู้อย่างเต็มเปี่ยมว่าพระเจ้าทรงเป็นเช่นใด
เพราะฉะนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ข้าพเจ้าได้แสดงพระนามของพระองค์” พระองค์กำลังบอกว่า “ข้าพเจ้าได้ทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของพระเจ้าว่าทรงเป็นเช่นใด”
ซึ่งมีความหมายเหมือนที่เคยตรัสไว้ว่า “ผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดาด้วย” (ยน 14:9) และนี่เป็นสิทธิอันสูงสุดของพระองค์แต่ผู้เดียวที่ “ในพระองค์” มนุษย์สามารถมองเห็นความคิด จิตใจ และบุคลิกลักษณะของพระเจ้า
2. พระนามของพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์ธรรมดาอย่างเราไม่สามารถเรียกนามของพระองค์ได้ มีเพียงมหาสมณะแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถออกนามของพระองค์ได้ แต่ก็จำกัดเฉพาะในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระวิหาร และเอ่ยพระนามได้เพียงปีละครั้งในวันชดเชยบาป
นามของพระเจ้าประกอบด้วยอักษรฮีบรู 4 ตัวคือ IHWH (อ่านออกเสียงแบบฮีบรูว่า โยด เฮ วาว เฮ) เมื่อประสมกับเสียงสระที่ถูกต้องควรอ่านว่า “ยาห์เวห์” แต่เพราะนามนี้ศักดิ์สิทธิ์เกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะออกเสียงได้ ชาวยิวจึงเลือกประสมเสียงสระแบบคำ Adonai (อะโดนัย) ซึ่งแปลว่า My Lord จึงได้เสียงพระนามของพระเจ้าเป็น Jehovah (ยะโฮวาห์)
แปลว่าก่อนพระเยซูเจ้าเสด็จมา พระเจ้านั้นอยู่แสนห่างไกล เป็นกษัตริย์ที่มองไม่เห็น แม้แต่พระนามก็ศักดิ์สิทธิ์เกินกว่ามนุษย์จะบังอาจออกเสียงเรียกได้
แต่บัดนี้ พระองค์กำลังบอกเราว่า “เราได้สอนพวกท่านถึงธาตุแท้ของพระเจ้า เราได้ทำให้พระเจ้าที่อยู่ห่างไกลและมองไม่เห็นมาอยู่ใกล้ชิดกับพวกท่าน จนว่าแม้คนที่ต่ำต้อยที่สุดก็ยังเรียกขานพระนามของพระองค์ได้”
และเหนือสิ่งอื่นใด พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาว่า “ทุกสิ่งที่เป็นของข้าพเจ้าเป็นของพระองค์ ทุกสิ่งที่เป็นของพระองค์ก็เป็นของข้าพเจ้า” (ข้อ 10)
ผู้ที่จะพูดเช่นนี้ได้ก็มีแต่พระเจ้าเท่านั้น !
นี่แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพระบิดาและพระบุตรแบบสุด ๆ จนว่าพระองค์สามารถใช้พระราชอำนาจอันเป็นของพระบิดาได้
คราวนี้ เป็นพระเจ้าเองที่เสด็จลงมาประทับอยู่ท่ามกลางเรามนุษย์ !
ความหมายของการเป็นศิษย์
จากคำอธิษฐานภาวนาของพระเยซูเจ้า เราอาจสรุปความหมายของการเป็นศิษย์ของพระองค์ได้ดังนี้
1. ศิษย์คือผู้ที่ตระหนักว่าพระเยซูเจ้าทรงมาจากพระเจ้า (ข้อ 8) พระองค์เป็นเสมือนทูตของพระเจ้า ทุกวาจาที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์คือพระสุรเสียงของพระเจ้า และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำคือกิจการของพระเจ้า มนุษย์สามารถมองเห็นพระเจ้าได้ในองค์พระเยซูเจ้า
นี่คือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของการเป็นศิษย์ของพระองค์
2. ศิษย์คือผู้ที่นบนอบ และพร้อม “ปฏิบัติตามพระวาจาของพระเจ้าที่ตรัสผ่านทางพระเยซูเจ้า” (ข้อ 6)
ตราบใดที่เรายังทำตามใจชอบ เราไม่อาจเป็นศิษย์ของพระองค์ได้เลย
3. ศิษย์คือผู้ที่พระเจ้าทรงกำหนดจุดมุ่งหมายไว้แล้ว ดังที่ทรงตรัสว่า “เขาทั้งหลายเป็นของพระองค์ และพระองค์ทรงมอบเขากับข้าพเจ้า” (ข้อ 6)
กล่าวคือ เป็นแผนการของพระเจ้าที่จะให้สาวกทั้ง 11 คน (ยูดาสออกจากห้องจัดเลี้ยงอาหารค่ำครั้งสุดท้ายไปแล้ว) เป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า แต่คำกล่าวนี้มิได้หมายความว่าพระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าใครจะเป็นศิษย์ หรือใครจะทรยศพระองค์
เราอาจเข้าใจความหมายของพระวาจานี้ได้โดยอาศัยการเปรียบเทียบกับตัวอย่างดังเช่น
พ่อแม่ย่อมใฝ่ฝันถึงอนาคตอันยิ่งใหญ่ของลูก ๆ และพยายามเตรียมการทุกอย่างเพื่อให้ลูก ๆ บรรลุอนาคตอันยิ่งใหญ่นั้น
ครูย่อมฝันและเตรียมศิษย์ให้พร้อมสำหรับอนาคตอันยิ่งใหญ่สุด ๆ
เรียกว่ามนุษย์ทุกคนย่อมใฝ่ฝันและเตรียมแผนการสำหรับความยิ่งใหญ่ของคนที่ตนรัก !
แต่ลูก ๆ รวมถึงลูกศิษย์และคนที่เรารักก็ยังมีเสรีภาพที่จะเลือกเดินตามแผน หรือปฏิเสธแผนการสู่ความยิ่งใหญ่นี้ได้
พระเจ้าก็เช่นกัน พระองค์ทรงเตรียมแผนการเพื่อความรุ่งโรจน์และยิ่งใหญ่เหลือพรรณนาสำหรับเรา “ทุกคน” แต่เราจะเลือกเดินตามแผนของพระองค์หรือไม่ย่อมขึ้นกับตัวเราเอง
และนี่คือความรับผิดชอบของเราทุกคน !
เราจะกล้าทำให้พระองค์ผิดหวังหรือในเมื่อพระองค์อธิษฐานว่า “พระวาจาที่พระองค์ทรงมอบให้ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้ามอบให้เขาแล้ว เขาได้รับไว้” (ข้อ 8)
คำอธิษฐานนี้แสดงถึงน้ำเสียงแห่งความมั่นใจของพระเยซูเจ้าแบบสุด ๆ เพราะศิษย์คือผู้ที่พระบิดาทรงกำหนดจุดมุ่งหมายไว้แล้ว พระองค์จึงมั่นใจว่าศิษย์เหล่านี้จะสืบสานภารกิจของพระองค์ต่อไปในอนาคต
แม้ศิษย์ของพระองค์จะเป็นเพียงชาวประมงธรรมดา ๆ อีกทั้งชีวิตของพระองค์ก็ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่พระองค์ก็มีบรรดาศิษย์เป็นหลักประกันแล้วว่างานของพระองค์จะได้รับการสานต่อในโลกนี้
เท่ากับว่าพระเยซูเจ้าทรงเชื่อมั่นทั้งในพระเจ้าและในมนุษย์
นี่คือเกียรติอันยิ่งใหญ่สุด ๆ ที่พระองค์ทรงไว้วางพระทัยในตัวเรา และเราต้องไม่หวั่นเกรงกับความอ่อนแอหรือด้อยค่าของเรา จนกลายเป็นคนมองอนาคตในแง่ร้าย
เพราะหากเราเชื่อมั่นในพระเจ้าและในมนุษย์ดังที่พระองค์ทรงให้แบบอย่างไว้แล้ว ความเป็นไปได้ในชีวิตนี้ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด
4. ศิษย์คือผู้ที่นำความรุ่งโรจน์มาสู่พระเยซูเจ้า ดังที่ทรงตรัสว่า “ข้าพเจ้าได้รับสิริรุ่งโรจน์โดยทางเขา” (ข้อ 10)
เหมือนคนไข้ที่หายจากโรคย่อมนำเกียรติยศมาสู่แพทย์ผู้ทำการรักษา หรือนักกีฬาที่ประสบชัยชนะย่อมนำชื่อเสียงมาสู่ครูผู้ฝึกสอนฉันใด
พระเยซูเจ้าก็ได้รับสิริรุ่งโรจน์โดยทางบุคคลที่พระองค์ทรงช่วยให้รอดฉันนั้น
5. ศิษย์คือผู้ที่ได้รับมอบหมายภารกิจ (ข้อ 18) และภารกิจนั้นคือการนำโลกกลับมาเป็นศิษย์ของพระองค์
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ข้าพเจ้ามิได้อธิษฐานภาวนาสำหรับโลก” เพราะคำว่า “โลก” ในพระวรสารของนักบุญยอห์นหมายถึง “สังคมมนุษย์ที่ปราศจากพระเจ้า”
แต่เนื่องจาก “พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมาก” (ยน 3:16) จึงเป็นหน้าที่ของบรรดาศิษย์ที่จะทำให้โลกที่ปราศจากพระเจ้ากลับมาเป็นศิษย์ของพระองค์
6. ศิษย์คือผู้ที่มีความยินดี ดังที่พระองค์ทรงวอนขอพระบิดาว่า “เพื่อบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงมอบให้ข้าพเจ้าจะมีความยินดีบริบูรณ์พร้อมกับข้าพเจ้า” (ข้อ 13)
7. ศิษย์คือผู้ที่แตกต่างจากโลก และดังนั้น “โลกเกลียดชังเขา เพราะเขาไม่เป็นของโลก” (ข้อ 14)
ค่านิยมและมาตรฐานของบรรดาศิษย์นั้นแตกต่างจากของโลก พวกเขาจึงต้องต่อสู้ดิ้นรนกับกระแสของโลก เพื่อจะได้บรรลุถึงความยินดีอย่างบริบูรณ์
คำอธิษฐานเพื่อบรรดาศิษย์
สิ่งที่น่าสนใจมากในพระวรสารบทนี้คือ พระเยซูเจ้าทรงวอนขอสิ่งใดเพื่อบรรดาศิษย์ของพระองค์ ?
เราพอสรุปได้ดังนี้
1. สิ่งที่น่าสังเกตเป็นอันดับแรกคือ พระองค์ทรงภาวนาว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้วอนขอพระองค์ให้ทรงยกเขาออกจากโลก” (ข้อ 15)
ความหมายคือ พระองค์ไม่ต้องการให้บรรดาศิษย์หนีจากโลก แต่ต้องเอาชนะโลกโดยการนำโลกกลับมาหาพระเจ้า
ชีวิตที่หลบหนีจากโลกเพื่อสวดภาวนาหรือรำพึงอยู่ในที่เปลี่ยว ย่อมเป็นความเชื่อฉบับย่อในสายตาของพระเยซูเจ้า
พระองค์ทรงพลีชีพเพื่อความเชื่อที่ยิ่งใหญ่กว่านี้
จริงอยู่การหาเวลาสงบเงียบเพื่อรำพึงและสวดภาวนาต่อหน้าพระเจ้าเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งนี้เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของชีวิต
พระองค์ปรารถนาให้เราดำเนินชีวิตเยี่ยงคริสตชนขณะที่เราทำหน้าที่การงานประจำวันของเราในโลกนี้
การเป็นคริสตชนไม่ได้หมายถึงการถอนตัวจากทุกสิ่ง แต่หมายถึงการเตรียมเราให้พร้อมสำหรับเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง
การเป็นคริสตชนไม่ได้หมายถึงการหลบหนีปัญหา แต่หมายถึงหนทางแก้ปัญหา
การเป็นคริสตชนไม่ได้หมายถึงสันติภาพ แต่หมายถึงชัยชนะจากการสู้รบ
การเป็นคริสตชนไม่ได้หมายถึงชีวิตที่ปราศจากปัญหา แต่เป็นชีวิตที่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาและเอาชนะมัน !
จริงอยู่ คริสตชนไม่ได้เป็นของโลก แต่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก และพยายามนำโลกกลับมาหาพระเจ้า
นี่คือคำวอนขอประการแรกของพระเยซูเจ้า !
2. พระองค์วอนขอให้ศิษย์เป็นหนึ่งเดียวกัน ดังข้อ 11 ที่ว่า “เพื่อเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนกับพระองค์และข้าพเจ้า”
ที่ใดมีการแบ่งแยก กีดกัน หรือแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน ความเป็นคริสตชนที่นั่นย่อมตกอยู่ในอันตราย และคำภาวนาของพระเยซูเจ้าย่อมเป็นหมัน
ไม่มีทางที่เราจะประกาศข่าวดีของพระองค์ได้หากเราไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน และเราต้องเป็นหนึ่งเดียวกันแบบเดียวกับที่พระบิดาและพระบุตรเป็นหนึ่งเดียวกัน
น่าเสียดายที่ไม่มีคำภาวนาใดของพระองค์ที่จะถูกพวกเราละเลยมากเท่าคำภาวนาประการนี้ !
3. พระองค์ทรงวอนขอพระบิดาให้ “ทรงรักษาเขาให้พ้นจากมารร้าย” (ข้อ 15)
แม้พระคัมภีร์ไม่เคยพูดถึงต้นกำเนิดของมารร้าย แต่ก็ยอมรับว่าในโลกนี้มีอำนาจชั่วร้ายที่อยู่ตรงข้ามกับอำนาจของพระเจ้าอยู่
ช่างน่าอุ่นใจสักเพียงใดที่พระองค์ทรงวอนขอพระบิดาให้เป็นเสมือนยามคอยเฝ้าระวังและปกป้องเราให้พ้นจากอำนาจชั่วร้ายนี้
แต่ที่เราพลาดท่าพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่านั้น เป็นเพราะว่าเราต่อสู้กับชีวิตด้วยกำลังของเราเองตามลำพัง โดยลืมที่จะวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าผู้สถิตอยู่และคอยปกป้องพวกเรา
4. พระองค์วอนขอให้พวกศิษย์ศักดิ์สิทธิ์โดยอาศัยความจริง ดังสำนวนแปลของคริสเตียนที่ว่า “ข้าพระองค์แยกตัวให้บริสุทธิ์ เพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย เพื่อให้เขารับการแยกให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง” (ข้อ 19)
คำศัพท์ที่ใช้ในภาษาอังกฤษคือ consecrate ภาษากรีกคือ hagiazein (ฮากีอาเซน) ซึ่งมาจากคุณศัพท์ hagios (ฮากีออส) ซึ่งเรามักแปลว่า “ศักดิ์สิทธิ์” แต่ความหมายดั้งเดิมคือ “แตกต่าง” หรือ “แยกออก”
Hagiazein จึงมีความหมายเป็น 2 นัยคือ
4.1 การแยกออกต่างหากเพื่อภารกิจพิเศษ ตัวอย่างเช่นเมื่อพระเจ้าทรงเรียกประกาศกเยเรมีย์ พระองค์ตรัสว่า “ก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์ เราได้แยก (consecrate) ตัวเจ้าไว้แล้ว” หรือเมื่อพระองค์จะตั้งสถาบันสงฆ์ในอิสราเอล ทรงตรัสสั่งโมเสสให้ “แยก” บรรดาบุตรหลานของอาโรนเพื่อทำหน้าที่สงฆ์ (อพย 28:41)
4.2 การเตรียมบุคคลหนึ่งให้มีความคิด จิตใจ และคุณลักษณะที่พร้อมสำหรับภารกิจพิเศษนั้น
หากเราจะรับใช้พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ เราจำเป็นต้องมีความดีของพระเจ้า ปรีชาญาณของพระองค์ และความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวเราบ้าง
ทั้งหมดนี้หมายความว่า พระเยซูเจ้าทรงวอนขอพระบิดาให้ทรงแยกบรรดาศิษย์ออกมาเพื่อภารกิจพิเศษ
และในเวลาเดียวกันพระองค์ก็แยกตัวพระองค์เองออกมาให้ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะได้ทำให้พวกศิษย์มีความศักดิ์สิทธิ์และพร้อมสำหรับภารกิจนั้นด้วย
พระองค์ทรงวอนขอพระบิดาให้พวกเราศักดิ์สิทธิ์ด้วย !
(20) ข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนามิใช่สำหรับคนเหล่านี้เท่านั้น แต่สำหรับผู้ที่จะเชื่อในข้าพเจ้าผ่านทางวาจาของเขาด้วย (21) ข้าแต่พระบิดา ข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนาเพื่อให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงอยู่ในข้าพเจ้าและข้าพเจ้าอยู่ในพระองค์ เพื่อให้เขาทั้งหลายอยู่ในพระองค์และในข้าพเจ้า โลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงส่งข้าพเจ้ามา
อนาคตในสายตาของพระเยซูเจ้า
หากเทียบสถานการณ์ของพระเยซูเจ้าในขณะนั้นกับสิ่งที่พระองค์กำลังวอนขอพระบิดาแล้ว ต้องถือว่าพระองค์มีวิสัยทัศน์ยาวไกลสุด ๆ
ขณะนั้น ผู้ที่ติดตามพระองค์มีเพียงน้อยนิด กางเขนก็กำลังรออยู่เบื้องหน้า แต่พระองค์กล้าภาวนาเพื่อผู้ที่จะเชื่อในพระองค์โดยผ่านทางวาจาของบรรดาศิษย์ด้วย (ข้อ 20)
เรียกว่าพระองค์มองกว้างไปสุดปลายพิภพและไกลไปถึงทุกยุคทุกสมัย !
จะเห็นว่าที่ผ่านมา พระองค์เริ่มต้นภาวนาเพื่อพระองค์เองให้สามารถเผชิญหน้ากับไม้กางเขนได้ ต่อจากนั้นทรงภาวนาเพื่อบรรดาศิษย์และทรงวอนขอพระบิดาให้ปกป้องพวกเขา และท้ายสุดพระองค์ทรงภาวนาเพื่อทุกคนที่จะเข้ามาสู่ความเชื่อแบบคริสตชน ซึ่งเราทุกคนต่างก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
สาเหตุที่พระองค์กล้ามองไกลและกล้าภาวนาเพื่ออนาคตก็เพราะว่า
1. พระองค์เชื่อมั่นในพระเจ้าอย่างไม่สั่นคลอนทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ขณะนั้นเลวร้ายสุดๆ
2. พระองค์เชื่อมั่นในบรรดาศิษย์ ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าพวกเขายังไม่เข้าใจพระองค์ดีพอ แถมยังจะละทิ้งพระองค์ในยามที่พระองค์ยากลำบากที่สุดอีกด้วย แต่พระองค์ก็มั่นใจในพวกเขาว่าจะประกาศพระนามของพระองค์ไปทั่วโลก
และสำหรับพระศาสนจักร พระองค์ทรงภาวนาว่า “ข้าแต่พระบิดา ข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนา เพื่อให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงอยู่ในข้าพเจ้า และข้าพเจ้าอยู่ในพระองค์” (ข้อ 21)
เห็นได้ชัดเจนว่า “ความเป็นหนึ่งเดียวกัน” ที่พระองค์ต้องการไม่ใช่ความเป็นหนึ่งเดียวกันเรื่องการบริหาร การจัดรูปแบบองค์กร การประชุม การเข้าเงียบ ฯลฯ แต่ต้องเป็นความหนึ่งเดียวกันแบบพระบิดาและพระบุตร ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกันในความรัก และโดยการนบนอบ
นั่นคือความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระศาสนจักรต้องเป็น “ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล” ที่เราแต่ละคนรักกันและกันเพราะเราต่างคนต่างรักและนบนอบพระเยซูเจ้า ! (เทียบข้อ 23)
ความพยายามใด ๆ ที่จะทำให้เราคิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน หรือทำเหมือนกันจึงเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับคำวอนขอของพระองค์ แต่สิ่งที่เราทุกคนพึงกระทำคือพยายามก้าวข้ามความแตกต่างที่มีอยู่ แล้วรวมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความรัก พร้อมกับละทิ้งอัตตาของตนเอง ลดความยึดมั่นถือมั่นและความเห็นแก่ตัวให้น้อยลง
ตราบใดที่เราไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน เรากำลังลดคุณค่าความเชื่อของคริสตชนลงจนน่าใจหาย !
แล้วเราจะนำโลกกลับมาเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าได้อย่างไรกัน ?
(22) พระสิริรุ่งโรจน์ที่พระองค์ประทานให้ข้าพเจ้านั้นข้าพเจ้าได้ให้กับเขา เพื่อให้เขาเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นเดียวกับที่พระองค์และข้าพเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน (23) ข้าพเจ้าอยู่ในเขาและพระองค์ทรงอยู่ในข้าพเจ้า เพื่อเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันโดยสมบูรณ์ โลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพเจ้ามา และพระองค์ทรงรักเขาเช่นเดียวกับที่ทรงรักข้าพเจ้า (24) ข้าแต่พระบิดา ผู้ที่พระองค์ประทานให้ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าปรารถนาให้เขาอยู่กับข้าพเจ้าทุกแห่งที่ข้าพเจ้าอยู่
เพื่อเขาจะได้เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงรักข้าพเจ้า
ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก (25) ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเที่ยงธรรม โลกไม่รู้จักพระองค์แต่ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ และคนเหล่านี้รู้ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพเจ้ามา (26) ข้าพเจ้าบอกให้เขารู้จักพระนามของพระองค์และจะบอกให้รู้ต่อไป เพื่อความรักที่พระองค์ทรงรักข้าพเจ้าจะได้อยู่ในเขาและข้าพเจ้าจะได้อยู่ในเขาด้วยเช่นกัน”
คำมั่นสัญญาแห่งความรุ่งโรจน์
“พระสิริรุ่งโรจน์ที่พระองค์ประทานให้ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าได้ให้กับเขา” (ข้อ 22) โอ้ ความรุ่งโรจน์ของคริสตชนนั้นช่างยิ่งใหญ่สักเพียงใด !
เป็นความรุ่งโรจน์แบบเดียวกับที่พระบิดาทรงมอบให้แก่พระบุตร
ก่อนอื่นใดหมด เราจึงต้องทำความเข้าใจว่าพระสิริรุ่งโรจน์ที่พระเยซูเจ้าได้รับนั้นเป็นอย่างไร
1. กางเขนคือความรุ่งโรจน์ของพระองค์ เมื่อเอ่ยถึงไม้กางเขน พระองค์ไม่ได้พูดเรื่องการถูกตรึง แต่พูดเรื่องการได้รับพระสิริรุ่งโรจน์
เพราะฉะนั้นความรุ่งโรจน์ของคริสตชนจึงอยู่ที่การแบกกางเขนของตน และการยอมรับความทุกข์ยากเพื่อเห็นแก่พระคริสตเจ้า
กางเขนยิ่งหนัก ความรุ่งโรจน์ยิ่งเพิ่มพูนเป็นทวีคูณ
2. การนบนอบต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์คือความรุ่งโรจน์ของพระองค์
ความรุ่งโรจน์ของคริสตชนจึงอยู่ที่การปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่ใช่ทำตามใจตัวเองซึ่งรังแต่จะนำมาซึ่งความเสียใจและหายนะทั้งแก่ตัวเราเองและแก่ผู้อื่น
ยิ่งนบนอบน้ำพระทัยของพระเจ้ามากเท่าใด ความรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่หลวงมากเท่านั้น
3. ความรุ่งโรจน์ของพระองค์อยู่ที่ความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า และไม่มีใครที่จะเจริญชีวิตแบบพระองค์ได้เว้นแต่จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า
ช่างเป็นความรุ่งโรจน์จริง ๆ หากมนุษย์สามารถมองเห็นพระเจ้าได้ในตัวเรา เหมือนเรามองเห็นพระเจ้าในองค์พระเยซูเจ้า !
ประการที่สอง เป็นความปรารถนาของพระเยซูเจ้าที่จะให้บรรดาศิษย์ “อยู่กับข้าพเจ้าทุกแห่งที่ข้าพเจ้าอยู่ เพื่อเขาจะได้เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพเจ้า” (ข้อ 24)
นับเป็นความมั่นใจสูงสุดของคริสตชนว่า “เราจะได้ร่วมประสบการณ์ทุกอย่างของพระเยซูคริสตเจ้า” หากเราร่วมความรุ่งโรจน์และความทุกข์ทรมานกับพระองค์ในโลกนี้ เราก็จะร่วมความรุ่งโรจน์และชัยชนะกับพระองค์หลังจากชีวิตในโลกนี้จบสิ้นลง
ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า “ถ้าเราตายพร้อมกับพระองค์ เราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ ถ้าเราอดทนมั่นคง เราย่อมจะครองราชย์พร้อมกับพระองค์” (2 ทธ 2:11-12)
และความรุ่งโรจน์ในโลกนี้เปรียบเทียบกันไม่ได้เลยกับความรุ่งโรจน์ในโลกหน้า “ในเวลานี้ เราเห็นพระเจ้าเพียงราง ๆ เหมือนเห็นในกระจกเงา แต่เมื่อถึงเวลานั้น เราจะเห็นพระองค์เหมือนพระองค์ทรงอยู่ต่อหน้าเรา” (1 คร 13:12)
จะมีคำสัญญาใดยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกไหม ?
หลังจากคำอธิษฐานภาวนานี้แล้ว พระเยซูเจ้าทรงเดินหน้าสู่การทรยศ การไต่สวน และไม้กางเขน โดยไม่มีโอกาสพูดกับบรรดาศิษย์ของพระองค์อีกเลย……..
เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งที่จะจดจำไว้ว่า แม้ถึงเวลาที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ถ้อยคำของพระองค์ไม่ได้แสดงอาการท้อแท้สิ้นหวังเลย แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและพระสิริรุ่งโรจน์

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.