Followers of Jesus Christ-Iamachristian.org

ยน 2.1-11 งานสมรสที่หมู่บ้านคานา

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี  ยอห์น 2:1-11
    (1)สามวันต่อมามีงานสมรสที่หมู่บ้านคานาในแคว้นกาลิลี พระมารดาของพระเยซูเจ้าทรงอยู่ในงานนั้น  (2)พระเยซูเจ้าทรงได้รับเชิญพร้อมกับบรรดาศิษย์มาในงานนั้นด้วย  (3)เมื่อเหล้าองุ่นหมด พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงมาทูลพระองค์ว่า “เขาไม่มีเหล้าองุ่นแล้ว”  (4)พระเยซูเจ้าตรัสว่า “หญิงเอ๋ย ท่านต้องการสิ่งใด เวลาของเรายังมาไม่ถึง”  (5)พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงกล่าวแก่บรรดาคนรับใช้ว่า  “เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด”  (6)ที่นั่นมีโอ่งหินตั้งอยู่หกใบ เพื่อใช้ชำระตามธรรมเนียมของชาวยิว แต่ละใบจุน้ำได้ประมาณหนึ่งร้อยลิตร  (7)พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาคนรับใช้ว่า “จงตักน้ำใส่โอ่งให้เต็ม” เขาก็ตักน้ำใส่จนเต็มถึงขอบ  (8)แล้วพระองค์ทรงสั่งเขาอีกว่า “จงตักไปให้ผู้จัดงานเลี้ยงเถิด” เขาก็ตักไปให้  (9)ผู้จัดงานเลี้ยงได้ชิมน้ำที่เปลี่ยนเป็นเหล้าองุ่นแล้ว ไม่รู้ว่าเหล้านี้มาจากไหน แต่คนรับใช้ที่ตักน้ำรู้ดี ผู้จัดงานเลี้ยงจึงเรียกเจ้าบ่าวมา  (10)พูดว่า “ใคร ๆ เขานำเหล้าองุ่นอย่างดีมาให้ก่อน เมื่อบรรดาแขกดื่มมากแล้ว จึงนำเหล้าองุ่นอย่างรองมาให้ แต่ท่านเก็บเหล้าอย่างดีไว้จนถึงบัดนี้”  (11)พระเยซูเจ้าทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์ ครั้งแรกนี้ที่หมู่บ้านคานา แคว้นกาลิลี พระองค์ทรงแสดงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ และบรรดาศิษย์เชื่อในพระองค์


    หมู่บ้านคานาอยู่ไม่ห่างจากเมืองนาซาเร็ธ  นักบุญเยโรมเล่าว่าจากเมืองนาซาเร็ธสามารถมองเห็นหมู่บ้านคานาได้ด้วยตาเปล่า
    มีงานสมรสที่หมู่บ้านคานาและพระนางมารีย์ทรงอยู่ในงานนั้นโดยมีบทบาทสำคัญเป็นพิเศษ  เป็นพระนางที่ร้อนใจเมื่อเหล้าองุ่นหมด  และเป็นพระนางอีกนั่นแหละที่มีอำนาจสั่งคนรับใช้ว่า “เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด” (ข้อ 5)
    ในหนังสืออธิกธรรมบางเล่มดังเช่นพระวรสารของชาวอียิปต์โบราณ มีรายละเอียดระบุว่าพระนางมารีย์เป็นพี่สาวของมารดาเจ้าบ่าว  และในบางบทนำของหนังสือพระธรรมใหม่ยุคเริ่มแรกถึงกับระบุว่าเจ้าบ่าวคือยอห์นอัครสาวกเอง  และมารดาของเจ้าบ่าวคือนางซาโลเมผู้เป็นน้องสาวของพระนางมารีย์
ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นใดก็ตาม  สิ่งที่เรารับรู้ได้อย่างแน่นอนคือผู้เขียนพระวรสารตอนนี้รู้รายละเอียดราวกับว่าอยู่ในเหตุการณ์จริง เพราะแม้แต่คำพูดของพระนางมารีย์และผู้จัดงานเลี้ยงก็ได้รับการบันทึกไว้
ไม่มีการเอ่ยถึงโยเซฟ  เป็นไปได้มากว่าท่านเสียชีวิตนานแล้ว  ด้วยเหตุนี้พระเยซูเจ้าจึงไม่สามารถทอดทิ้งพระมารดาและญาติพี่น้องไว้ตามลำพังได้ ต้องรอถึง 18 ปีหลังจากทรงค้นพบว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้าที่ “ต้องอยู่ในบ้านของพระบิดา” (ลก 2:49) คราวที่เสด็จไปร่วมฉลองปัสกาครั้งแรกในกรุงเยรูซาเล็มเมื่อพระชนมายุได้ 12 พรรษา
กฎหมายยิวกำหนดให้ทำพิธีแต่งงานในวันพุธ อันอาจเป็นสาเหตุทำให้คำว่าวันพุธในภาษาอังกฤษคือ Wednesday มีคำว่า “Wed” ซึ่งแปลว่า “แต่งงาน” รวมอยู่ด้วย
การแต่งงานในปาเลสไตน์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สุดของหมู่บ้าน  พิธีแต่งงานมักกระทำตอนหัวค่ำ  หลังพิธีจะมีขบวนแห่คู่บ่าวสาวไปสู่เรือนหอโดยมีผู้ถือปะรำเหนือศีรษะ และผู้ร่วมขบวนแห่ทุกคนจะถือตะเกียงหรือคบไฟสว่างไสวไปตามเส้นทางที่ยาวที่สุดเท่าที่จะยาวได้ เพื่อให้ชาวบ้านมากที่สุดได้มีโอกาสอวยพรคู่บ่าวสาว
เมื่อถึงเรือนหอ คู่บ่าวสาวจะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงกษัตริย์และราชินี  ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย  การเรียกขาน  หรือแม้แต่คำพูดทุกคำของคู่บ่าวสาวก็ได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นพระบรมราชโองการ  พวกเขาจะเปิดบ้านเลี้ยงฉลองเช่นนี้ประมาณ 7 วัน
สำหรับชาวยิวที่ยากจนและต้องตรากตรำทำงานหนัก นี่คือสัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลองที่น่ายินดีที่สุดในชีวิต !
และในโอกาสแห่งความยินดีเช่นนี้เองที่พระเยซูเจ้าเสด็จมาร่วมงานด้วย !
ยอห์นเล่าว่าพระองค์ไปร่วมงาน “พร้อมกับบรรดาศิษย์” (ข้อ 2) ซึ่งขณะนั้นมี 5 คนคือ อดีตศิษย์ของยอห์นผู้ทำพิธีล้างสองคน เปโตร ฟิลิป และนาธานาเอล (ยน 1:35-51)
อาจเป็นเพราะแขกไม่ได้รับเชิญห้าท่านนี้กระมังที่ทำให้งานเลี้ยง “ล่ม” เพราะ เหล้าองุ่นหมด !
เหล้าองุ่นถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดเสียมิได้ในงานเลี้ยงของชาวยิว  พวกรับบีถึงกับสอนว่า “ปราศจากเหล้าองุ่น ก็ปราศจากความยินดี”
    ลำพังการต้อนรับแขกทั่วไป ชาวยิวก็ถือเป็นหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว  ต่อให้แขกมาเวลาเที่ยงคืนยังต้องแบกหน้าไปรบเร้าเพื่อนบ้านเลยว่า “เพื่อนเอ๋ย ให้ฉันขอยืมขนมปังสักสามก้อนเถิด เพราะเพื่อนของฉันเพิ่งเดินทางมาถึงบ้านของฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้เขากิน” (ลก 11:5-6)
    แต่นี่เป็นงานเลี้ยงฉลองโอกาสแต่งงาน  หากเจ้าภาพไม่สามารถจัดหา “เหล้าองุ่น” ไว้ต้อนรับแขก คงไม่ต้องบรรยายว่าจะน่าอัปยศอดสูสักเพียงใด !!!
    ท่ามกลางสถานการณ์อันเลวร้ายสุด ๆ นี้เอง  “พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงมาทูลพระองค์ว่า ‘เขาไม่มีเหล้าองุ่นแล้ว’” (ข้อ 3)
    คำตอบของพระเยซูเจ้าคงทำผู้ฟังหลายคนสะอึก !
    หากแปลต้นฉบับตามตัวอักษร เราจะได้คำตอบว่า “หญิงเอ๋ย อะไรแก่ฉันและแก่ท่าน”
คำ “หญิงเอ๋ย” ตรงกับภาษากรีก gunai (กูนาย) เป็นคำเดียวกับที่พระเยซูเจ้าทรงตรัสจากไม้กางเขนว่า “หญิงเอ๋ย นี่คือลูกของท่าน” (ยน 19:26)
Homer กวีผู้ยิ่งใหญ่ใช้คำ gunai ในบทประพันธ์กับผู้เป็น “ภรรยาสุดที่รัก”
จักรพรรดิออกัสตัสแห่งอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ทรงเรียกคลีโอพัตรา ราชินีผู้เลื่องชื่อแห่งอียิปต์ โดยใช้คำ gunai เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น “หญิงเอ๋ย” จึงไม่ใช่คำพูดที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม แต่เป็นคำที่ใช้พูดกับผู้เป็นที่รักและเคารพสูงสุด !
ส่วนคำตอบ “อะไรแก่ฉันและแก่ท่าน” ซึ่งมีพระคัมภีร์บางฉบับแปลทำนองว่า “ฉันจะทำอะไรกับท่านดี” หรือ “เรื่องของท่าน ฉันไม่เกี่ยว” นั้น
แม้ “คำพูด” จะเป็นเช่นนี้จริง แต่ “น้ำเสียง” เป็นอีกเรื่องหนึ่ง !!!
หากพูดด้วย “น้ำเสียงโกรธ” ความหมายที่ได้คือการ “ตำหนิ” และ “ปฏิเสธ”
    แต่หากพูดด้วย “น้ำเสียงอ่อนโยน” ความหมายคือ “อย่ากังวลเลยแม่  แม่ไม่เข้าใจดอกว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ปล่อยให้เป็นธุระของลูกเถิด ลูกจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยตามวิธีของลูก”....
    นี่คือสิ่งที่พระมารดารับรู้และทรงวางพระทัยในพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม จนกล้ากล่าวแก่บรรดาคนรับใช้ว่า “เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด” (ข้อ 5)
    “ที่นั่นมีโอ่งหินตั้งอยู่หกใบ เพื่อใช้ชำระตามธรรมเนียมของชาวยิว แต่ละใบจุน้ำได้ประมาณหนึ่งร้อยลิตร” (ข้อ 6)
    พิธีชำระตามธรรมเนียมของชาวยิวคือการล้างเท้าของผู้เดินทางก่อนเข้าบ้าน และการล้างมือทั้งก่อนและระหว่างรับประทานอาหาร
    ยอห์นอธิบายว่าบรรดาคนรับใช้ “ตักน้ำใส่จนเต็มถึงขอบ” (ข้อ 7) เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับใส่สารหรือส่วนผสมอื่นเจือปนเพื่อแปลงน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น
    ต่อจากนั้น พระเยซูเจ้าตรัสสั่งว่า “จงตักไปให้ผู้จัดงานเลี้ยงเถิด” (ข้อ 8)
    ผู้จัดงานเลี้ยงเทียบได้กับหัวหน้าคนรับใช้ในปัจจุบัน  มีหน้าที่รับผิดชอบจัดที่นั่งให้แขก รวมถึงการบริการอาหารและเครื่องดื่มซึ่งได้แก่เหล้าองุ่นตลอดงาน
    เมื่อ “ผู้จัดงานเลี้ยงได้ชิมน้ำที่เปลี่ยนเป็นเหล้าองุ่นแล้ว” (ข้อ 9) เขาพูดว่า “ใคร ๆ เขานำเหล้าองุ่นอย่างดีมาให้ก่อน เมื่อบรรดาแขกดื่มมากแล้ว จึงนำเหล้าองุ่นอย่างรองมาให้ แต่ท่านเก็บเหล้าอย่างดีไว้จนถึงบัดนี้” (ข้อ 10)
    แสดงว่าพระองค์ไม่เพียงเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่นอย่างรองเท่านั้น แต่ทรงทำให้เป็นเหล้าองุ่นชั้นเลิศอีกด้วย !
   
    งานแต่งงานที่หมู่บ้านคานาให้บทเรียนแก่เราหลายประการ ขอเริ่มต้นที่พระมารดาก่อน
    1.    พระมารดาหันไปหาพระเยซูเจ้าทันทีที่เกิดปัญหา
        สามสิบปีที่เมืองนาซาเร็ธย่อมนานพอที่จะทำให้พระมารดารู้จักและคุ้นเคยกับบุตรเป็นอย่างดี จนกลายเป็นสัญชาติญาณของพระนางที่จะหันไปหาพระองค์ทันทีที่เกิดปัญหา
        เช่นเดียวกัน หากเรารู้จักและคุ้นเคยกับพระเยซูเจ้าเป็นอย่างดี สัญชาติญาณย่อมกระตุ้นให้เราหันไปพึ่งพาพระองค์ทุกครั้งที่เราประสบความยากลำบากในชีวิต !
2.    พระมารดาทรงวางพระทัยในพระเยซูเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม   
     แม้พระนางจะไม่เข้าใจว่าพระเยซูเจ้ากำลังจะทำสิ่งใด และหากฟังเผิน ๆ ดูเหมือนพระองค์จะปฏิเสธคำขอของพระนางด้วยซ้ำไป  กระนั้นก็ตามพระนางยังเชื่อมั่นว่าพระองค์จะทำสิ่งที่ดีที่สุด จึงกล้าสั่งบรรดาคนรับใช้ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์
    สุดยอดคือ พระนางเชื่อและวางใจ แม้ไม่เข้าใจ !!
        เราทุกคนล้วนต้องประสบกับช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต  ช่วงเวลาที่มองไม่เห็นทางออก  อีกทั้งไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและทำไม....
     ผู้ที่ยังเชื่อและวางใจพระเยซูเจ้าในห้วงเวลาเช่นนี้ ย่อมเป็นสุข เหตุว่าเขาได้เจริญรอยตามพระนางมารีย์พระมารดาของพระเจ้า !

    นอกจากพระมารดาแล้ว เรายังได้บทเรียนจากพระเยซูเจ้าอีกด้วย
    1.    ประเด็นแรกเกี่ยวกับเรื่อง “เวลา”
        อัศจรรย์ครั้งแรกของพระเยซูเจ้าเกิดขึ้นระหว่าง “งานแต่งงาน” ซึ่งเป็นงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรื่นเริงยินดีและความสุข
         พระองค์ทรงพอพระทัยร่วมแบ่งปันความยินดีและความสุข !
        ต่างจากพวกเคร่งศาสนาบางคนที่ชอบพกพาความเคร่งขรึมและโศกเศร้าติดตัวไปทุกแห่ง  พวกเขาคิดว่าเสียงหัวเราะเป็นบาป  ศาสนาสำหรับพวกเขาหมายถึงการแต่งชุดดำเสมือนไว้ทุกข์ให้บาปของตน  การพูดเสียงเบาราวกับสำรวมตน  การแยกตัวจากสังคมให้ดูเหมือนสละโลก ฯลฯ
        ตามมาตรฐานของชาวโลก ดูเหมือนพวกเขาเป็นคนศรัทธา...
         แต่...เราจับแมลงวันด้วยน้ำผึ้งได้มากกว่าด้วยน้ำส้มฉันใด  เราย่อมพาคนไปสวรรค์ด้วยหน้าตาที่อิ่มเอิบมากกว่าด้วยหน้าตาที่เคร่งขรึมฉันนั้น
     ที่สำคัญ พระเยซูเจ้าไม่ทรงถือว่าความสุขเป็นอาชญากรรม แล้วเราซึ่งเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ จะไม่ปฏิบัติเช่นเดียวกันหรือ ?
    2.    ประเด็นที่สองเกี่ยวข้องกับ “สถานที่”
         อัศจรรย์ครั้งแรกของพระเยซูเจ้าเกิดขึ้นใน “บ้าน” ท่ามกลางหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  หาได้เกิดขึ้นในสถานที่ใหญ่โตท่ามกลางฝูงชนมากมายแต่ประการใดไม่
         น่าแปลกที่เราทุกคนต่างยอมรับตรงกันว่า “บ้าน” คือสถานที่ทรงคุณค่าและน่าอยู่ที่สุดในโลก  แต่ในทางปฏิบัติเรากลับยอมปล่อยให้ความหยาบคาย  ความไม่สุภาพ  การไม่ให้เกียรติ  ความเห็นแก่ตัว  ความรุนแรง และอีกจิปาถะเกิดขึ้นใน “บ้านของเรา”…
         “บ้าน” ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนที่เรารักและใกล้ชิดมากที่สุด !!!
     ส่วนคนแปลกหน้านอกบ้านกลับได้พบเห็นและได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุดจากเรา !!!
     ในเมื่อพระเยซูเจ้ายังทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดคือ “ทรงแสดงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์” ใน “บ้าน” เช่นนี้  แล้วเราไม่คิดจะทำสิ่งดี ๆ ใน “บ้านของเรา” บ้างดอกหรือ ? (เทียบข้อ 11)
    3.    ประเด็นที่สามเกี่ยวกับ “เหตุผล”
         เราทราบแล้วว่าการต้อนรับแขกของชาวตะวันออกถือเป็นหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ และการปล่อยให้งานแต่งงาน “ล่ม” เพราะไม่มีเหล้าองุ่นต้อนรับแขกนั้นน่าอัปยศอดสูสักเพียงใด
         เพราะทรงเข้าถึงจิตใจ ทรงเห็นอกเห็นใจ และทรงเมตตาผู้เดือดร้อนขัดสน  พระเยซูเจ้าทรงช่วยเหลือคู่บ่าวสาวชาวชนบทให้รอดพ้นจากความอัปยศอดสูที่สุด
        แต่น่าเสียดายที่เรากลับเดินสวนทางกับพระองค์....
        เราแทบทุกคนมักยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นตกทุกข์ได้ยาก และมักสนุกปากกับการวิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดของผู้อื่น       
        อย่างนี้ต้องถามว่า “เรายังเป็นศิษย์ของพระองค์อยู่อีกหรือ ?”
    4.    ประเด็นสุดท้ายเกี่ยวข้องกับ “อำเภอใจ”
         พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เวลาของเรายังมาไม่ถึง” (ข้อ 4) ทั้งชีวิตของพระองค์มีแต่เรื่องของ “เวลา” ไม่ว่าจะเป็น....
         “เวลา” แห่งการแสดงตนเป็นพระเมสสิยาห์ (ยน 7:6, 8)
     “เวลา” แห่งการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน (ยน 12:23; 17:1;  มธ 26:18, 45;  มก 14:41)
    จะเห็นว่าทุก “เวลา” ของพระองค์ล้วนเป็นการตระหนักว่า ภารกิจของพระองค์คือการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดา ไม่ใช่การทำตาม “อำเภอใจ” ของพระองค์เอง !
    ทั้งชีวิตของพระองค์คือการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดา !
        ในเมื่อพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้ายังปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดา  เรายิ่งจำเป็นต้องปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้ามากเป็นร้อยเท่าพันทวี
         นั่นคือเราต้อง “คิดเหมือนพระเจ้า ปรารถนาเหมือนพระเจ้า และทำเหมือนพระเจ้า” ให้สมกับที่พระองค์ทรงสร้างเรามาตามพระฉายาของพระองค์ !!!
        
    นอกจากบทเรียนที่ได้จากพระเยซูเจ้าและพระมารดาแล้ว เรายังได้รับบทเรียนจากยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารอีกด้วย
    ยอห์นเขียนพระวรสารหลังจากพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์แล้ว 70 ปี  ตลอดระยะเวลา 70 ปี ยอห์นมีโอกาสไตร่ตรองและพัฒนาความเชื่อของตนจนสามารถแฝงความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจได้ไว้ใต้ตัวอักษรที่เล่าเรื่องธรรมดา ๆ
    ประเด็นของยอห์นคือ...
    ชาวยิวถือว่า จำนวน 7 หมายถึง ความสมบูรณ์ ความครบครัน
     ในเมื่อมี “โอ่ง” เพียง 6 ใบ จึงหมายถึง ความไม่สมบูรณ์ ความไม่ครบครัน
    สำหรับยอห์น สิ่งที่ไม่ครบสมบูรณ์ได้แก่กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ชาวยิวยึดถือว่าเป็นหนทางนำมนุษย์กลับไปหาพระเจ้าได้
    หลังจากเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่นชั้นเลิศ  พระเยซูเจ้าทรงแทนที่กฎระเบียบที่บกพร่องและไม่ครบสมบูรณ์ ด้วย “พระหรรษทาน” ที่ดีเลิศและสมบูรณ์ครบครัน
    นอกจากคุณภาพชั้นเลิศแล้ว ปริมาณเหล้าองุ่นยังมีเต็มโอ่งหินถึง 6 ใบ ๆ ละประมาณ 100 ลิตร  หากบรรจุใส่ขวดเบียร์ขนาดใหญ่จะได้ประมาณ 800 ขวด ซึ่งมากเกินพอสำหรับงานแต่งงานไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม
    หมายความว่ามีพระหรรษทานมากเกินพอ จนไม่มีทางที่จะมีผู้ใด “ขาดแคลนพระหรรษทาน” ของพระเยซูเจ้าได้ !
    พระองค์สามารถเปลี่ยนความบกพร่องของเราให้เป็นความดีครบครันได้ อย่างไม่จำกัด
    ....เว้นแต่เราจะไม่ยินยอมให้พระองค์เปลี่ยนแปลงเท่านั้น...

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help