Followers of Jesus Christ-Iamachristian.org

มก 1.12-15 พระเยซูเจ้าทรงถูกทดลองในถิ่นทุรกันดาร ทรงเริ่มประกาศข่าวดี

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

อาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

ข่าวดี    มาระโก 1:12-15
    (12)ทันใดนั้น พระจิตเจ้าทรงดลให้พระองค์เสด็จเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร  (13)พระองค์ประทับอยู่ที่นั่นสี่สิบวัน ทรงถูกซาตานประจญ พระองค์ทรงอยู่กับสัตว์ป่า บรรดาทูตสวรรค์ปรนนิบัติรับใช้พระองค์
    (14)หลังจากที่ยอห์นถูกจองจำ พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี ทรงประกาศเทศนาข่าวดีของพระเจ้า ตรัสว่า  (15)“เวลาที่กำหนดไว้มาถึงแล้วพระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว จงกลับใจ และเชื่อข่าวดีเถิด”


   
    ทันทีที่ทรงให้เกียรติพระเยซูเจ้าด้วยการเสด็จลงมาเหนือพระองค์ดุจนกพิราบหลังรับพิธีล้างจากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน (มก 1:9-11) พระจิตเจ้าองค์เดียวกันนี้ทรงนำพระองค์ไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อรับการประจญจากซาตาน
    ในเมื่อเป็นพระจิตเจ้าที่ทรงนำพระเยซูเจ้าไปรับการประจญ แสดงว่าการประจญที่ถาโถมเข้าใส่ชีวิตของเราแต่ละคนดุจคลื่นสึนามินั้น มิได้มีไว้เพื่อทำลายเรา แต่มีไว้เพื่อทำให้เส้นเอ็นและเส้นประสาทภายในหัวใจ ในสมอง และในชีวิตของเราเข้มแข็งขึ้น มีพลังมากขึ้น จะได้เหมาะสมกับการเป็นอัศวินผู้ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
    เหมือนการทดสอบนักเรียนซึ่งคงไม่มีครูหรือผู้บริหารโรงเรียนคนใดจัดขึ้นเพื่อมุ่งมั่นจะทำร้ายหรือลดชั้นเรียนของเด็ก แต่เพื่อจะทำให้แน่ใจว่าเด็กมีองค์ความรู้เหมาะสมสำหรับการเรียนในชั้นที่สูงขึ้น

    พระเยซูเจ้าทรงประทับอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบวัน  จำนวน “สี่สิบวัน” เป็นสำนวนพูดในภาษาฮีบรูหมายถึง “ช่วงเวลาหนึ่งที่ยาวพอสมควร” เหมือนสำนวนในภาษาไทย “สองสามวัน” ซึ่งให้ความรู้สึกว่าเป็น “ช่วงเวลาสั้น ๆ” ต่างจาก “เดือนสองเดือน” ซึ่งให้ความรู้สึกว่ายาวนานกว่า โดยที่ทั้งผู้พูดและผู้ฟังไม่ได้สนใจว่าจำนวนวันจริง ๆ จะเป็นเท่าใด
    ตัวอย่างในพระธรรมเก่าเช่น “โมเสสอยู่บนภูเขาเป็นเวลาสี่สิบวันสี่สิบคืน” (อพย 24:18) หรือขณะที่เอลียาห์กำลังหนีเอาชีวิตรอดหลังจากสั่งประหารบรรดาประกาศกของพระนางเยเซเบล ทูตสวรรค์นำอาหารมาให้เขา “อาหารนี้ทำให้เขามีกำลังเดินได้สี่สิบวันสี่สิบคืนจนถึงโฮเรบ ภูเขาของพระเจ้า” (1พกษ 19:8)

    ผู้ที่มาประจญพระเยซูเจ้าคือ “ซาตาน”
    ความหมายของคำ “ซาตาน” ซึ่งเป็นภาษาฮีบรู มีวิวัฒนาการควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์ของชาวยิว ดังจะพบเห็นได้จากการใช้คำนี้ในพระธรรมเก่า
    1.    แรกเริ่มหมายถึง “ฝ่ายตรงข้าม” หรือ “ปรปักษ์” เช่น หัวหน้าชาวฟีลิสเตียห้ามดาวิดออกรบด้วยเพราะเกรงว่า “เขาอาจจะหันกลับมาเป็นศัตรู (ซาตาน) กับเราขณะทำการรบอยู่” (1ซมอ 29:4) หรือเมื่อกษัตริย์ดาวิดเสด็จกลับกรุงเยรูซาเล็ม อาบีชัยต้องการให้ประหารชีวิตชิเมอีซึ่งเคยสาปแช่งดาวิด แต่ดาวิดตรัสกับอาบีชัยว่า “เรามีความคิดไม่ตรงกัน (ซาตาน)” (2ซมอ 19:23)
2.    ต่อมาความหมายพัฒนาไปสู่เชิงลบมากขึ้น และย้ายจากมนุษย์ไปสู่เทวดาในสวรรค์  ซาตานคือบุตรของพระเจ้า (โยบ 1:6) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนอัยการในโลกนี้ นั่นคือ “กล่าวหา” มนุษย์ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า (โยบ 1:7; 2:2; ศคย 3:2)
    ระยะนี้ชาวยิวรับอิทธิพลของคำกรีก Diabolos (ดีอาโบสอส) ซึ่งตรงกับ Devil ในภาษาอังกฤษเข้ามา ซาตานจึงมิใช่เพียง “ผู้กล่าวหา” แต่หมายถึง “ผู้กล่าวให้ร้าย” มนุษย์ต่อหน้าพระเจ้า  กระนั้นก็ตาม ซาตานยังไม่เป็นปรปักษ์กับพระเจ้า เพียงแต่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับมนุษย์
3.    ระหว่างถูกกวาดต้อนไปบาบิโลน ชาวยิวรับอิทธิพลความคิดของชาวเปอร์เซียเรื่องการตัดสินใจเลือกระหว่าง “อำนาจแห่งความสว่าง” และ “อำนาจแห่งความมืด” ซาตานจึงกลายเป็น “อำนาจแห่งความมืด” และยืนอยู่ขั้วตรงข้ามกับพระเจ้าและมนุษย์อย่างสุดโต่ง
ในพระธรรมใหม่ “ซาตาน” หรือ “ปีศาจ” คือผู้อยู่เบื้องหลังความเจ็บไข้และความทุกข์ทรมานต่าง ๆ “หญิงผู้นี้ (ปีศาจสิง เจ็บป่วย หลังค่อม ยืดตัวตรงไม่ได้) เป็นบุตรหญิงของอับราฮัม ซึ่งซาตานล่ามไว้เป็นเวลาสิบแปดปีแล้ว ไม่สมควรที่จะถูกแก้จากพันธนาการนี้ในวันสับบาโตด้วยหรือ” (ลก 13:16)
นอกจากนี้ ซาตานคือผู้ที่ล่อลวงยูดาสให้ทรยศพระเยซูเจ้า (ลก 22:3) ซาตานคือผู้ที่เราต้อง “ต่อสู้มันด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ” (1ปต 5:9) และคือผู้ที่จะต้องถูกทำลายชั่วนิรันดร “แล้วพระองค์จะตรัสกับพวกที่อยู่เบื้องซ้ายว่า ‘ท่านทั้งหลายที่ถูกสาปแช่ง จงไปให้พ้น ลงไปในไฟนิรันดรที่ได้เตรียมไว้ให้ปีศาจและพรรคพวกของมัน’” (มธ 25:41)

ระหว่างการประจญในถิ่นทุรกันดาร พระเยซูเจ้าต้องตัดสินพระทัยเลือกระหว่างหนทางของพระเจ้ากับหนทางของซาตาน ในอันที่จะทำให้ภารกิจการไถ่กู้มนุษยชาติของพระองค์สำเร็จลุล่วงไป
พระองค์ต้องเลือกระหว่าง “หนทางแห่งความรักและไม้กางเขน” กับ “หนทางแห่งความเกลียดชัง การใช้อำนาจ และการนองเลือด”
เพื่อจะได้อยู่ฝ่ายเดียวกับพระองค์ พระองค์ทรงประกาศว่า “จงกลับใจ และเชื่อข่าวดีเถิด” (เรื่อง “เชื่อข่าวดี” ดูข่าวดีวันอาทิตย์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา ปี B)
ปัญหาคือ “กลับใจ” หมายถึงอะไร ?
เราเรียนรู้มาว่า เพื่อจะกลับใจจำเป็นต้องเป็นทุกข์ถึงบาป  แต่ในทางปฏิบัติเรามักสับสนระหว่างการเป็นทุกข์ถึง “บาป” และการเป็นทุกข์ถึง “ผลของบาป”
    มีคนเป็นจำนวนมากที่เป็นทุกข์เสียใจอย่างจริงจังถึงผลร้ายที่สืบเนื่องมาจากความผิดบาปที่ตนเองได้กระทำลงไป  แต่หากเขาแน่ใจว่าสามารถหลบหลีกหรือรอดพ้นจากผลร้ายที่น่าจะติดตามมาได้ เช่น ตำรวจจับไม่ได้ กฎหมายมีช่องโหว่ มีอิทธิพลหนุนหลัง ฯลฯ เป็นไปได้มากว่าเขาจะกลับไปทำผิดเช่นเดิมอีก  ที่เป็นเช่นนี้เพราะสิ่งที่เขาเกลียดคือผลของบาป ไม่ใช่ตัวบาปเอง
    แต่การกลับใจที่แท้จริงอยู่ที่การเกลียด “บาป” ไม่ใช่ “ผลของบาป” !
    การกลับใจตรงกับภาษากรีก metanoia (เมตานอยอา) ซึ่งหมายถึง “การเปลี่ยนจิตใจ”
    นั่นคือ ผู้ที่เคย “รักบาป” ต้องเปลี่ยนเป็น “เกลียดบาป” จึงจะเรียกว่ากลับใจจริง
    
เราเริ่มมหาพรตนี้ด้วยการ “เกลียดบาป” กันเลยดีไหม ?
  

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help