ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์พระวรกาย
ข่าวดี มาระโก 9:2-10
พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์
(2)ต่อมาอีกหกวัน พระเยซูเจ้าทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นไปบนภูเขาสูงตามลำพัง แล้วพระวรกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา (3)ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวเจิดจ้า ขาวผ่องอย่างที่ไม่มีช่างซักฟอกคนใดในโลกทำให้ขาวเช่นนั้นได้ (4)แล้วประกาศกเอลียาห์กับโมเสสแสดงตนสนทนาอยู่กับพระเยซูเจ้า (5)เปโตรจึงทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ที่นี่สบายน่าอยู่จริง ๆ เราจงสร้างเพิงขึ้นสามหลังเถิด หลังหนึ่งสำหรับพระองค์ หลังหนึ่งสำหรับโมเสส อีกหลังหนึ่งสำหรับประกาศกเอลียาห์” (6)เขาไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรเพราะศิษย์ทั้งสามคนต่างตกใจกลัว (7)ครั้นแล้วเมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุมเขาไว้ มีเสียงหนึ่งออกมาจากเมฆก้อนนั้นว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด” (8)ทันใดนั้น ศิษย์ทั้งสามคนเหลียวมองรอบ ๆ ไม่เห็นผู้ใดอยู่กับตนนอกจากพระเยซูเจ้าเท่านั้น
(9)ขณะที่กำลังลงจากภูเขา พระองค์ตรัสสั่งเขามิให้เล่าเหตุการณ์ที่เห็นให้ผู้ใดฟัง จนกว่าบุตรแห่งมนุษย์จะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย (10)ศิษย์ทั้งสามคนเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่บอกใครแต่ยังปรึกษากันว่า “จนกว่าจะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย” นี้ หมายความว่าอย่างไร
“ต่อมาอีกหกวัน” ตามพระวรสารของมาระโก (มก 9:2) หรือ “ประมาณแปดวัน” ตามลูกา (ลก 9:28) ล้วนเป็นสำนวนที่มีความหมายเดียวกันคือ “ประมาณหนึ่งสัปดาห์” โดยนับจากเหตุการณ์ที่เมืองซีซารียาแห่งฟิลิปซึ่งเปโตรได้ประกาศความเชื่อว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า” (มก 8:29) และพระองค์ได้ทรงทำนายถึงพระทรมานเป็นครั้งแรก
ที่สำคัญคือ พระองค์ไม่เพียงทำนายเท่านั้น แต่ทรงมุ่งหน้าสู่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อรับการทรมานและถูกตรึงตายบนไม้กางเขน ซึ่งถือว่าเป็นจุดสุดยอดแห่งภารกิจของพระองค์
เพื่อให้แน่ใจว่าพระองค์กำลังเดินมาถูกทางแล้ว พระองค์จึงพาศิษย์ 3 คนขึ้นภูเขาสูง “เพื่ออธิษฐานภาวนา" (ลก 9:28) ขอความเห็นชอบจากพระบิดา
เคยเชื่อกันว่า “ภูเขาสูง” นี้คือภูเขาทาบอร์ (Tabor) เพราะมีการเอ่ยถึงภูเขาลูกนี้ในหนังสือเพลงสดุดี “ภูเขาทาบอร์และเฮอร์โมนก็โห่ร้องสรรเสริญพระนามของพระองค์” (สดด 89:12)
แต่ข้อเท็จจริงคือภูเขาทาบอร์ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแคว้นกาลิลี ในขณะที่เมืองซีซารียาแห่งฟิลิปอยู่เหนือแคว้นกาลิลีขึ้นไปอีกประมาณ 40 กิโลเมตร ระยะทางโดยรวมจึงไกลเกินกว่าจะเดินทางได้ภายในเวลา “ประมาณหนึ่งสัปดาห์” อีกทั้งในสมัยพระเยซูเจ้า ยอดเขาทาบอร์ยังเป็นที่ตั้งของค่ายทหาร จึงไม่น่าจะเหมาะสมสำหรับการแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ด้วยประการทั้งปวง
ปัจจุบันสันนิษฐานกันว่า “ภูเขาสูง” นี้คือภูเขาเฮอร์โมน (Hermon) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองซีซารียาแห่งฟิลิปเพียง 22 กิโลเมตร และสูงมากถึง 3,352 เมตร ผิดกับภูเขาทาบอร์ซึ่งสูงเพียง 300 เมตรเศษ จึงไม่ใช่ “ภูเขาสูง” อย่างแท้จริง
เนื่องจากภูเขาสูงมาก ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อย 5 ชั่วโมงกว่าจะถึงยอดเขา และบนยอดเขาเองก็มีอากาศเบาบางมากจนทำอะไรแทบไม่ได้เลย จึงสันนิษฐานกันว่าพระองค์ทรงแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ ณ ลาดเขาแห่งใดแห่งหนึ่งของภูเขาลูกนี้
การแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ครั้งนี้มี “ความหมาย” ทั้งต่อตัวพระเยซูเจ้าเอง และต่อบรรดาศิษย์ของพระองค์
เนื่องจากพระเยซูเจ้ากำลังมุ่งหน้าไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อรับการตรึงกางเขน พระองค์ต้องการทราบว่า “นี่เป็นน้ำพระทัยของพระบิดาจริงหรือไม่ ?”
คำตอบที่พระองค์ได้รับคือ
1. “ประกาศกเอลียาห์กับโมเสสแสดงตนสนทนาอยู่กับพระเยซูเจ้า” (ข้อ 4)
เอลียาห์เป็นประกาศกองค์แรกและเป็นองค์ที่ชาวอิสราเอลถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ส่วนโมเสสเป็นเสมือนผู้ก่อตั้งชาติอิสราเอล และเป็นผู้บัญญัติกฎหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเช่นกัน
ลูกาเล่าว่าเนื้อหาของการสนทนาคือเรื่อง “การจากไปของพระองค์ที่กำลังจะสำเร็จในกรุงเยรูซาเล็ม” (ลก 9:31)
“การจากไป” ตรงกับภาษากรีก exodos (เอกซ์ซอดอส) และตรงกับภาษาอังกฤษ exodus
คำ exodus มีความหมายลึกซึ้งทางศาสนา เพราะเป็นการเดินทางผจญภัยของชนชาติหนึ่งที่มอบความวางใจทั้งหมดไว้ในพระเจ้า แล้วออกเดินทางจากแผ่นดินอียิปต์ที่อุดมสมบูรณ์ มุ่งหน้าสู่ถิ่นทุรกันดารในทะเลทรายที่ไม่มีใครรู้จัก จนในที่สุดพระองค์ทรงนำพวกเขาเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา
พระเยซูเจ้ากำลังทำ exodus โดยมุ่งหน้าสู่กรุงเยรูซาเล็มและไม้กางเขน !!!
แม้จะมีกางเขนรออยู่เบื้องหน้า แต่การสนทนากับโมเสสและเอลียาห์ ทำให้พระองค์มั่นพระทัยว่า หลัง exodus ยังมีแผ่นดินแห่งพระสัญญาฉันใด หลังสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ยังมีความรุ่งโรจน์แห่งการกลับคืนชีพรอคอยพระองค์อยู่ฉันนั้น
เท่ากับว่าบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวอิสราเอล ได้ยืนยันกับพระองค์ว่า “ทรงมาถูกทางแล้ว”
2. “ครั้นแล้วเมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุมเขาไว้” (ข้อ 7)
นอกจากคำยืนยันของสองผู้นำชาวอิสราเอลแล้ว ยังมี “เมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุมเขาไว้” และมีเสียงหนึ่งออกมาจากเมฆก้อนนั้นว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด”
สำหรับชาวยิว “เมฆ” หมายถึง “พระเจ้า” นั่นเอง !
ระหว่างการอพยพออกจากอียิปต์ “ในเวลากลางวัน พระยาห์เวห์เสด็จนำหน้าเขาเหมือนเสาเมฆเพื่อชี้ทาง” (อพย 13:21) นอกจากนั้น “พระยาห์เวห์เสด็จมาในเมฆ” เพื่อประทานศิลาจารึกพระบัญญัติเป็นครั้งที่สอง (อพย 34:5) อีกทั้งทรงเสด็จมาที่สักการสถานโดย “เมฆปกคลุมกระโจมนัดพบ และพระสิริรุ่งโรจน์ของพระยาห์เวห์อยู่เต็มกระโจมที่ประทับ” (อพย 40:34)
เท่ากับว่า พระเจ้าทรงเสด็จมาตรัสกับบุตรสุดที่รักของพระองค์เองว่า “ท่านกำลังทำเยี่ยงบุตรสุดที่รักของเราพึงกระทำ จงเดินหน้าต่อไปเถิด”
บัดนี้คำภาวนาของพระองค์ได้รับการตอบสนองแล้ว พระองค์มั่นใจเต็มร้อยว่า “กางเขน” คือน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้าจริง ๆ !!!
บนภูเขาสูงนี้ ชีวิตภายในของพระเยซูเจ้าได้บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์สูงสุด เพราะพระองค์สามารถน้อมรับน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้าได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แม้จะต้องถูกตรึงตายบนไม้กางเขนก็ตาม
สำหรับชาวยิว พระเมสสิยาห์คือผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิดผู้เกรียงไกร ซึ่งจะเสด็จมานำพากองทัพของพวกเขาปราบปรามและทำลายล้างศัตรูทั่วพิภพเพื่อเป็นการแก้แค้น และทำให้ชนชาติยิวกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อพระเยซูเจ้าทรงตรัสทำนายถึงพระทรมาน จิตใจของพวกศิษย์จึงห่อเหี่ยวอย่างยิ่ง พวกเขาทั้งงงและผิดหวังที่พระองค์ผู้ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ของพวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม เพื่อรับการทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
แต่บนภูเขาแห่งการแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์นี้เอง ที่บรรดาศิษย์ได้เห็น “พระวรกายของพระองค์เปลี่ยนไป” และ “ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวเจิดจ้า ขาวผ่องอย่างที่ไม่มีช่างซักฟอกคนใดในโลกทำให้ขาวเช่นนั้นได้”
สิ่งนี้ช่วยทำให้จิตใจของบรรดาศิษย์ทุกคนชุ่มชื่นขึ้น เพราะพวกเขามองเห็นความรุ่งโรจน์ของพระวรกายที่จะตามมาหลังจากความทุกข์ยากแห่งไม้กางเขนผ่านพ้นไปแล้ว
พวกเขามองเห็น “ชัยชนะผ่านทางไม้กางเขน” และตระหนักว่า No Cross No Crown !
นอกจากสิ่งที่เห็นแล้ว พวกเขายังได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้ายืนยันว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็น “บุตรสุดที่รัก” ของพระองค์และทรงกำชับพวกเขาว่า “จงฟังท่านเถิด” (ข้อ 7)
“ขณะที่กำลังลงจากภูเขา พระองค์ตรัสสั่งเขามิให้เล่าเหตุการณ์ที่เห็นให้ผู้ใดฟัง จนกว่าบุตรแห่งมนุษย์จะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย” (ข้อ 9)
พระองค์จำเป็นต้องตรัสสั่งเช่นนี้เพราะชาวยิวยังเข้าใจความหมายของคำ “พระเมสสิยาห์” ไม่ถูกต้อง หากพวกเขารู้ว่าทั้งพระเจ้าและบุคคลสำคัญระดับโมเสสและเอลียาห์ เสด็จมาสนทนากับพระองค์ พวกเขาคงแต่งตั้งพระองค์เป็นกษัตริย์ และเมื่อนั้นความวุ่นวายทางการเมืองตลอดจนการนองเลือดคงติดตามมาอีกมากมาย
วันนั้น ชาวยิวเข้าใจผิดและพร้อมแต่งตั้งพระองค์เป็นกษัตริย์
วันนี้ เราซึ่งเข้าใจมากกว่าและกำลังร่วมจิตร่วมใจกัน “ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์พระวรกาย”....
...เราจะตอบสนองพระองค์อย่างไร ?!....

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.