Followers of Jesus Christ-Iamachristian.org

อาทิตย์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

อาทิตย์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี  มาระโก 7:31-37
(31)พระองค์เสด็จออกจากเขตเมืองไทระผ่านเมืองไซดอน ไปยังทะเลสาบกาลิลีกลางดินแดนทศบุรี   (32)มีผู้นำคนใบ้หูหนวกคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ ทูลขอร้องให้พระองค์ทรงปกพระหัตถ์  (33)พระองค์ทรงแยกคนใบ้หูหนวกคนนั้นไปจากกลุ่มชน ทรงใช้นิ้วพระหัตถ์ยอนหูของเขา ทรงใช้พระเขฬะแตะลิ้นของเขา  (34)ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นเบื้องบน ถอนพระทัย แล้วตรัสว่า “เอฟฟาธา” แปลว่า “จงเปิดเถิด”  (35)ทันใดนั้นหูของเขากลับได้ยิน สิ่งที่ขัดลิ้นอยู่ก็หลุด เขาพูดได้ชัดเจน  (36)พระเยซูเจ้าทรงห้ามประชาชนเหล่านั้นมิให้พูดเรื่องนี้กับผู้ใด แต่ยิ่งห้าม ก็ยิ่งเล่าลือกันมากขึ้น  (37)ต่างก็ประหลาดใจมาก กล่าวว่า “คนคนนี้ทำสิ่งใดดีทั้งนั้น เขาทำให้คนหูหนวกกลับได้ยิน และคนใบ้กลับพูดได้”

**************************

“พระเยซูเจ้าเสด็จออกจากเขตเมืองไทระ ผ่านทางเมืองไซดอน ดำเนินไปยังทะเลสาบกาลิลี” (ข้อ 31) เส้นทางนี้ถือว่าผิดปกติมาก เพราะหากเทียบตามภูมิศาสตร์ของประเทศไทยแล้ว คงต้องบอกว่าพระเยซูเจ้าเสด็จออกจากกรุงเทพฯ (เทียบได้กับที่ตั้งของเมืองไทระ) เพื่อไปยังภูเก็ต (เทียบได้กับที่ตั้งของทะเลสาบกาลิลี) โดยผ่านทางเชียงใหม่ (เทียบได้กับที่ตั้งของเมืองไซดอน)
บางคนจึงอธิบายว่าน่าจะเกิดจากความผิดพลาดของผู้คัดลอกที่หลงเพิ่ม “เมืองไซดอน” เข้าไปในต้นฉบับโดยบังเอิญ  แต่เมื่อตรวจสอบความถูกต้องของต้นฉบับแล้ว เป็นที่แน่ชัดว่ามาระโกเขียนไว้เช่นนี้จริง

ในเมื่อพระเยซูเจ้าทรงเลือกเส้นทางขึ้นเหนือก่อนลงใต้เช่นนี้ ย่อมทำให้พระองค์มีเวลาอยู่ตามลำพังกับบรรดาอัครสาวกยาวนานมากขึ้นอย่างน้อยก็ 8 เดือน เพื่ออบรมสั่งสอนพวกเขาเป็นพิเศษ จนกระทั่งเปโตรสามารถค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่ในพระวรสารบทถัดไปว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า” (มก 8:29)
เมื่อกลับมาถึงแคว้นกาลิลี พระองค์ทรงเสด็จต่อไปยังดินแดนทศบุรี  ที่นั่น มีผู้นำคนใบ้หูหนวกคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์
ปกติคนหูหนวกมักมีปัญหาเรื่องการพูด เพราะเมื่อฟังไม่ได้ยินก็พลอยหมดโอกาสที่จะเรียนรู้การออกเสียงไปด้วย
วิธีการที่พระองค์รักษาคนใบ้หูหนวกครั้งนี้ ทำให้เราเห็น “ความละเอียดอ่อนและน่ารักอย่างยิ่งของพระเยซูเจ้าที่ทรงปฏิบัติต่อมนุษย์ผู้ต่ำต้อยเช่นเรา”
1.    “พระองค์ทรงแยกคนใบ้หูหนวกคนนั้นไปจากกลุ่มชน”  (ข้อ 33)
โดยทั่วไปคนหูหนวกมักมีความวิตกกังวลมากกว่าคนตาบอด จนบางคนคิดว่า “ตาบอดดีกว่าหูหนวก” เพราะถ้ามองไม่เห็นก็ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก  ผิดกับคนที่มองเห็นแต่ไม่ได้ยิน จึงมีเรื่องให้ต้องคิดและคาดเดามากมาย
เปรียบได้กับเราเห็นเพื่อนร่วมงานนั่งซุบซิบกัน  เราคงอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงเราหรือเปล่า และถ้าพูดถึงเราเป็นเรื่องดีหรือว่ากำลังนินทาว่าร้ายเราอยู่ ฯลฯ  หลายคนต้องพกพาความเครียดกลับบ้านก็เพราะ “เห็นแต่ไม่ได้ยิน” นี่เอง
แน่นอนว่าคนใบ้หูหนวกคนนั้นมองเห็นฝูงชนที่มามุงดูกัน  บางคนมาเพียงเพราะอยากรู้อยากเห็นเหมือน “ยิวมุง” ทั่วไป  แต่บางคนมาเพื่อเอาใจช่วยเขาและกำลังตะโกนเชียร์ด้วยท่าทางแตกต่างกันไป
เขาเห็นคนตะโกนแต่ไม่รู้และไม่เข้าใจ  จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความสับสน !
หากพระเยซูเจ้าทรงรักษาเขาท่ามกลางฝูงชน  จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาฟังได้ยินเป็นครั้งแรก ???
คน ๆ หนึ่งซึ่งไม่เคยรู้ว่า “เสียง” คืออะไร อีกทั้งจิตใจก็กำลังสับสน  อยู่ ๆ เสียงฝูงชนมากมายประเดประดังเข้ามาเต็มสองรูหู…..
หากไม่ตกใจตายไปก่อน ก็นับว่าบุญมากแล้ว !
แต่เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่เกิดขึ้น เพราะ “พระเยซูเจ้าทรงเอาพระทัยใส่ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนยิ่งของมนุษย์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาอันหนักหน่วงอย่างเช่นคนใบ้หูหนวกผู้นี้ ด้วยการพาเขาแยกออกจากฝูงชนก่อนทำการรักษา
2.    “ทรงใช้นิ้วพระหัตถ์ยอนหูของเขา ทรงใช้พระเขฬะแตะลิ้นของเขา...ตรัสว่า ‘จงเปิดเถิด’” (ข้อ 33-34)
การรักษาของพระเยซูเจ้าครั้งนี้เปรียบได้กับ “ละครใบ้”  คือผู้ชม “เข้าใจได้” โดยไม่ต้องอาศัยบทสนทนาหรือผู้บรรยาย
คนหูหนวกเปรียบได้กับคนหูตัน  เมื่อหูตันก็ต้องยอนหูให้หายตัน  คนไข้เห็นพระเยซูเจ้ายอนหูก็รู้ว่า “พระองค์รักษาหูแล้ว”
พระเขฬะหรือน้ำลายมีคุณสมบัติในการรักษาโรค  แม้ทุกวันนี้เมื่อนิ้วเป็นแผลหรือถูกไฟลวก เราจะเอานิ้วใส่ปากอมเพื่อให้สัมผัสน้ำลาย  หรือสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บก็จะกลับไป “นอนเลียแผล” เป็นต้น
เมื่อพระเยซูเจ้าทรงใช้น้ำลายแตะลิ้นของคนใบ้  เขารับรู้ได้ทันทีว่าพระองค์กำลัง “ทายา” และกำลังทำให้ “สิ่งที่ขัดลิ้นอยู่” หลุดไป
หรือคำพูดว่า “เอฟฟาธา – จงเปิดเถิด” ก็มีความหมายชัดเจนในตัว  ทุกคนสามารถเข้าใจได้  ไม่มีการใช้ถ้อยคำแปลกประหลาดอย่างเช่น “โอม ขยุกขยุย...” เพื่อให้เห็นว่าขลัง ศักดิ์สิทธิ์ เป็นเวทมนตร์ หรือคาถาอาคมตามหลักไสยศาสตร์
เรียกว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อรักษาเขา  เขาเข้าใจได้ทั้งหมด !
ในเมื่อพระเยซูเจ้าทรง “เอาพระทัยใส่ความรู้สึก” ของคนใบ้หูหนวก และทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ “เขาสามารถเข้าใจได้” เช่นนี้  เราคงต้องฟันธงด้วยภาษาของนักบริหารสมัยใหม่ว่า
พระองค์ทรง “แคร์ลูกค้า”
พระองค์ทรงเอา “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” (Customer Centered)
ที่สำคัญคือพระองค์ไม่ได้มองคนใบ้หูหนวกเป็น “ปัญหา” หรือ “กรณี” หนึ่งที่ต้องแก้ไข แต่ทรงมองเขาเป็น “คน” คนหนึ่งที่จะต้องเอาใจใส่
ดังนี้แล้ว ผู้ที่เดินตามหนทางของพระองค์จะ “ล้าสมัย” หรือจะล้มเหลวทางธุรกิจได้อย่างไรกัน ??!!

นอกจากจะเป็นสุดยอดนักบริหารแล้ว ก่อนตรัสว่า “เอฟฟาธา – จงเปิดเถิด” พระองค์ทรง “เงยพระพักตร์ขึ้นเบื้องบน” (ข้อ 34)
อากัปกิริยาเช่นนี้แปลเป็นอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากพระองค์ต้องการสื่อให้คนใบ้หูหนวกทราบว่าความช่วยเหลือนี้มาจากพระบิดาเจ้าบนสวรรค์
เกียรติยศนี้เป็นของพระบิดา และพระองค์จะไม่มีวัน “ฉกฉวยโอกาส” หรือพยายาม “แสวงหาเกียรติยศใสตนเอง” เป็นอันขาด !!!

ท้ายที่สุด ประชาชนพากันประหลาดใจ กล่าวว่า “คนคนนี้ทำสิ่งใดดีทั้งนั้น” (ข้อ 37)
หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ครั้งเนรมิตสร้างโลก เราจะพบคำพูดว่า “พระเป็นเจ้าทรงทอดพระเนตรทุกสิ่งที่ทรงสร้าง และเห็นว่าดี" (ปฐก 1:31)
นั่นคือบทสรุปของ “การสร้างครั้งแรก”
ใช่ ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นดี แต่ต้องมัวหมองไปเพราะ “บาป”
พระเยซูเจ้าทรงเสด็จมา “สร้างโลกใหม่” ที่ “ทุกสิ่งดีทั้งนั้น”  พระองค์ทรงนำความดีและความสวยสดงดงามกลับคืนมาสู่โลกเราอีกครั้งหนึ่ง

แล้วเรายังคงดำเนินชีวิตอยู่ใน “โลกเก่า” หรือว่าก้าวไปสู่ “โลกใหม่” แล้ว ???

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help