Followers of Jesus Christ-Iamachristian.org

อาทิตย์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ



วันอาทิตย์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา


ข่าวดี    มาระโก 9:38-43; 45; 47-48
(38)ยอห์นทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า เราได้เห็นคนคนหนึ่งขับไล่ปีศาจเดชะพระนามของพระองค์ เราจึงพยายามห้ามปรามไว้ เพราะเขาไม่ใช่พวกเดียวกับเรา” (39) พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “อย่าห้ามเขาเลย ไม่มีใครทำอัศจรรย์ในนามของเรา แล้วต่อมาจะว่าร้ายเราได้ (40) ผู้ใดไม่ต่อต้านเรา ก็เป็นฝ่ายเรา”
(41)”ผู้ใดให้น้ำท่านดื่มเพียงแก้วหนึ่งเพราะท่านเป็นคนของพระคริสตเจ้า เราบอกความจริงกับท่านว่า เขาจะได้บำเหน็จรางวัลอย่างแน่นอน” (42)”ผู้ใดเป็นเหตุให้คนธรรมดา ๆ ที่มีความเชื่อเหล่านี้ทำบาป ถ้าเขาจะถูกผูกคอด้วยหินโม่ถ่วงในทะเลก็ยังดีกว่ากระทำดังกล่าว
(43) ถ้ามือข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงตัดมันทิ้งเสีย ท่านจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดรโดยมีมือข้างเดียว ยังดีกว่ามีมือทั้งสองข้างแต่ต้องตกนรกในไฟที่ไม่รู้ดับ  (44)(45)ถ้าเท้าข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงตัดมันทิ้งเสีย ท่านจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดรโดยมีเท้าพิการ ยังดีกว่ามีเท้าทั้งสองข้างแต่ถูกโยนลงนรก  (46)(47)ถ้าตาข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงควักมันออกเสีย ท่านจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า โดยมีตาข้างเดียว ยังดีกว่ามีตาทั้งสองข้างแต่ต้องถูกโยนลงนรก  (48)ที่นั่นหนอนไม่รู้ตาย ไฟไม่รู้ดับ

****************************

ตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว ประชาชนเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ  พวกเขาเชื่อว่าความเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางจิตล้วนเป็นผลมาจากอำนาจอันร้ายกาจของจิตชั่วเหล่านี้
วิธีขับไล่ปีศาจที่นิยมกันมากวิธีหนึ่งคือการอ้าง “นาม” ของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าปีศาจตนนั้น  เมื่อปีศาจได้ยิน “นาม” ของผู้ที่เหนือกว่าก็จะสิ้นฤทธิ์ หมดทางสู้ และยอมออกจากบุคคลที่ตนสิงสู่อยู่
บังเอิญยอห์นไปพบชายคนหนึ่งกำลังขับไล่ปีศาจอาศัยพระนามอันทรงฤทธิ์ของพระเยซูเจ้า ยอห์นจึงห้ามปรามเพราะเห็นว่าเขาไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน แล้วมาทูลรายงานพระองค์
แต่พระองค์กลับตรัสตอบว่า “อย่าห้ามเขาเลย ไม่มีใครทำอัศจรรย์ในนามของเรา แล้วต่อมาจะว่าร้ายเราได้” (ข้อ 39)
พร้อมกับให้หลักการอันยิ่งใหญ่แก่เราอีกประการหนึ่งคือ “ผู้ใดไม่ต่อต้านเรา ก็เป็นฝ่ายเรา” (ข้อ 40)

พูดง่าย ๆ คือพระองค์ทรงสอนให้เรา “ใจกว้าง” ต่อคนต่างพวก ต่างกลุ่ม ต่างความเชื่อ ต่างความคิด ต่างความเห็น ตราบเท่าที่ไม่มีการต่อต้านซึ่งกันและกัน
ผลที่ตามมาจากหลักการเรื่องความ “ใจกว้าง” ที่เราทุกคนควรเรียนรู้คือ
1.    ทุกคนมีสิทธิที่จะ “คิด”  เพื่อแสวงหาข้อสรุปและความเชื่อด้วยตัวของเขาเอง  เราต้องเคารพสิทธิของเขา และต้องไม่ด่วนประณามคนที่คิดหรือเชื่อต่างจากเรา
เหตุผลประการแรกคือ พระเจ้าทรงมี “หลากหลายวิธี” ที่จะนำมนุษย์ผู้เป็นสิ่งสร้างของพระองค์กลับไปหาพระองค์
อย่าลืมว่าโลกของเรากลม ไม่ว่าเราจะเดินทางไปทางตะวันออกหรือทางตะวันตกก็สามารถบรรลุจุดหมายปลายทางเดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นโรม ปารีส ลอนดอน หรือนิวยอร์กก็ตาม
เช่นเดียวกัน หนทางสู่พระเจ้าย่อมมีหลากหลาย ขอเพียงเราเดินทางให้ยาวพอ และให้ไกลพอก็สามารถบรรลุถึงพระองค์ได้
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้เราต้องเคารพสิทธิในการคิดของผู้อื่นก็คือ “ความจริง” นั้นมีจำนวนมากมายและมีขนาดใหญ่เกินกำลังคนหนึ่งคนใดจะเข้าใจหรือยึดเหนี่ยวไว้ได้ทั้งหมด  เรารู้และเข้าใจความจริงได้เพียง “เสี้ยว” เดียวเท่านั้น  คนอื่นก็รู้และเข้าใจได้อีก “เสี้ยว” หนึ่งของความจริง ซึ่งอาจเป็น “เสี้ยว” เดียวกันหรือคนละ “เสี้ยว” กับเราก็ได้
คนที่มีจิตใจคับแคบไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นจึงเป็นคนที่ “หยิ่งจองหองและโง่เขลา” อย่างสุด ๆ เพราะเขาหลงผิดคิดว่าไม่มีความจริงอื่นใดอีกแล้วนอกเหนือจากที่เขารู้และเห็น  โลกแห่งความจริงของเขาจึงเล็กกว่าหัวกะโหลกของเขาเองเสียอีก
2.    ทุกคนมีสิทธิที่จะ “พูด”  นี่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดในระบอบประชาธิปไตย  ตราบใดที่คำพูดหรือคำสอนของคนหนึ่งคนใดก็ตาม ไม่เป็นอันตรายต่อระบบศีลธรรมและความเจริญงอกงามของสังคม สิทธิในการพูดของผู้นั้นจำเป็นต้องได้รับการเคารพและปกป้องไว้เสมอ
วอลแตร์ (Voltaire) ได้กล่าวปกป้องสิทธิและเสรีภาพในการพูดไว้ว่า “ข้าพเจ้าไม่ชอบสิ่งที่ท่านพูด แต่ข้าพเจ้าพร้อมตายเพื่อปกป้องสิทธิในการพูดของท่าน”
3.    “ผลงาน” คือข้อพิสูจน์  สิ่งที่คนหนึ่งคิดหรือสอนตามสิทธิของตนนั้นจะมีคุณค่าหรือไม่เพียงใดให้วัดกันที่ “ผลงาน”  ไม่ใช่ดูกันที่วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ งบประมาณ ฯลฯ
ชาวตะวันออกมีนิทานเก่าแก่เรื่องหนึ่งเล่าว่า ชายผู้หนึ่งมีแหวนวิเศษหนึ่งวง  ใครก็ตามที่สวมใส่แหวนวงนี้จะมีนิสัยอ่อนโยน จริงใจ และเป็นที่รักใคร่ของทุกคนที่พบเห็น  แหวนวงนี้ตกทอดสู่ลูกหลานเรื่อยมาจนกระทั่งถึงบิดาคนหนึ่ง เขามีบุตร 3 คนที่เขารักเท่าเทียมกันหมด  เมื่อใกล้ตายเขาสั่งทำแหวนเพิ่มอีก 2 วงให้เหมือนแหวนวิเศษทุกกระเบียดนิ้วจนไม่มีใครสามารถแยกแยะได้ว่าวงไหนเป็นของแท้  ก่อนสิ้นใจเขาเรียกบุตรเข้ามาทีละคน สั่งเสียให้ประพฤติตนดี มีความรักโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น แล้วมอบแหวนให้โดยมิได้บอกบุตรคนอื่น ๆ
ต่อมา บุตรทั้งสามค้นพบว่าทุกคนต่างมีแหวนเหมือนกัน  จึงถกเถียงกันว่าวงไหนเป็นของวิเศษแท้ แต่ก็หาข้อยุติไม่ได้  พวกเขาจึงพากันไปหาผู้พิพากษาให้ช่วยชี้ขาด
หลังจากตรวจสอบแหวนทั้งสามวงแล้ว ผู้พิพากษาเอ่ยขึ้นว่า “ฉันตัดสินไม่ได้หรอกว่าแหวนวงไหนเป็นแหวนวิเศษ มีแต่ท่านทั้งสามคนนั่นแหละที่สามารถพิสูจน์ได้”
บุตรทั้งสามกล่าวว่า “พวกเราน่ะหรือ ?”
ผู้พิพากษาย้ำว่า “ใช่ ถ้าแหวนวิเศษทำให้คนใส่อ่อนโยน น่ารัก  ฉันและชาวเมืองนี้จะคอยดูว่าใครเป็นเจ้าของแหวนวิเศษ  คนที่ดำเนินชีวิตด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซื่อตรง กล้าหาญ และยุติธรรม คนนั้นแหละเป็นเจ้าของแหวนวิเศษ”
จะเห็นว่า “ชีวิตที่เป็นผลงานของความคิดและคำสอน” คือข้อพิสูจน์ว่าสิทธิในการคิดหรือในการพูดของเราเป็นของแท้หรือเป็นของเทียม ?!
4.    เกลียด “คน” ไม่ได้  หากถึงที่สุดแล้ว เราเห็นว่าความคิดหรือความเชื่อของคนอื่นเป็นของเทียม ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดต่อชีวิตและสังคม  เราอาจ “เกลียดความคิด” หรือ “เกลียดความเชื่อ” ของเขาได้ แต่เราจะ “เกลียดคน” คนนั้นไม่ได้เด็ดขาด !

นอกจาก “ใจกว้าง” ในเรื่องความคิดและความเชื่อแล้ว พระเยซูเจ้ายังสอนให้เรา “ใจกว้าง” ในการช่วยเหลือคนของพระองค์อีกด้วย
พระองค์ตรัสว่า “ผู้ใดให้น้ำท่านดื่มเพียงแก้วหนึ่งเพราะท่านเป็นคนของพระคริสตเจ้า เราบอกความจริงกับท่านว่า เขาจะได้บำเหน็จรางวัลอย่างแน่นอน” (ข้อ 41)
เหตุผลของพระองค์คือ ทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือแม้จะเป็นน้ำดื่มเพียงแก้วเดียว ล้วนเป็น “คนของพระคริสตเจ้า”
นั่นคือ ทุกคนที่ขัดสนย่อมมีสิทธิเรียกร้องความช่วยเหลือจากเรา เพราะเขาเป็นคนของพระคริสตเจ้า !
ที่สำคัญความช่วยเหลือที่พระองค์ทรงเรียกร้อง มิใช่เป็นเรื่องใหญ่โตหรือมีมูลค่าสูงส่งแต่ประการใด เพียงแค่น้ำดื่มสักแก้ว รอยยิ้มสักนิด การให้ที่นั่งแก่เด็กและผู้สูงอายุ หรือช่วยคนข้ามถนน เท่านี้ก็ถือว่า “ใจกว้าง” ควรค่าแก่บำเหน็จรางวัลของพระองค์แล้ว
มิชชันนารี่คนหนึ่งเล่าว่า เธอได้สอนเด็กประถมชาวอัฟริกันให้รู้จักให้น้ำเย็นแก่ผู้อื่นในนามของพระเยซูเจ้า  วันหนึ่งขณะที่เธอนั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านมองไปที่ลานกลางหมู่บ้าน มีคนแบกของกลุ่มหนึ่งเดินมานั่งพักด้วยความเหน็ดเหนื่อยและกระหาย แต่ไม่มีผู้ใดนำน้ำมาให้พวกเขาดื่มเพราะปกติชนพื้นเมืองต่างเผ่าที่ไม่ได้เป็นคริสตชนจะไม่มีความสัมพันธ์และไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ทันใดนั้นเด็กหญิงเล็ก ๆ ที่เธอสอนพากันชักแถวเดินมาหากลุ่มคนแบกของต่างเผ่าโดยมีเหยือกน้ำอยู่บนศีรษะ แล้วคุกเข่าลงแบบกล้า ๆ กลัว ๆ พร้อมกับยื่นเหยือกน้ำให้พวกเขาดื่ม  พวกคนแบกของรับน้ำมาดื่มด้วยความแปลกใจสุด ๆ แล้วคืนเหยือกน้ำให้แก่เด็ก ๆ  ซึ่งรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งมาหามิชชันนารี่พร้อมกับรายงานว่า “เราได้ให้น้ำแก่ผู้หิวกระหายในนามของพระเยซูเจ้าแล้ว”
เห็นไหมว่า แค่น้ำดื่มเพียงเล็กน้อยที่เด็กมอบให้ตามตัวอักษรที่ครูสอน ไม่ใช่ให้ด้วยไมตรีจิต  ยังสามารถสร้างความประทับใจแก่ผู้ที่ไม่เคยรู้จักพระเยซูเจ้าได้มากสักเพียงใด ?
แต่ตรงกันข้าม “ใคร ๆ ที่เป็นมูลเหตุให้เด็กคนหนึ่งในพวกนี้ที่เชื่อในเราตกในบาป ถ้าได้เอาหินโม่ใหญ่ผูกคอเขา เอาไปทิ้งทะเลเสียก็ยังดีกว่า” (ข้อ 42)
ในปาเลสไตน์ มีหินโม่ 2 ขนาด  ขนาดเล็กใช้ในบ้าน ผู้หญิงคนเดียวก็ใช้มือหมุนได้  อีกขนาดหนึ่งใหญ่กว่ามาก ต้องวางไว้ที่ลานนอกบ้านและต้องใช้ลาลากจึงจะหมุนได้
โม่ที่พระเยซูเจ้ากล่าวถึงเป็นโม่ที่ใช้ลาลาก  ผู้ใดถูกหินโม่ขนาดนี้ผูกคอทิ้งทะเลย่อมหมดโอกาสหวนกลับมาจากใต้ท้องทะเลอย่างแน่นอน
เหตุที่พระองค์ทรงคาดโทษรุนแรงเช่นนี้เป็นเพราะว่า ลำพังการทำบาปก็ถือว่าร้ายแรงสุด ๆ แล้ว แต่การสอนผู้อื่นให้ทำบาปนั้นร้ายแรงกว่ามากเพราะจะเกิดการสอนต่อ ๆ กันไปไม่รู้จักสิ้นสุด ผลเสียที่เกิดขึ้นจึงมากเกินกว่าจะประมาณการได้
มีเรื่องเล่าอีกว่า เด็กหญิงเล็ก ๆ กำพร้าแม่คนหนึ่งต้องอยู่บ้านตามลำพัง เมื่อบิดากลับจากทำงาน เธอจะชวนบิดาเล่นเป็นเพื่อนทุกเย็น แต่บิดากลับนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ สูบบุหรี่ แล้วไล่เธอออกไปเล่นในถนนจนเธอกลายเป็น “เด็กข้างถนน” ไปในที่สุด  ต่อมาเด็กหญิงคนนี้ตาย  เมื่อวิญญาณของเธอมาถึงสวรรค์ เปโตรทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์ เด็กคนนี้มีแต่ความชั่วช้า ส่งเธอลงนรกไปเถอะ”  แต่พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “อย่า.. ให้เธอเข้ามา ให้เธอเข้ามา” พลันสายพระเนตรของพระองค์เปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดตวาดว่า “แต่จงตามหาไอ้คนที่ไม่ยอมเล่นกับเธอแล้วส่งเธอไปเป็นเด็กข้างถนน  ส่งไอ้คนนั้นแหละไปนรก”
จึงต้องฟันธงสรุปว่า ผู้ใดสอน ชักนำ ล่อลวง หรือเป็นเหตุให้ผู้อ่อนแอเหมือนเด็กเล็ก ๆ ตกในบาป  ชะตากรรมของผู้นั้นหมดหวังจริง ๆ !

“ท่านจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้ามีมือ เท้า ตาข้างเดียว ยังดีกว่าตกลงไปในไฟนรกกับมือ เท้า และตาทั้งสองข้าง” (ข้อ 43-47)
นี่เป็นสำนวนพูดของชาวตะวันออกเพื่อให้ผู้ฟังเห็นจริงเห็นจังว่า “มีเป้าหมายหนึ่งในชีวิตที่ควรค่าแก่การสละทุกสิ่งเพื่อให้ได้มา”
เรายอมผ่าตัดอวัยวะบางส่วนทิ้งไปเพื่อรักษาชีวิตฝ่ายกายไว้ฉันใด  เพื่อรักษาชีวิตฝ่ายวิญญาณที่คงอยู่ตลอดไปเรายิ่งต้องพร้อมสละทุกสิ่งฉันนั้น
พระวรสารตอนนี้กล่าวถึง “นรก” หลายครั้ง  “นรก” มาจากคำ Gehenna ซึ่งมีรากศัพท์เดียวกันกับคำ Hinnom (ฮินโนม)
ฮินโนมเป็นหุบเขาลึกนอกกรุงเยรูซาเล็ม  เป็นสถานที่ซึ่งกษัตริย์อาหัสเคยใช้เป็นที่ตั้งแท่นบูชาไฟและเผาโอรสของพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา (2 พศด 28:3)  กษัตริย์มนัสเสห์ได้เจริญรอยตามอาหัส (2 พศด 33:6)  “ฮินโนม” หรือ “เกเฮนนา” จึงเป็นศูนย์กลางของการนับถือพระเท็จเทียมที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในอิสราเอล
ต่อมาในยุคของการปฏิรูปศาสนา กษัตริย์โยสิยาห์ได้ทำลายพระแท่นและห้ามประชาชนเผาบุตรชายหญิงของตนเป็นเครื่องบูชาอีกต่อไป (2 พกษ 23:10)
หลังจากนั้น ชาวยิวใช้หุบเขาฮินโนมเป็นที่เผาขยะของกรุงเยรูซาเล็ม   ฮินโนมจึงกลายเป็นสถานที่สกปรก เหม็น เต็มไปด้วยหนอน มีไฟและควันคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา
ที่สุด “ฮินโนม” กลายเป็น “นรก” สถานที่สำหรับทรมานและทำลายวิญญาณของคนชั่ว
นี่คือชะตากรรมและจุดจบของผู้ที่ไม่ยอมเสียสละเพื่อเป้าหมายที่ดีที่สุดในชีวิต !
ปัญหาคือ “เป้าหมายที่ดีที่สุดในชีวิตที่ควรค่าแก่การเสียสละทุกสิ่งคืออะไร” ???
พระเยซูเจ้าทรงตรัสถึง “ชีวิตนิรันดร” 2 ครั้ง (ข้อ 43 และ 45) และ “พระอาณาจักรของพระเจ้า” อีก 1 ครั้ง (ข้อ 47)
ที่ผ่านมาพระองค์ทรงตรัสถึง “พระอาณาจักรของพระเจ้า” ทั้งในแง่ที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต  ดังตัวอย่างเช่น
อดีต – “ท่านทั้งหลายจะร่ำไห้คร่ำครวญและขบฟันด้วยความขุ่นเคืองเมื่อแลเห็นอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ กับบรรดาประกาศกในพระอาณาจักรของพระเจ้า” (ลก 13:28)
ปัจจุบัน – “ไม่มีใครจะพูดว่า “พระอาณาจักรอยู่ที่นี่ หรืออยู่ที่นั่น” เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ในหมู่ท่านทั้งหลายแล้ว” (ลก 17:21)
อนาคต – “พระอาณาจักรจงมาถึง” (มธ 6:10)
เป็นไปได้อย่างไรที่พระอาณาจักรของพระเจ้าเกิดขึ้นแล้วในอดีต (ก่อนพระเยซูเจ้า) ดำรงอยู่ในปัจจุบัน (สมัยพระเยซูเจ้า) และจะมาถึงในอนาคต ?
กุญแจสำหรับไขปัญหานี้อยู่ที่ลีลาการเขียนในภาษาฮีบรูที่เรียกว่า Parallelism  กล่าวคือ ชาวฮีบรูนิยมพูดสิ่งเดียวกันซ้ำ 2 ครั้ง โดยครั้งที่สองอาจเป็นเพียงการซ้ำท่อนแรก หรืออาจเป็นการขยายความเพิ่มเติมให้กับท่อนแรกก็ได้  แทบทุกข้อในหนังสือเพลงสดุดีล้วนใช้ลีลาการเขียนแบบนี้
หากเราจับเอาคำวอนขอ 2 ประการในบท “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย” ที่พระองค์ทรงสอนไว้ มาเรียงขนานกันดังนี้
ท่อนแรก    “พระอาณาจักรจงมาถึง”
ท่อนที่สอง    “พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์”
เราอาจให้คำนิยามของพระอาณาจักรของพระเจ้าได้ว่าเป็น “สังคมบนโลกนี้ที่พระประสงค์ของพระเจ้าได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์เหมือนในสวรรค์”
เพราะ อับราฮัม อิสอัคและยาโคบ รวมถึงบรรดาประกาศก ได้ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า ท่านจึงเป็นสมาชิกของพระอาณาจักรสวรรค์ตั้งแต่ก่อนพระเยซูเจ้าเสด็จมาไถ่บาป
ผู้ใดก็ตามที่ปฏิบัติตามพระประสงค์อย่างสมบูรณ์ก็อยู่ในพระอาณาจักรของพระเจ้า แต่เนื่องจากโลกนี้ยังอยู่ห่างไกลจากการปฏิบัติตามพระประสงค์อย่างสมบูรณ์ เราจึงยังต้องวอนขอให้พระอาณาจักรมาถึงในอนาคตด้วย
ในเมื่อการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าทำให้เราเป็นสมาชิกของอาณาจักรสวรรค์ และทำให้เรามี “ชีวิตนิรันดร” อย่างแท้จริง  เราจึงสรุปได้ว่า “เป็นการคู่ควรอย่างยิ่งที่จะเสียสละทุกสิ่งและที่จะปฏิเสธตนเอง เพื่อปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า”
เพราะการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่แท้ก็คือ การคิดแบบพระเจ้า การปรารถนาแบบพระเจ้า และการทำแบบพระเจ้า !!!
ทำได้อย่างนี้สิ ชีวิตจึงจะมีคุณค่า มีความสุข และมีสันติอย่างแท้จริง....

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help