วันอังคาร สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา
พระวรสาตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 7:6, 12-14)
เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า “อย่าให้ของศักดิ์สิทธิ์แก่สุนัข อย่าโยนไข่มุกให้สุกรเพราะมันจะเหยียบย่ำทำให้เสียของ และหันมากัดท่านอีกด้วย”
“ท่านอยากให้เขาทำกับท่านอย่างไร ก็จงทำกับเขาอย่างนั้นเถิด นี่คือธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศก จงเข้าทางประตูแคบ เพราะประตูและทางที่นำไปสู่หายนะนั้นกว้างขวาง คนที่เข้าทางนี้มีจำนวนมาก แต่ประตูและทางซึ่งนำไปสู่ชีวิตนั้นคับแคบ คนที่พบทางนี้มีจำนวนน้อย”
มธ 7:6 สิ่งของศักดิ์สิทธิ์ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพนับถือ และมอบให้เฉพาะสำหรับผู้ที่ได้พิจารณาไตร่ตรองและรู้คุณในคุณค่าของสิ่งเหล่านี้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ บรรดาคริสตชนยุคแรกเริ่มจึงอนุญาตให้ผู้ที่ยังไม่รับศีลล้างบาป (คริสตังสำรอง) เข้าร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณได้จนถึงจบภาควจนพิธีกรรมเท่านั้น การปฏิบัตินี้สะท้อนถึงพิธีการรับผู้ใหญ่เข้าเป็นคริสตชน (RCIA) เมื่อให้บรรดาคริสตังสำรองออกจากการร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณเพื่อศึกษาส่วนตัวเกี่ยวกับพิธีที่มาหลังจากภาควจนพิธีกรรม สำหรับการรับศีลมหาสนิทนั้นถูกสงวนไว้สำหรับบรรดาคาทอลิกที่อยู่ในสถานะพระหรรษทานและไม่ได้ทำบาปหนักใดๆ เท่านั้น
“ท่านทั้งหลายจงรับไปกินเถิด” – การรับศีลมหาสนิท
CCC ข้อ 1385 เพื่อจะตอบสนองคำเชื้อเชิญนี้ เราต้องเตรียมตัวเราสำหรับช่วงเวลาสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ นักบุญเปาโลเตือนให้เราพิจารณามโนธรรม “ผู้ใดที่กินปังหรือดื่มจากถ้วยขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่สมควร ก็ผิดต่อพระกายและผิดต่อพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ละคนจงพิจารณาตนเอง แล้วจึงกินปังและดื่มจากถ้วย เพราะผู้ใดที่กินและดื่มโดยไม่ยอมรับรู้พระกาย ก็กินและดื่มการตัดสินลงโทษตนเอง” (1 คร 11:27-29) ผู้ที่รู้ตัวว่าได้ทำบาปหนักก็ต้องรับศีลอภัยบาป ก่อนจะเข้าไปรับศีลมหาสนิท
การไม่มีศาสนา
CCC ข้อ 2120 การล่วงเกิน (ทุราจาร - sacrilege) คือการกระทำที่ขาดความเคารพและไม่เหมาะสมต่อศีลศักดิ์สิทธิ์และกิจกรรมอื่นๆ ของพิธีกรรม รวมทั้งต่อบุคคลและสถานที่ได้ถวายแด่พระเจ้าแล้ว การล่วงเกินเป็นบาปหนัก โดยเฉพาะเมื่อทำต่อศีลมหาสนิท เพราะพระกายของพระคริสตเจ้า ประทับอยู่โดยแท้จริง (substantially) ในศีลนี้
พระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นศักดิ์สิทธิ์
CCC ข้อ 2148 การกล่าวดูหมิ่นพระเจ้า (blasphemy) ขัดกับพระบัญญัติประการนี้โดยตรง เป็นการกล่าวถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง ตำหนิติเตียน และท้าทาย – ภายในใจหรือกล่าวออกมาภายนอก – ต่อพระเจ้า การกล่าวร้ายถึงพระเจ้า การแสดงความไม่เคารพต่อพระองค์ด้วยคำพูด การใช้พระนามของพระเจ้าอย่างไม่เหมาะสม นักบุญยากอบกล่าวประณามผู้ที่ “กล่าวร้ายต่อพระนาม (เยซู) ซึ่งบันดาลให้ [เขา] เป็นของพระเจ้า” (ยก 2:7) การห้ามกล่าวดูหมิ่นพระเจ้ายังรวมไปถึงการกล่าวร้ายต่อพระศาสนจักรของพระคริสตเจ้า ต่อบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ (นักบุญ) ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ด้วย การกล่าวดูหมิ่นพระเจ้ายังรวมไปถึงการใช้พระนามพระเจ้ามาปกป้องความผิดของตน มาบังคับประชาชนให้เป็นทาส มาทรมานหรือประหารชีวิต การนำพระนามของพระเจ้ามาใช้ประกอบอาชญากรรมเป็นการผลักดันให้ผู้อื่นไม่ยอมรับนับถือศาสนา การกล่าวดูหมิ่นพระเจ้าขัดกับการถวายคารวะที่ต้องแสดงต่อพระเจ้าและพระนาม ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ จึงเป็นบาปหนักโดยธรรมชาติของตัวเอง
มธ 7:12 เราเรียกว่า “กฎปฏิบัติ” (Golden Rule) แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของกฎธรรมชาติ และยังเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมสากลด้วย เป็นผลตามมาโดยธรรมชาติของบทบัญญัติที่ยิ่งใหญ่สองประการแห่งความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ (มธ 5:17-48) และเป็นการก้าวเข้าสู่บัญญัติใหม่คือ “ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน” (ยน 15:12)
การเลือกปฏิบัติตามมโนธรรม
CCC ข้อ 1789 ในทุกกรณีเหล่านี้จึงต้องใช้กฎบางประการ คือ
- ต้องไม่มีวันอนุญาตให้ทำชั่วเพื่อจะได้ผลดีจากการนั้น
- “กฎทางปฏิบัติ” ก็คือ “ท่านอยากให้เขาทำกับท่านอย่างไร ก็จงทำกับเขาอย่างนั้นเถิด” (มธ 7:12)
- ความรักต้องคำนึงถึงเพื่อนพี่น้องและมโนธรรมของเขาเสมอ “ถ้าท่านทำบาปต่อพี่น้องและ ทำร้ายมโนธรรมที่อ่อนไหวของเขา ท่านก็ย่อมทำบาปต่อพระคริสตเจ้า” (1 คร 8:12)
- “เป็นการดีที่จะงด [...] [ทำ] ทุกสิ่งที่เป็นเหตุทำให้พี่น้องของท่านไม่สบายใจ” (รม 14:21)
ธรรมบัญญัติใหม่ หรือกฎแห่งพระวรสาร
CCC ข้อ 1968 กฎแห่งพระวรสารทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์คำเทศน์สอนขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ลบล้างข้อกำหนดเกี่ยวกับความประพฤติของธรรมบัญญัติดั้งเดิม และไม่ได้ทำให้ข้อกำหนดเหล่านี้ลดค่าลงเลย แต่ทำให้พลังที่ซ่อนเร้นอยู่ของข้อกำหนดเหล่านี้ปรากฏชัดเจนขึ้นและทำให้เกิดข้อเรียกร้องใหม่ๆ จากข้อกำหนดเหล่านี้ เปิดเผยความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับพระเจ้าและมนุษย์ของข้อกำหนดเหล่านี้ กฎแห่งพระวรสารไม่เพิ่มข้อกำหนดใหม่ภายนอก และก้าวหน้าเข้าไปปรับปรุงจิตใจซึ่งเป็นรากของการกระทำต่างๆ เมื่อมนุษย์ไม่ยอมรับสิ่งที่มีมลทินเลือกสิ่งบริสุทธิ์ ที่ก่อให้เกิดความเชื่อ ความหวังและความรัก และคุณธรรมประการอื่นๆ พร้อมกับคุณธรรมเหล่านี้ด้วย พระวรสารจึงนำธรรมบัญญัติให้บรรลุถึงความบริบูรณ์โดยเอาอย่างความดีบริบูรณ์ของพระบิดาเจ้าสวรรค์โดยยกโทษให้ศัตรูและอธิษฐานภาวนาใหผู้ที่เบียดเบียน ตามแบบฉบับพระทัยกว้างของพระเจ้า
CCC ข้อ 1970 กฎแห่งพระวรสารเรียกร้องให้มีการเลือกระหว่าง “ทางสองแพร่ง” และให้นำพระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปฏิบัติ ทั้งหมดนี้รวมกันเรียกว่า “กฎปฏิบัติ” (Golden Rule) ที่สรุปได้ดังนี้ “ท่านอยากให้เขาทำกับท่านอย่างไร ก็จงทำกับเขาอย่างนั้นเถิด นี่คือธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศก” (มธ 7:12) กฎแห่งพระวรสารทั้งหมดรวมอยู่ในบัญญัติใหม่ของพระเยซูเจ้าที่สั่งให้เรารักกันเหมือนกับที่พระองค์ทรงรักเรา
กฎปฏิบัติ
CCC ข้อ 2510 กฎปฏิบัติในกรณีเฉพาะช่วยให้เราตัดสินว่าควรจะเปิดเผยความจริงแก่ผู้ที่ขอให้ทำเช่นนั้นหรือไม่
“พระอาณาจักรจงมาถึง”
CCC ข้อ 2821 คำวอนขอนี้ได้รับการสนับสนุนจากการอธิษฐานภาวนาของพระเยซูเจ้าและพระเจ้าทรงฟังในการอธิษฐานภาวนาของพระคริสตเจ้าที่มีอยู่และเกิดผลในพิธีบูชาขอบพระคุณ และบังเกิดผลในชีวิตใหม่ตามคำสอนเรื่องความสุขแท้จริง
มธ 7:13-14 ประตูทั้งสองแสดงถึงตัวเลือกพื้นฐานแห่งการติดตามหรือปฏิเสธพระคริสตเจ้า การมุ่งมั่นเข้าสู่สิริรุ่งโรจน์แห่งพระอาณาจักรสวรรค์ หรือการเสี่ยงที่จะรับโทษชั่วนิรันดร์ ในทุกๆ การตัดสินใจด้านศีลธรรมล้วนมีส่วนส่งเสริมหรือขัดขวางการรับความรอดพ้นและความศักดิ์สิทธิ์
นรก
CCC ข้อ 1036 ข้อความของพระคัมภีร์และคำสอนของพระศาสนจักรเรื่องนรกเป็นการเรียกร้องให้มีความรับผิดชอบที่มนุษย์ต้องใช้อิสรภาพโดยคำนึงถึงชะตากรรมนิรันดรของตน พร้อมกันนั้นยังเป็นการเร่งรัดเชิญชวนให้กลับใจอีกด้วย “จงเข้าทางประตูแคบ เพราะประตูและทางที่นำไปสู่หายนะนั้นกว้างขวาง คนที่เข้าทางนี้มีจำนวนมาก แต่ประตูและทางซึ่งนำไปสู่ชีวิตนั้นคับแคบ คนที่พบทางนี้มีจำนวนน้อย” (มธ 7:13-14) “เนื่องจากว่าเราไม่รู้วันเวลา องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเตือนว่าเราจำเป็นต้องตื่นเฝ้าระวังตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อว่าเมื่อช่วงเวลาชีวิตในโลกนี้ของเราที่มีเพียงครั้งเดียวแล้ว เราจะได้เหมาะสมที่จะได้รับเชิญเข้าไปร่วมงานวิวาห์กับพระองค์และรวมอยู่ในจำนวนของบรรดาผู้ได้รับพระพรจากพระเจ้า ไม่ถูกสั่งเหมือนผู้รับใช้ที่เลวให้ต้องไปอยู่ในไฟนิรันดร ในที่มืดภายนอกที่จะมีแต่การร่ำไห้และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง”
การดำเนินชีวิตในพระคริสตเจ้า
CCC ข้อ 1696 ทางของพระคริสตเจ้า “นำไปสู่ชีวิต” (มธ 7:14) ส่วนทางตรงข้ามนั้น “นำไปสู่หายนะ” (มธ 7:13) คำเปรียบเทียบเรื่องทางสองแพร่งในพระวรสารนี้คงอยู่เสมอมาในการสอนคำสอนของพระศาสนจักร มีความหมายถึงความสำคัญของการตัดสินใจเรื่องความประพฤติสำหรับความรอดพ้นของเรา “มีทางอยู่สองสาย สายหนึ่งเป็นทางชีวิต อีกสายหนึ่งเป็นทางความตาย แต่ทางทั้งสองสายนี้แตกต่างกันมาก”
ธรรมบัญญัติใหม่ หรือกฎแห่งพระวรสาร
CCC ข้อ 1970 กฎแห่งพระวรสารเรียกร้องให้มีการเลือกระหว่าง “ทางสองแพร่ง” และให้นำพระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปฏิบัติ ทั้งหมดนี้รวมกันเรียกว่า “กฎปฏิบัติ” (Golden Rule) ที่สรุปได้ดังนี้ “ท่านอยากให้เขาทำกับท่านอย่างไร ก็จงทำกับเขาอย่างนั้นเถิด นี่คือธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศก” (มธ 7:12) กฎแห่งพระวรสารทั้งหมดรวมอยู่ในบัญญัติใหม่ของพระเยซูเจ้าที่สั่งให้เรารักกันเหมือนกับที่พระองค์ทรงรักเรา
พระเยซูเจ้าทรงสอนให้อธิษฐานภาวนา
CCC ข้อ 2609 ใจที่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ย่อมเรียนรู้ที่จะอธิษฐานภาวนาด้วยความเชื่อ ความเชื่อเป็นการที่เราเข้าหาพระเจ้าเหมือนกับบุตรมากกว่าที่เรารู้สึกและเข้าใจ การทำเช่นนี้เป็นไปได้เพราะพระบุตรทรงเปิดทางให้เราเข้าหาพระบิดาได้ พระองค์ทรงขอจากเราได้ ให้เรา “แสวงหา” และ “เคาะประตู” เพราะพระองค์ทรงเป็นประตูและหนทาง
(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.