Followers of Jesus Christ-Iamachristian.org

รำพึงพระวาจากับคำสอนประจำวัน อังคาร สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

วันอังคาร สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 6:7-15)                                        

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “เมื่อท่านอธิษฐานภาวนา จงอย่าพูดซ้ำเหมือนคนต่างศาสนา เขาคิดว่าถ้าเขาพูดมากพระเจ้าจะทรงสดับฟัง อย่าทำเหมือนเขาเลย เพราะพระบิดาของท่านทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการอะไร ก่อนที่ท่านจะขอเสียอีก ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานภาวนาดังนี้

‘ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์สถิตในสวรรค์

พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ พระอาณาจักรจงมาถึง

พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดิน เหมือนในสวรรค์

โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้

โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้า เหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น

โปรดช่วยข้าพเจ้าไม่ให้แพ้การประจญ แต่โปรดช่วยให้พ้นจากความชั่วร้ายเทอญ’

เพราะถ้าท่านให้อภัยผู้ทำความผิด พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ ก็จะประทานอภัยแก่ท่านด้วย แต่ถ้าท่านไม่ให้อภัยผู้ทำความผิด พระบิดาของท่านก็จะไม่ประทานอภัยแก่ท่านเช่นเดียวกัน”


มธ 6:1-13 พระคริสตเจ้าตรัสสอนถึงเรื่องการจำศีลอดอาหาร การอธิษฐานภาวนา และการให้ทานว่า เป็นการปฏิบัติศาสนกิจที่น่ายกย่อง อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงสอนว่าแต่ละกิจการที่แลเห็นได้เหล่านี้อาจกลายเป็นเรื่องหน้าไหว้หลังหลอกได้ หากไม่ได้ทำด้วยความรักต่อพระเจ้า ด้วยจิตแห่งการสำนึกผิดจากภายในและการกลับใจอย่างแท้จริง

การกลับใจภายใน

CCC ข้อ 1430 เช่นเดียวกับในสมัยของบรรดาประกาศกแล้ว การที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องให้กลับใจและเปลี่ยนชีวิตนั้น ก่อนอื่นไม่มุ่งถึง “การสวมผ้ากระสอบและโปรยเถ้าบนศีรษะ” การจำศีลอดอาหารและทรมานกาย แต่มุ่งโดยเฉพาะถึงการเปลี่ยนความคิดภายใน การเป็นทุกข์กลับใจ ถ้าไม่มีการกลับใจภายในเช่นนี้ กิจการภายนอกที่แสดงความทุกข์ถึงบาปก็ไร้ผลและเป็นการมุสา ตรงกันข้าม การกลับใจภายในย่อมเป็นแรงผลักดันให้แสดงเครื่องหมายออกมาภายนอกเป็นท่าทางและกิจการแสดงการกลับใจ

การเป็นทุกข์กลับใจมีหลายรูปแบบในชีวิตคริสตชน

CCC ข้อ 1434 การเป็นทุกข์กลับใจภายในของคริสตชนอาจมีวิธีแสดงออกต่างๆ ได้หลายรูปแบบ พระคัมภีร์และบรรดาปิตาจารย์เน้นโดยเฉพาะถึงสามรูปแบบ คือ การจำศีลอดอาหาร การอธิษฐานภาวนา และการให้ทาน ซึ่งแสดงการกลับใจในความสัมพันธ์กับตนเอง ความสัมพันธ์กับพระเจ้า และความสัมพันธ์กับผู้อื่น ควบคู่กับการชำระอย่างสมบูรณ์ที่ศีลล้างบาปหรือการเป็นมรณสักขีนำมาให้ พระคัมภีร์และบรรดาปิตาจารย์ยังกล่าวถึงวิธีการอื่นที่อาจช่วยให้ได้รับอภัยบาปได้ด้วย เช่น ความพยายามที่จะคืนดีกับเพื่อนพี่น้อง การร่ำไห้เสียใจที่ได้ทำบาป ความเอาใจใส่ต่อความรอดพ้นของเพื่อนพี่น้อง การภาวนาขอของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ (หรือ “นักบุญ”) การแสดงเมตตาจิตซึ่ง “ลบล้างบาปได้มากมาย” (1 ปต 4:8)

ธรรมบัญญัติใหม่ หรือกฎแห่งพระวรสาร

CCC ข้อ 1968 กฎแห่งพระวรสารทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ คำเทศน์สอนขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ลบล้างข้อกำหนดเกี่ยวกับความประพฤติของธรรมบัญญัติดั้งเดิม และไม่ได้ทำให้ข้อกำหนดเหล่านี้ลดค่าลงเลย แต่ทำให้พลังที่ซ่อนเร้นอยู่ของข้อกำหนดเหล่านี้ปรากฏชัดเจนขึ้นและทำให้เกิดข้อเรียกร้องใหม่ๆ จากข้อกำหนดเหล่านี้ เปิดเผยความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับพระเจ้าและมนุษย์ของข้อกำหนดเหล่านี้ กฎแห่งพระวรสารไม่เพิ่มข้อกำหนดใหม่ภายนอก และก้าวหน้าเข้าไปปรับปรุงจิตใจซึ่งเป็นรากของการกระทำต่างๆ  เมื่อมนุษย์ไม่ยอมรับสิ่งที่มีมลทิน เลือกสิ่งบริสุทธิ์ ที่ก่อให้เกิดความเชื่อ ความหวังและความรัก และคุณธรรมประการอื่นๆ พร้อมกับคุณธรรมเหล่านี้ด้วย  พระวรสารจึงนำธรรมบัญญัติให้บรรลุถึงความบริบูรณ์โดยเอาอย่างความดีบริบูรณ์ของพระบิดาเจ้าสวรรค์โดยยกโทษให้ศัตรูและอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียน ตามแบบฉบับพระทัยกว้างของพระเจ้า

CCC ข้อ 1969 ธรรมบัญญัติใหม่ปฏิบัติศาสนกิจ เช่นการให้ทาน การอธิษฐานภาวนาและจำศีลอดอาหาร โดยจัดให้กิจการเหล่านี้มุ่งไปหา “พระบิดา […] ผู้ทรงหยั่งรู้ในที่ลับ” ผิดกับผู้ที่ต้องการ “ให้ใครๆ เห็น” บทภาวนาของธรรมบัญญัติใหม่นี้ก็คือบท “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย”


มธ 6:7  จงอย่าพูดซ้ำ : บทภาวนาเรียบง่ายที่สุดคือ การวอนขอในพระนามของพระเยซูเจ้า การกล่าวย้ำพระนามของพระองค์ การอธิษฐานภาวนาด้วยจิตใจบริสุทธิ์และถ่อมตนนั้นมิใช่เป็นการพูดซ้ำด้วยวลีที่ว่างเปล่า อย่างไรก็ตามการกล่าวคำซ้ำๆ กันโดยปราศจากความตั้งใจและความศรัทธาแห่งความรักย่อมมีค่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

พระบัญญัติสิบประการในธรรมประเพณีของพระศาสนจักร

CCC ข้อ 2067 พระบัญญัติสิบประการกล่าวถึงข้อเรียกร้องของความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ พระบัญญัติสามประการแรกเกี่ยวข้องกับความรักต่อพระเจ้า และพระบัญญัติอีกเจ็ดประการเกี่ยวข้องกับความรักต่อเพื่อนมนุษย์ “เนื่องจากบัญญัติความรักมีอยู่สองประการ ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่าธรรมบัญญัติและ (คำสอนของ) ประกาศกทั้งหมดขึ้นอยู่ฉันใด […] พระเจ้าจึงประทานพระบัญญัติสิบประการไว้บนศิลาจารึกสองแผ่นด้วยฉันนั้น พระบัญญัติสามประการเขียนไว้บนศิลาแผ่นหนึ่ง และเจ็ดประการเขียนไว้บนอีกแผ่นหนึ่ง”

CCC ข้อ 2068 สภาสังคายนาแห่งเมืองเตร็นท์สอนว่าบรรดาคริสตชนและมนุษย์ที่ได้รับความชอบธรรมยังจำเป็นต้องปฏิบัติตามพระบัญญัติสิบประการนี้ สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 ยังกล่าวย้ำอีกว่า “บรรดาพระสังฆราช ในฐานะผู้สืบตำแหน่งต่อจากบรรดาอัครสาวก ได้รับพันธกิจจากองค์พระผู้เป็นเจ้า […] ให้ไปสอนนานาชาติและประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งปวง เพื่อว่ามนุษย์ทุกคน อาศัยความเชื่อ ศีลล้างบาป และการปฏิบัติตามพระบัญญัติ จะได้บรรลุถึงความรอดพ้น”

การอธิษฐานภาวนาต่อพระเยซูเจ้า

CCC ข้อ 2668 การเรียกขานพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าเป็นหนทางซื่อที่สุดที่ทุกคนจะอธิษฐานภาวนาได้ตลอดเวลา การเรียกขานพระนามที่เอาใจใส่ทำซ้ำด้วยความถ่อมตนอยู่บ่อยๆ เช่นนี้ย่อมไม่สูญหายไป “ในการพูดพร่ำ” (มธ 6:7) แต่เป็นการ “ยึดพระวาจาไว้ด้วยความพากเพียรจนเกิดผล” การอธิษฐานภาวนาเช่นนี้ทำได้ “ตลอดเวลา” เพราะไม่ใช่การทำงานหนึ่งซ้อนกับอีกงานหนึ่ง แต่เป็นการทำงานเดียวกัน คือการรักพระเจ้า งานนี้เป็นพลังบันดาลใจและปรับปรุงกิจการทุกอย่างในพระเยซูคริสตเจ้า

บทข้าแต่พระบิดา

CCC ข้อ 2776 บทข้าแต่พระบิดาเป็นการภาวนายอดเยี่ยมของพระศาสนจักร เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ของชั่วโมงสำคัญในพิธีกรรมทำวัตร และของศีลศักดิ์สิทธิ์สำหรับพิธีรับผู้สมัครเป็นคริสตชน ได้แก่ศีลล้างบาป ศีลกำลังและศีลมหาสนิท   บทภาวนาบทนี้ยังแทรกอยู่ในพิธีบูชาขอบพระคุณ แสดงให้เห็นลักษณะ “อันตกาล” ของคำขอต่างๆ ของบทภาวนาบทนี้ ขณะที่รอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้า “จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา” (1 คร 11:26)


มธ 6:8 ถึงแม้ว่าพระเจ้าพระบิดาทรงทราบดีถึงความต้องการของทุกคนอยู่แล้ว แต่พระองค์ก็ทรงปรารถนาให้เราเข้าหาพระองค์ด้วยการอธิษฐานภาวนา เนื่องจากพระองค์ทรงต้องการให้เราผู้เป็นบุตรหันเข้าหาพระองค์ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งความดีทั้งปวง การอธิษฐานภาวนาเป็นการให้คำตอบส่วนตัวของเราต่อพระเจ้า

เราจะต้องพูดเรื่องพระเจ้าอย่างไร

CCC ข้อ 43 ถ้าเปโตรสามารถรับรู้ลักษณะโลกุตระของการที่พระเยซูพระเมสสิยาห์ทรงเป็นบุตรของพระเจ้าได้นั้นก็เพราะว่าพระองค์เองทรงแสดงให้ท่านเห็นอย่างชัดเจน ต่อหน้าสภาซันเฮดริน เมื่อบรรดาผู้กล่าวโทษพระองค์ถามว่า “ดังนั้น ท่านเป็นบุตรของพระเจ้าใช่ไหม” พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า “ท่านพูดเองนะว่าเราเป็น” (ลก 22:70) เป็นเวลานานก่อนหน้านั้นแล้วพระองค์ตรัสว่าทรงเป็น “บุตร” ซึ่งรู้จักพระบิดา แตกต่างจาก “ผู้รับใช้” ซึ่งพระเจ้าทรงเคยส่งมาหาประชากรอิสราเอลก่อนหน้านั้น ทรงอยู่เหนือกว่าบรรดาทูตสวรรค์ พระองค์ทรงแยกการทรงเป็นบุตรของพระเจ้าจากการที่บรรดาสาวกเป็นโดยไม่เคยตรัสเลยว่า “พระบิดาของพวกเรา” นอกจากเพื่อทรงสั่งเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานภาวนาดังนี้ ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย” (มธ 6:9) และยังทรงเน้นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง “พระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่านทั้งหลาย” (ยน 20:17)

ทำไมเราจึงบ่นที่พระเจ้าไม่ทรงฟังเรา

CCC ข้อ 2736 เราเชื่อมั่นหรือเปล่าว่า “เราไม่รู้ว่าเราควรจะต้องอธิษฐานภาวนาขอสิ่งใด” (รม 8:26) เราวอนขอพระเจ้าให้ประทาน “สิ่งที่ดีสำหรับเรา” หรือเปล่า เพราะพระบิดาทรงทราบแล้วว่าเราต้องการสิ่งใดก่อนที่เราจะขอจากพระองค์เสียอีก แต่พระองค์ทรงคอยให้เราวอนขอ เพราะศักดิ์ศรีการเป็นบุตรของพระองค์อยู่ในความเป็นอิสระเสรีของเขา ดังนั้น เราจึงต้องอธิษฐานภาวนาพร้อมกับพระจิตแห่งอิสรภาพของพระองค์ เพื่อเราจะได้รู้พระประสงค์แท้จริงของพระองค์


มธ 6:9-13 บทภาวนาขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือบทภาวนาของธรรมบัญญัติใหม่ จารีตพิธีกรรมได้ใช้บทภาวนานี้จากพระวรสารของนักบุญมัทธิว บทภาวนานี้ “สรุปพระวรสารทั้งครบ” (Origen, De orat., 1) ซึ่งแสดงออกถึงสิ่งที่เราควรปรารถนาและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง มีการสวดบทภาวนาขององค์พระผู้เป็นเจ้านี้ในพิธีบูชาขอบพระคุณ พิธีกรรมทำวัตร การสวดสายประคำ พิธีกรรมอื่นๆ และในกิจศรัทธาต่างๆ ด้วย 

CCC ข้อ 1969 อ่านเพิ่มเติมด้านบน (มธ 6:1-13)  

การอธิษฐานภาวนา

CCC ข้อ 2621 เมื่อทรงสอนบรรดาศิษย์ พระเยซูเจ้าทรงสอนเขาให้อธิษฐานภาวนาด้วยใจบริสุทธิ์ ด้วยความเชื่อมั่นอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยความกล้าเยี่ยงบุตร พระองค์ทรงเรียกและเชิญชวนเขาให้ถวายคำวอนขอของตนแด่พระเจ้าเดชะพระนามของพระองค์ พระเยซูคริสตเจ้าเองก็ทรงฟังคำอธิษฐานภาวนาที่เราทูลขอต่อพระองค์ด้วย

CCC ข้อ 2759 – 2802 

ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย

CCC ข้อ 2857   คำวอนขอสามข้อแรกของบท “ข้าแต่พระบิดา” กล่าวถึงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดา นั่นคือ ขอให้พระนามจงเป็นที่สักการะ ขอให้พระอาณาจักรมาถึง ขอให้พระประสงค์สำเร็จไป ส่วนคำขอสี่ข้อที่เหลือแสดงความปรารถนาของเรา เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา ทูลขอให้มีอาหารหล่อเลี้ยง หรือทูลขอให้ทรงบำบัดรักษาเราให้พ้นจากบาป และเกี่ยวข้องกับการที่เราต้องต่อสู้เพื่อความดีจะได้มีชัยชนะเหนือความชั่ว

CCC ข้อ 2858 เมื่อทูลขอว่า “พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ” เราก็เข้าร่วมกับแผนการของพระเจ้า เพื่อทำให้พระนาม – ที่ทรงเปิดเผยแก่โมเสส แล้วยังทรงเปิดเผยในพระเยซูเจ้า – ได้รับการสักการะจากเราและในตัวเรา เช่นเดียวกับในชนทุกชาติและในมนุษย์แต่ละคน

CCC ข้อ 2859 ในคำวอนขอข้อสอง พระศาสนจักรคิดถึงการเสด็จกลับมาของพระคริสตเจ้าและโดยเฉพาะการที่พระอาณาจักรของพระเจ้าจะมาถึงในวาระสุดท้าย พระศาสนจักรยังวอนขอให้พระอาณาจักรของพระเจ้าได้เติบโตขึ้น “วันนี้” ในชีวิตของเราด้วย

CCC ข้อ 2860 ในคำวอนขอข้อสาม เราวอนขอพระบิดาของเราให้ทรงรวมความปรารถนาของเราเข้ากับพระประสงค์ของพระบุตรที่ทรงประสงค์ให้แผนการของพระบิดาที่จะให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอดพ้นสำเร็จไปในชีวิตของโลก

CCC ข้อ 2861 ในคำวอนขอข้อสี่ เมื่อกล่าวว่า “โปรดประทาน... แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย” เรามีความสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อนพี่น้องของเรา แสดงความไว้วางใจของเราเยี่ยงบุตรต่อพระบิดาในสวรรค์ “อาหาร(ของเรา)” หมายถึงอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตของเราในโลกนี้เพื่อทุกคนจะได้มีอาหารที่จำเป็นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต และยังหมายถึงอาหารที่จำเป็นสำหรับชีวิต คือพระวาจาของพระเจ้าและพระวรกายของพระคริสตเจ้า (ในศีลมหาสนิท) ด้วย เราต้องรับอาหารนี้ “ประจำวัน” ใน “วันนี้” ของพระเจ้า เป็นอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่ง จากงานเลี้ยงในพระอาณาจักรสวรรค์ ที่ศีลมหาสนิทเป็นการเกริ่นล่วงหน้าถึงงานเลี้ยงนี้

CCC ข้อ 2862 คำวอนขอข้อห้าวอนขอพระกรุณาของพระเจ้าสำหรับความผิดที่เราได้ทำ พระกรุณานี้ไม่อาจเข้าไปในใจของเราได้นอกจากว่าเราได้เรียนรู้ที่จะให้อภัยแก่ศัตรูของเราตามพระฉบับแบบของพระคริสตเจ้าและได้รับความช่วยเหลือจากพระองค์เสียก่อน

CCC ข้อ 2863 เมื่อกล่าวว่า “โปรดช่วยข้าพเจ้าไม่ให้แพ้การผจญ” (หรือตามตัวอักษรว่า “อย่านำข้าพเจ้าทั้งหลายเข้าไปในการผจญ”) เราวอนขอพระเจ้าอย่าปล่อยให้เราเข้าไปในหนทางที่จะนำไปหาบาป คำวอนขอข้อนี้ขอให้เรามีจิตที่รู้จักแยกแยะและทรงพลัง วอนขอพระหรรษทานที่จะระวังตัวและยืนหยัดมั่นคงจนถึงที่สุด

CCC ข้อ 2864 ในคำวอนขอข้อสุดท้าย “แต่โปรดช่วยให้พ้นจากความชั่วร้ายเทอญ” คริสตชนวอนขอพระเจ้าพร้อมกับพระศาสนจักรให้ชัยชนะที่พระคริสตเจ้าทรงได้รับมาแล้ว “ต่อเจ้าแห่งโลกนี้” คือจากปีศาจ ทูตสวรรค์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าโดยตรงและต่อแผนงานความรอดพ้นของพระองค์นั้น ได้เป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจน

CCC ข้อ 2865 โดยคำสุดท้าย “อาเมน” เราแสดงความปรารถนา “ขอให้เป็นเช่นนี้” ต่อคำวอนขอของเราทั้งเจ็ดข้อว่า “สาธุ – ขอให้เป็นเช่นนี้เทอญ” 


มธ 6:9  ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์สถิตในสวรรค์ : พระคริสตเจ้าทรงสอนบรรดาศิษย์ของพระองค์ให้ขานพระนามพระเจ้าว่า “พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย” จากนั้นทรงแยกแยะความเป็นบุตรหนึ่งเดียวของพระองค์กับพระบิดาจากการเป็นบุตรพระเจ้าของเรา โดยตรัสถึงพระเจ้าว่า “พระบิดาของท่าน” และ “พระบิดาของเรา” ความเป็นบุตรพระเจ้าซึ่งมาจากการที่เราเข้าร่วมเป็นกายเดียวกับพระวรกายของพระคริสตเจ้าโดยทางศีลล้างบาป ทำให้เรากลายเป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้า  บทภาวนาขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือบทภาวนาทางการของพระศาสนจักร  พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ : พระเจ้าทรงเป็นแหล่งที่มาของความดีทั้งมวล เราจึงวอนขอให้พระนามของพระองค์ได้เป็นที่รู้จักและได้รับการสักการะ พระบัญญัติประการที่สองสอนให้เราปฏิบัติต่อพระนามของพระองค์ด้วยความเคารพและความคารวะอย่างสูงสุด 

พระผู้ทรงสรรพานุภาพ

CCC ข้อ 268 จากคุณลักษณะทั้งมวลของพระเจ้า บทยืนยันความเชื่อกล่าวถึงเพียงสรรพานุภาพของพระองค์เท่านั้น การประกาศเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับชีวิตของเรา เราเชื่อว่าพระอานุภาพนี้ครอบคลุมทุกสิ่ง เพราะพระเจ้าผู้ทรงเนรมิตสร้างสรรพสิ่ง ทรงปกครองทุกสิ่ง ทรงทำทุกสิ่งได้ (เราเชื่อว่า) พระอานุภาพนี้เปี่ยมด้วยความรัก เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของเรา (พระอานุภาพนี้) ยังลึกลับ เพราะความเชื่อเท่านั้นอาจแยกแยะความรักนี้ได้ ในเมื่อ “(พระอานุภาพนี้) แสดงออกเต็มที่เมื่อมนุษย์มีความอ่อนแอ” (2 คร 12:9)

CCC ข้อ 443 อ่านเพิ่มเติมด้านบน (มธ 6:8)

“ข้าแต่พระบิดา”

CCC ข้อ 2783 ดังนี้ บทภาวนาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเปิดเผยให้เรารู้จักตนเอง พร้อมกับเปิดเผยให้เรารู้จักพระบิดา “มนุษย์เอ๋ย ท่านไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ท่านทอดสายตามองแผ่นดิน และท่านก็ได้รับพระหรรษทานของพระคริสตเจ้าทันที บาปทั้งหมดของท่านได้รับการอภัย จากผู้รับใช้ที่เลว ท่านกลายเป็นบุตรที่ดี […] ดังนั้น จงเงยหน้าขึ้นหาพระบิดา ซึ่งได้ชำระล้างทำให้ท่านเกิดใหม่ จงเงยหน้าขึ้นหาพระบิดาผู้ทรงไถ่ท่านโดยทางพระบุตร และจงกล่าวว่า ‘ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย’ […] แต่อย่าเรียกร้องอะไรเป็นพิเศษสำหรับตนเอง พระองค์ทรงเป็นพระบิดาเฉพาะของพระคริสตเจ้าเท่านั้น แต่ทรงเป็นพระบิดาสำหรับเราทุกคนเป็นส่วนรวม เพราะทรงให้กำเนิดแก่พระบุตรเพียงพระองค์เดียว แต่ทรงเนรมิตสร้างพวกเรา ข้าพเจ้าและท่านจงกล่าวว่า “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย” อาศัยพระหรรษทาน เพื่อท่านจะสมเป็นบุตรได้”

CCC ข้อ 2784 พระพรการรับเป็นบุตรบุญธรรมที่พระองค์ประทานให้เปล่านี้เรียกร้องให้เรากลับใจและมีชีวิตใหม่อยู่ตลอดเวลา การอธิษฐานภาวนาต่อพระบิดาของเราจึงต้องพัฒนาคุณสมบัติพื้นฐานสองประการ ประการแรกได้แก่ ความปรารถนาและตั้งใจจะเป็นเหมือนพระองค์ เราถูกเนรมิตสร้างมาตามภาพลักษณ์ของพระองค์ พระหรรษทานคืนภาพลักษณ์นี้ให้แก่เรา เราจึงต้องตอบสนองพระหรรษทานนี้ “เมื่อเราเรียกพระเจ้าเป็นพระบิดา เราก็ต้องปฏิบัติตนเหมือนกับบุตรของพระองค์” “ใครๆ ที่มีจิตใจโหดร้ายและไร้เมตตาไม่อาจเรียกพระเจ้าผู้ทรงพระเมตตาเป็นพระบิดาได้ เพราะเขา ไม่รักษาลักษณะความเมตตากรุณาที่อยู่ในพระบิดาเจ้าสวรรค์ไว้”

CCC ข้อ 2803-2815  


มธ 6:10 พระอาณาจักรจงมาถึง : เราควรมีความปรารถนาทั้งในเรื่องการสถาปนาและการแผ่ขยายพระอาณาจักรของพระเจ้าบนโลกนี้ พระอาณาจักรนี้ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งสันติสุข ความชื่นชมยินดี ความจริง และชีวิต สามารถเกิดขึ้นได้โดยอาศัยการรับสภาพมนุษย์ของพระคริสตเจ้า และจะบรรลุความสมบูรณ์เมื่อถึงวาระสุดท้าย  พระประสงค์จงสำเร็จ... เหมือนในสวรรค์ : คริสตชนควรพยายามปรับความปรารถนาของตนให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระคริสตเจ้า ผู้ทรงดำเนินตามพระประสงค์ของพระบิดาอย่างสมบูรณ์แบบ

การอธิษฐานเพื่อวอนขอ

CCC ข้อ 2632 การวอนขอของคริสตชนมีศูนย์กลางอยู่ที่ความปรารถนาและการแสวงหาพระอาณาจักรที่มาถึงตามคำสอนของพระเยซูเจ้า ต้องมีลำดับความสำคัญในการวอนขอ ก่อนอื่นต้องวอนขอพระอาณาจักร แล้วจึงวอนขอสิ่งที่จำเป็นสำหรับรับพระอาณาจักรนี้ และเพื่อร่วมงานกับการมาถึงของพระอาณาจักร การร่วมงานนี้กับพันธกิจของพระคริสตเจ้าและของพระจิตเจ้า ซึ่งบัดนี้ยังเป็นพันธกิจของพระศาสนจักรด้วย จึงเป็นสาระสำคัญของการอธิษฐานภาวนาของกลุ่มคริสตชนสมัยอัครสาวกเช่นกัน การอธิษฐานภาวนาของเปาโล อัครสาวกผู้ยิ่งใหญ่ เปิดเผยให้เรารู้ว่าความเอาใจใส่ของพระเจ้าต่อกลุ่มคริสตชนทุกแห่งต้องเป็นพลังบันดาลใจของการอธิษฐานภาวนาของคริสตชน ผู้ที่รับศีลล้างบาปแล้วทุกคนร่วมงานให้พระอาณาจักรมาถึงโดยการอธิษฐานภาวนา

การอธิษฐานภาวนาของพระศาสนจักร

CCC ข้อ 2771 ในพิธีบูชาขอบพระคุณ บทข้าแต่พระบิดายังแสดงลักษณะอันตกาล (escalological) ของคำวอนขอต่างๆ ให้ปรากฏด้วย บทภาวนาบทนี้ยังเป็นการวอนขอ “ของยุคสุดท้าย” โดยเฉพาะด้วย คือขอความรอดพ้นของช่วงเวลาที่พระจิตเจ้าทรงเริ่มหลั่งไว้ให้แล้วและจะสำเร็จบริบูรณ์เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมา คำวอนขอต่อพระบิดาของเราแตกต่างจากคำวอนขอของพันธสัญญาเดิม อิงอยู่แล้วกับพระธรรมล้ำลึกแห่งความรอดพ้นที่สำเร็จไปแล้วครั้งเดียวสำหรับตลอดไปในพระคริสตเจ้าผู้ทรงถูกตรึงกางเขนและกลับคืนพระชนมชีพ

CCC ข้อ 2816-2827 


มธ 6:11 โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้ : ในความหมายด้านกายภาพ พระคริสตเจ้าทรงเรียกทุกคนให้วางใจอย่างเต็มเปี่ยมในพระบิดา ผู้ทรงจัดเตรียมทุกอย่างไว้เพื่อความต้องการของเราทุกคน ส่วนในความหมายฝ่ายจิตนั้น เราวอนขอปังแห่งชีวิต คือองค์พระคริสตเจ้าเอง ผู้ประทับอยู่ทุกวันในพระวาจาของพระองค์ในแบบพิเศษอย่างแท้จริง และประทับอยู่อย่างครบถ้วนในศีลมหาสนิท   

เทศกาลทางพิธีกรรม

CCC ข้อ 1163 “พระศาสนจักรมารดาศักดิ์สิทธิ์ถือว่าตนมีหน้าที่จะต้องเฉลิมฉลองระลึกถึงงานช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นของพระคริสตเจ้า ผู้เป็นทรงเป็นเสมือนเจ้าบ่าวของตน ในวันที่กำหนดไว้ระหว่างปี ดังนั้น ทุกสัปดาห์ในวันที่เรียกว่า “วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า” พระศาสนจักรจึงรำลึกถึงการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า ซึ่งพระศาสนจักรยังเฉลิมฉลองพร้อมกับการทรงรับทรมานของพระองค์อีกปีละครั้งในวันสมโภชปัสกา พระศาสนจักรยังนำพระธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้ามาตีแผ่ตลอดเวลาทั้งปี […] พระศาสนจักรระลึกถึงพระธรรมล้ำลึกการไถ่กู้เช่นนี้ เพื่อเปิดให้ผู้มีความเชื่อได้รับผลกิจการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นและพระบารมีขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นเสมือนขุมทรัพย์ล้ำค่า และทำให้ขุมทรัพย์เหล่านี้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เขาจะได้รับสัมผัสและรับพระหรรษทานที่ช่วยให้รอดพ้นอย่างเต็มเปี่ยม”

CCC ข้อ 1164  นับตั้งแต่สมัยธรรมบัญญัติของโมเสสแล้ว ประชากรของพระเจ้ารู้จักวันฉลองต่างๆ ที่กำหนดไว้ตายตัว เริ่มตั้งแต่ฉลองปัสกา เพื่อระลึกถึงกิจการน่าพิศวงต่างๆ ของพระเจ้าพระผู้ไถ่กู้ เพื่อจะได้ขอบพระคุณพระองค์สำหรับกิจการเหล่านี้ จะได้จดจำไว้และสั่งสอนอนุชนรุ่นใหม่ให้ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับเหตุการณ์เหล่านี้ ในสมัยของพระศาสนจักร ซึ่งอยู่ระหว่างปัสกาของพระคริสตเจ้าที่สำเร็จสำหรับตลอดไปแล้วกับความสำเร็จสมบูรณ์ของปัสกานี้ในพระอาณาจักรของพระเจ้า พิธีกรรมที่ประกอบในวันต่างๆ ที่กำหนดไว้ก็มีลักษณะความใหม่ของพระธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม

CCC ข้อ 1165 เมื่อพระศาสนจักรเฉลิมฉลองพระธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้า มีคำหนึ่งที่เน้นคำอธิษฐานภาวนา คือคำว่า “วันนี้” คำภาวนาที่สะท้อนบทภาวนาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนไว้ และสะท้อนการเชื้อเชิญของพระจิตเจ้า คำว่า “วันนี้” นี้ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ที่เชิญมนุษย์ให้เข้าไปก็คือ “เวลา” แห่งปัสกาของพระเยซูเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือกาลเวลาและทรงนำประวัติศาสตร์

“ชีวิตเปิดอยู่สำหรับทุกสิ่ง และทุกสิ่งเต็มไปด้วยแสงสว่างนิรันดร ตะวันออกแห่งตะวันออกปกคลุมจักรวาล และพระองค์ผู้ทรงถือกำเนิดก่อนดาวประจำรุ่ง พระคริสตเจ้าผู้ทรงอมตและยิ่งใหญ่ทรงส่องแสงเหนือจักรวาลมากกว่าดวงอาทิตย์ ดังนั้นวันยาวนาน นิรันดรและไม่มีวันดับจึงเป็นวันเจิดจ้าสำหรับเราผู้เชื่อในพระองค์ เป็นปัสกาล้ำลึก”

“พระเยซูเจ้าเสด็จสู่สวรรค์ประทับเบื้องขวาพระเจ้า พระบิดาผู้ทรงสรรพานุภาพ”

CCC ข้อ 659 เราเรียนรู้ที่จะอธิษฐานภาวนาในบางขณะที่เราฟังพระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า และมีส่วนร่วมพระธรรมล้ำลึกปัสกาของพระองค์ แต่พระองค์ประทานพระจิตของพระองค์ให้เราเสมอ ในเหตุการณ์ต่างๆ ของแต่ละวัน เพื่อให้การอธิษฐานภาวนาเกิดขึ้น คำสอนของพระเยซูเจ้าเรื่องการอธิษฐานภาวนายังพบได้ในแนวเดียวกันกับคำสอนเรื่องพระญาณเอื้ออาทร เวลาอยู่ในพระหัตถ์ของพระบิดา  เราพบพระองค์ได้เสมอในปัจจุบัน ไม่ใช่เมื่อวานนี้หรือพรุ่งนี้ “ท่านทั้งหลายจงฟังพระสุรเสียงของพระองค์ในวันนี้เถิด อย่าทำใจให้แข็งกระด้าง” (สดด 95:7-8)

CCC ข้อ 2828-2837


มธ 6:12 โปรดประทานอภัย... แก่ผู้อื่น : การคืนดีกับพระเจ้าเรียกร้องให้เราคืนดีกับเพื่อนมนุษย์ก่อน เราซึ่งเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้าอย่างมากมาย จะไม่สามารถรับการอภัยและความเมตตาจากพระองค์ได้อย่างเต็มที่ เว้นแต่เราจะได้ให้อภัยและแสดงความเมตตาต่อผู้อื่น พระคริสตเจ้าทรงทำให้คำวอนขอนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในบทเทศน์บนภูเขา (เทียบ มธ 5: 23-24; 6: 14-15)

 

 

ข้าแต่พระบิดา “ของข้าพเจ้าทั้งหลาย”

CCC ข้อ 2792 ในที่สุด ถ้าเราอธิษฐานภาวนาบท “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย” เราย่อมออกจากความเป็นเอกเทศ เพราะว่าความรักที่เราได้รับมานั้นช่วยเราให้พ้นจากสภาพเช่นนี้ คำว่า “ของข้าพเจ้าทั้งหลาย” ตอนต้นของบทภาวนาบทข้าแต่พระบิดานี้ เช่นเดียวกับคำว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลาย” (เรา) ในคำขอสุดท้ายสี่ข้อนั้น จึงไม่กีดกันผู้ใดออกไปเลย เพื่อให้เรากล่าวคำนี้ตามความจริง เราจะต้องเอาชนะการแตกแยกและการขัดแย้งกันเองให้ได้

CCC ข้อ 2838-2845


มธ 6:13 โปรดช่วยข้าพเจ้าไม่ให้แพ้การประจญ : หมายความว่า “อย่าปล่อยให้เรายอมแพ้ต่อการประจญ” หรือ “อย่าปล่อยให้เราต้องรับการประจญโดยลำพัง”  โปรดช่วยให้พ้นจากความชั่วร้าย : ความชั่วร้ายหมายถึงทั้งการผจญล่อลวงให้ตกในบาป และทั้งซาตานซึ่งเป็นผู้หลอกลวงและเจ้าแห่งความชั่วร้าย การปกป้องจากสิ่งชั่วร้ายนี้รวมความถึงการปกป้องจากความชั่วร้ายทุกประการ เพื่อให้ประชากรของพระเจ้ามานะพากเพียรในความหวังอย่างซื่อสัตย์ที่จะได้อยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในพระอาณาจักรสวรรค์

“พระอาณาจักรจงมาถึง”

CCC ข้อ 2821 คำวอนขอนี้ได้รับการสนับสนุนจากการอธิษฐานภาวนาของพระเยซูเจ้าและพระเจ้าทรงฟังในการอธิษฐานภาวนาของพระคริสตเจ้า ที่มีอยู่และเกิดผลในพิธีบูชาขอบพระคุณ และบังเกิดผลในชีวิตใหม่ตามคำสอนเรื่องความสุขแท้จริง

CCC ข้อ 2846 – 2854 

(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)    

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help