วันเสาร์ สัปดาห์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา
พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 6:24-34)
เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เขาจะชังนายคนหนึ่งและจะรักนายอีกคนหนึ่ง เขาจะจงรักภักดีต่อนายคนหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้
ฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากังวลถึงชีวิตของท่านว่าจะกินอะไร อย่ากังวลถึงร่างกายของท่านว่าจะนุ่งห่มอะไร ชีวิตย่อมสำคัญกว่าอาหาร และร่างกายย่อมสำคัญกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ จงมองดูนกในอากาศเถิด มันมิได้หว่าน มิได้เก็บเกี่ยว มิได้สะสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงมัน ท่านทั้งหลายมิได้มีค่ามากกว่านกหรือ ท่านใดบ้างที่กังวลแล้วต่ออายุของตนให้ยาวออกไปอีกสักหนึ่งวันได้ ท่านจะกังวลถึงเครื่องนุ่งห่มทำไม จงสังเกตดูดอกไม้ในทุ่งนาเถิด มันเจริญงอกงามขึ้นได้อย่างไร มันไม่ทำงาน มันไม่ปั่นด้าย แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่า กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อทรงเครื่องอย่างหรูหรา ก็ยังไม่งดงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง แม้แต่หญ้าในทุ่งนา ซึ่งมีชีวิตอยู่วันนี้ รุ่งขึ้นจะถูกโยนทิ้งในเตาไฟ พระเจ้ายังทรงตกแต่งให้งดงามเช่นนี้ พระองค์จะไม่สนพระทัยท่านมากกว่านั้นหรือ ท่านช่างมีความเชื่อน้อยจริง ดังนั้น อย่ากังวลและกล่าวว่า ‘เราจะกินอะไร หรือจะดื่มอะไร หรือเราจะนุ่งห่มอะไร’ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้คนต่างศาสนาแสวงหา พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการทุกสิ่งเหล่านี้ จงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มทุกสิ่งเหล่านี้ให้ ดังนั้น ท่านทั้งหลายอย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้จะกังวลสำหรับตนเอง แต่ละวันมีทุกข์พออยู่แล้ว”
มธ 6:24 คำว่า เงินทอง (Mammon) เป็นคำแปลมาจากภาษาอราเมอิกว่า ความร่ำรวย เราเรียกการเอาสิ่งใดก็ตามมาแทนที่พระเจ้าว่า พระเท็จเทียม ซึ่งรวมทั้งพระจอมปลอมที่ทำด้วยสิ่งฝ่ายวัตถุ ความสุขทางโลก และการบริหารจัดการ เมื่อดวงใจไม่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง การชิดสนิทกับพระองค์ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ ความปรารถนาไม่ดีของการอยากได้ทรัพย์สินเงินทองจะแยกเราจากพระเจ้า และผลที่ตามมาย่อมเป็นเหตุให้เกิดความอยุติธรรมในกฎระเบียบของสังคม
การกราบไหว้รูปเคารพ
CCC ข้อ 2113 การกราบไหว้รูปเคารพไม่หมายถึงเพียงคารวกิจไม่ถูกต้องของคนต่างศาสนาเท่านั้น ยังคงเป็นการประจญความเชื่ออยู่ตลอดเวลา การกราบไหว้รูปเคารพนี้อยู่ที่การยกย่องสิ่งที่ไม่ใช่พระเจ้าขึ้นเป็นพระเจ้า การกราบไหว้รูปเคารพมีได้เสมอเมื่อมนุษย์เคารพนับถือสิ่งสร้างแทนที่พระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าหรือปีศาจ (เช่น การเคารพนับถือผีปีศาจ) อำนาจ ความสนุกสนาน เชื้อชาติ บรรพบุรุษ รัฐ เงินทอง ฯลฯ “ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” (มธ 6:24) บรรดามรณสักขีจำนวนมากยอมสละชีวิตเพื่อจะไม่ต้องกราบไหว้ “สัตว์ร้าย” ไม่ยอมแม้กระทั่งการเสแสร้งประกอบพิธีเหล่านี้ การกราบไหว้รูปเคารพปฏิเสธไม่ยอมรับอำนาจปกครองหนึ่งเดียวของพระเจ้า ดังนั้นจึงเข้ากันไม่ได้กับความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า
คำสอนของพระศาสนจักรเรื่องสังคม
CCC ข้อ 2424 ทฤษฎีที่ใช้ผลกำไรเป็นตัวกำหนดเพียงอย่างเดียวและเป็นจุดหมายสุดท้ายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจย่อมเป็นที่ยอมรับไม่ได้ทางศีลธรรม ความกระหายเงินทองอย่างไร้ระเบียบมีแต่จะก่อให้เกิดผลร้ายอยู่เสมอ ความกระหายนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุต่างๆ ของการต่อสู้กันที่ทำลายระเบียบของสังคม ระบอบการปกครองที่ถือว่า “สิทธิพื้นฐานของแต่ละบุคคลและหมู่คณะมีความสำคัญน้อยกว่าองค์กรจัดการการผลิตส่วนรวม” ย่อมขัดกับศักดิ์ศรีของมนุษย์ การกระทำทุกอย่างที่ทำให้บุคคลกลายเป็นเพียงเครื่องมือหากำไรเท่านั้น ทำให้มนุษย์กลายเป็นทาส นำไปสู่การบูชาเงินทองและช่วยให้ลัทธิอเทวนิยมเผยแพร่ยิ่งขึ้น “ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” (มธ 6:24; ลก 16:13)
“โปรดช่วยข้าพเจ้าไม่ให้แพ้การประจญ” (ตามตัวอักษรว่า “อย่านำข้าพเจ้าทั้งหลายเข้าไปในการประจญ”)
CCC ข้อ 2848 “ไม่ให้แพ้การผจญ” (ตามตัวอักษรว่า “ไม่ถูกนำเข้าสู่การผจญ”) ยังหมายถึงการตัดสินใจ “ทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ใด ใจของท่านก็จะอยู่ที่นั่นด้วย […] ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้” (มธ 6:21, 24) “ถ้าเรามีชีวิตเดชะพระจิตเจ้า เราจงดำเนินชีวิตตามพระจิตเจ้าด้วย” (กท 5:25) พระบิดาประทานพลังให้เราในการ “เห็นพ้อง” เช่นนี้กับพระจิตเจ้า “ท่านทั้งหลายไม่เคยเผชิญกับการผจญใดๆ ที่เกินกำลังมนุษย์ พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ พระองค์จะไม่ทรงอนุญาตให้ท่านถูกผจญเกินกำลังของท่าน แต่เมื่อถูกผจญ พระองค์จะประทานความสามารถให้ท่านยืนหยัดมั่นคงและหาทางออกได้” (1 คร 10:13)
มธ 6:25-32 ความวิตกกังวลถึงสิ่งฝ่ายโลกและความสะดวกสบายมักชักจูงคนเราให้ออกห่างจากพระเจ้า พระคริสตเจ้าทรงสอนบรรดาศิษย์ของพระองค์ให้ไว้วางใจในพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้าพระบิดาเหมือนอย่างที่เด็กๆ ไว้วางใจในพ่อแม่ของตน ในขณะที่เราพยายามทำทุกอย่างด้วยความพากเพียรจนถึงที่สุดนั้น เราก็ต้องเป็นอิสระจากความวิตกกังวลและความกระวนกระวาย เพราะพระเจ้าทรงเป็นบิดาผู้น่ารัก พระองค์ทรงปรารถนาให้เกิดสิ่งดีที่สุดกับเราเสมอ
พระองค์ทรงพระเมตตาต่อทุกคน เพราะพระองค์ทรงกระทำได้ทุกอย่าง” (ปชญ 11:23)
CCC ข้อ 270 พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาผู้ทรงสรรพานุภาพ การที่ทรงเป็นพระบิดาและพระอานุภาพนี้อธิบายความหมายของกันและกัน พระองค์ทรงสำแดงพระอานุภาพเยี่ยงพระบิดาโดยวิธีการที่ทรงเอาพระทัยใส่ต่อความต้องการของเรา โดยทรงรับเราเป็นบุตรบุญธรรม (“เราจะเป็นเหมือนบิดาของท่าน และท่านจะเป็นเหมือนบุตรและธิดาของเรา พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพตรัสดังนี้”: 2 คร 6:18) ในที่สุด เพราะทรงพระกรุณาอย่างที่สุด พระองค์ทรงสำแดงพระอานุภาพอย่างยิ่งโดยทรงอภัยบาปให้อย่างอิสระเสรี
พระเจ้าทรงทำตามที่ทรงวางแผนไว้ – พระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้า
CCC ข้อ 305 พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องให้เรามอบความไว้วางใจเยี่ยงบุตรต่อพระญาณเอื้ออาทรของพระบิดาเจ้าสวรรค์ซึ่งเอาพระทัยใส่ต่อความต้องการแม้เล็กน้อยที่สุดของบรรดาบุตรของพระองค์ “ดังนั้น อย่ากังวลและกล่าวว่า ‘เราจะกินอะไร หรือจะดื่มอะไร’ [...] พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการทุกสิ่งเหล่านี้ จงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มทุกสิ่งเหล่านี้ให้” (มธ 6:31-33)
มอบตนเองแด่พระบิดา
CCC ข้อ 322 พระคริสตเจ้าทรงเชิญเราให้มอบตนไว้กับพระญาณเอื้ออาทรของพระบิดาเจ้าสวรรค์ของเรา และนักบุญเปโตรก็กล่าวย้ำว่า “ท่านจง (ดำเนินชีวิต) ละความกระวนกระวายทั้งมวลของท่านไว้กับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงห่วงใยท่าน” (1 ปต 5:7)
การมีจิตใจยากจน
CCC ข้อ 2547 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงคร่ำครวญถึงคนร่ำรวยเพราะเขาได้รับความเบิกบานใจแล้ว “ให้ผู้หยิ่งผยองแสวงหาและรักอาณาจักรของโลกนี้เถิด แต่ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” ถ้าการมอบตนไว้กับพระญาณเอื้ออาทรของพระบิดาเจ้าสวรรค์ช่วยเราให้พ้นจากความกังวลของวันพรุ่งนี้ ความไว้วางใจในพระเจ้าก็เป็นการจัดเตรียมไว้สำหรับความสุขของผู้ยากจน เขาจะเห็นพระเจ้า
“โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้”
CCC ข้อ 2830 อาหารของข้าพเจ้าทั้งหลาย” พระบิดาผู้ประทานชีวิตให้เรา จะไม่ประทานอาหารจำเป็นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของเรา รวมทั้งสิ่งที่ดีทั้งหลาย “ที่เหมาะสม” ทั้งที่เป็นวัตถุและเป็นจิตด้วยไม่ได้ ในบทเทศน์บนภูเขา พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราให้มีความวางใจเยี่ยงบุตรที่ร่วมมือกับพระญาณเอื้ออาทรของพระบิดาของเรา พระองค์ไม่เคยทรงแนะนำเราให้รอคอยอยู่เฉยๆ แต่ทรงประสงค์ให้เราพ้นจากความวุ่นวายใจและความกังวลทั้งหลาย ความเชื่อมั่นและไว้วางใจเยี่ยงบุตรของพระเจ้าเป็นเช่นนี้ “พระองค์ทรงสัญญาจะประทานทุกสิ่งให้แก่ผู้ที่แสวงหาพระอาณาจักรและความยุติธรรมของพระเจ้า ผู้ที่มีพระเจ้าจะไม่ขาดสิ่งใดเลย ถ้าเขาไม่ทิ้งพระองค์ไปก่อน”
มธ 6:26 สิ่งสร้างทั้งมวลล้วนเป็นพยานถึงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าและพระญาณเอื้ออาทรของพระองค์
หนทางที่ช่วยให้รู้จักพระเจ้าได้
CCC ข้อ 32 โลก – เราอาจรู้จักพระเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นบ่อเกิดและจุดหมายของจักรภพได้ จากความเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง จากความเป็นอยู่ที่มีหรือไม่มีก็ได้ จากระเบียบและจากความงดงามของโลก
นักบุญเปาโลกล่าวถึงชนต่างศาสนาที่ไม่มีความเชื่อไว้ว่าดังนี้ “พระเจ้าทรงทำให้สิ่งที่รู้ได้เกี่ยวกับพระองค์ปรากฏชัดอยู่แล้ว กล่าวคือ ตั้งแต่เมื่อทรงสร้างโลก คุณลักษณะที่ไม่อาจแลเห็นได้ของพระเจ้า คือพระอานุภาพนิรันดรและเทวภาพของพระองค์ปรากฏอย่างชัดเจนแก่ปัญญามนุษย์ในสิ่งที่ทรงสร้าง” (รม 1:19-20)
นักบุญออกัสตินยังกล่าวอีกว่า “จงถามความงามของแผ่นดิน จงถามความงามของทะเล จงถามความงามของอากาศที่แผ่ไปทั่วทุกแห่ง จงถามความงามของท้องฟ้า […] จงถามสิ่งต่างๆ เหล่านี้เถิด ทุกสิ่งจะตอบท่านว่า ‘ดูซิ พวกเราล้วนงดงาม’ ความงดงามของสิ่งเหล่านี้เป็น การประกาศสรรเสริญ (confession) ของสิ่งสร้าง ใครเล่าได้สร้างสิ่งงดงามที่เปลี่ยนแปลงได้เหล่านี้ถ้าไม่ใช่ ผู้ทรงความงดงามที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
ทูตสวรรค์
CCC ข้อ 350 ทูตสวรรค์เป็นสิ่งสร้างที่เป็นจิต ซึ่งถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าโดยไม่หยุดหย่อน และปฏิบัติตามแผนการของพระเจ้าเพื่อความรอดพ้นสำหรับสิ่งสร้างอื่นๆ “บรรดาทูตสวรรค์ร่วมทำงานเพื่อความดีทั้งหมดของพวกเรา”
มนุษย์
CCC ข้อ 355 “พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์ พระองค์ทรงสร้างเขาตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า พระองค์ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” (ปฐก 1:27) มนุษย์มีตำแหน่งโดดเด่นในการเนรมิตสร้าง – (I) มนุษย์ถูกสร้างมาให้เป็น “ภาพลักษณ์ของพระเจ้า”; (II) โดยธรรมชาติ มนุษย์เป็นผู้เชื่อมโลกของจิตกับโลกของวัตถุ; (III) พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ “ให้เป็นชายและหญิง”; (IV) พระเจ้าทรงกำหนดให้มนุษย์เป็นมิตรกับพระองค์
“ตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า”
CCC ข้อ 356 ในบรรดาสิ่งสร้างที่เราแลเห็นได้ มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่มีสมรรถภาพ “จะรู้จักและรักพระผู้เนรมิตสร้างตนได้” “เป็นสิ่งสร้างเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้ที่พระเจ้าทรงพระประสงค์เพราะตนเอง” มนุษย์เท่านั้นได้รับเรียกให้มีส่วนในชีวิตของพระเจ้าโดยรู้จักและรักพระองค์ มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์นี้และเหตุผลพื้นฐานแห่งศักดิ์ศรีของมนุษย์ก็อยู่ที่ตรงนี้ “เพราะเหตุใดพระองค์จึงทรงจัดตั้งมนุษย์ไว้ให้มีศักดิ์ศรียิ่งใหญ่เช่นนี้ ใช่แล้ว เพราะความรักที่คาดไม่ถึงซึ่งทำให้พระองค์ทอดพระเนตรดูสิ่งที่ทรงเนรมิตสร้างในพระองค์เอง พระองค์ทรง “หลงรัก” สิ่งสร้างนี้ เพราะทรงเนรมิตสร้างขึ้นมาก็เพราะความรัก ประทานความเป็นอยู่ให้ก็เพราะความรัก เพื่อสิ่งที่ทรงเนรมิตสร้างมานี้จะได้ลิ้มรสความดีสูงสุดนิรันดรของพระองค์”
CCC ข้อ 357 มนุษย์แต่ละคน เพราะสร้างขึ้นมาตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า มีศักดิ์ศรีเป็น “บุคคล” ไม่เป็นเพียง “อะไรสิ่งหนึ่ง” แต่เป็น “ใครคนหนึ่ง” มนุษย์มีสมรรถภาพจะรู้จักตนเอง ควบคุมตนเอง และมอบตนเองให้แก่ผู้อื่นได้โดยอิสระเสรี รวมทั้งเข้าไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้ อาศัยพระหรรษทานมนุษย์ได้รับเรียกมาให้ทำพันธสัญญากับพระผู้เนรมิตสร้างตน ให้แสดงความเชื่อและความรักเพื่อตอบสนองพระองค์ ไม่มีผู้ใดอื่นอาจแสดงการกระทำเช่นนี้แทนเขาได้
CCC ข้อ 358 พระเจ้าทรงเนรมิตทุกสิ่งเพื่อมนุษย์ มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้พระเจ้า เพื่อรักพระองค์ และถวายสิ่งสร้างทั้งมวลแด่พระองค์ “ดังนั้นใครเล่าเป็นผู้ที่จะต้องถูกเนรมิตสร้างขึ้นมาเพื่อรับศักดิ์ศรียิ่งใหญ่เช่นนี้ ผู้นั้นคือมนุษย์ สิ่งที่มีจิตวิญญาณน่าพิศวงยิ่งใหญ่นั้น และที่มีเกียรติกว่าสิ่งสร้างทั้งมวลเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ซึ่งสวรรค์และแผ่นดิน ทะเลและสิ่งสร้างทั้งมวลถูกสร้างขึ้นมาก็เพื่อเขา – มนุษย์ซึ่งพระเจ้าทรงประสงค์ความรอดพ้นของเขาอย่างยิ่ง จนกระทั่งไม่ทรงยอมไว้ชีวิตแม้พระบุตรเพียงพระองค์เดียวเพื่อเขา พระองค์ยังไม่ทรงหยุดยั้งที่จะกระทำและพยายามทุกอย่างจนกว่าจะได้ยกเขาให้สูงขึ้นและสถาปนาเขาไว้ ณ เบื้องขวาของพระองค์”
CCC ข้อ 359 “จริงแล้ว ธรรมล้ำลึกของมนุษย์ปรากฏชัดในพระธรรมล้ำลึกของพระวจนาตถ์ผู้รับสภาพมนุษย์เท่านั้น” “วันนี้นักบุญเปาโลกล่าวถึงมนุษย์สองคนที่เป็นต้นกำเนิดของมนุษยชาติ นั่นคืออาดัมและพระคริสตเจ้า […] ท่านกล่าวดังนี้ว่าอาดัมมนุษย์คนแรกถูกสร้างขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิต อาดัมคนสุดท้ายเป็นจิตซึ่งประทานชีวิต มนุษย์คนแรกถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์คนสุดท้ายนี้ซึ่งบันดาลให้เขามีวิญญาณเพื่อจะมีชีวิต [...] มนุษย์คนสุดท้ายนี้คืออาดัมซึ่งประทานภาพลักษณ์ของตนแก่อาดัมคนแรกเมื่อสร้างเขาขึ้นมา ดังนี้เขาจึงรับบทบาทและนามของอาดัมคนแรก เพื่อจะไม่สูญเสียสิ่งที่เขาได้สร้างขึ้นมาตามภาพลักษณ์ของตน อาดัมคนแรก อาดัมคนสุดท้าย อาดัมคนแรกมีจุดเริ่มต้น ส่วนอาดัมคนสุดท้ายไม่มีจุดจบ เพราะอาดัมคนสุดท้ายนี้เป็นคนแรกโดยแท้จริง เมื่อกล่าวว่า ‘เราเป็นปฐมเหตุและอวสาน’”
พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์
CCC ข้อ 824 พระศาสนจักรซึ่งรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าจึงรับความศักดิ์สิทธิ์จากพระองค์ และยังเป็นผู้บันดาลความศักดิ์สิทธิ์จากพระองค์และในพระองค์ด้วย เพื่อทำให้มนุษย์ได้รับความศักดิ์สิทธิ์ในพระคริสตเจ้าและเพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า “ภารกิจการงานทุกอย่างของพระศาสนจักรจึงมุ่งไปสู่การนี้เสมือนจุดหมาย” พระเจ้าทรงมอบ “วิธีการทุกอย่างที่จะนำไปรับความรอดพ้น” ไว้ในพระศาสนจักร “เรารับความศักดิ์สิทธิ์อาศัยพระหรรษทานของพระเจ้าได้” ก็ในพระศาสนจักรนี้เอง
การเคารพต่อบูรณภาพของสิ่งสร้าง
CCC ข้อ 2416 สัตว์ต่างๆ เป็นสิ่งสร้างของพระเจ้า พระองค์ทรงใช้พระญาณเอื้ออาทรเอาใจใส่ดูแลบรรดาสัตว์ด้วย บรรดาสัตว์ใช้เพียงความเป็นอยู่ของมันเท่านั้นถวายพระพรและถวายพระเกียรติแด่พระองค์ มนุษย์จึงต้องแสดงความใจดีต่อสัตว์เหล่านี้ด้วย เราจึงต้องระลึกว่าบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ เช่น นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีหรือนักบุญฟีลิป เนรี เคยเอาใจใส่ดูแลสัตว์ต่างๆ ด้วยความอ่อนโยนอย่างไร
มธ 6:33-34 ความปรารถนาสูงสุดของเราคือ การเผยแผ่พระอาณาจักรของพระเจ้า เป็นผลอันเกิดขึ้นจากสังคมที่ชอบธรรม ซึ่งคุณค่าและศักดิ์ศรีของบุคคลมีความสำคัญสูงสุด
ความร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันของมวลมนุษย์
CCC ข้อ 1942 คุณธรรมเรื่องการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันขยายกว้างกว่าขอบเขตของผลประโยชน์ด้านวัตถุ เมื่อพระศาสนจักรแจกจ่ายความเชื่อเป็นพระพรฝ่ายจิต ก็ยังช่วยเปิดแนวทางใหม่ให้มีการพัฒนาผลประโยชน์ด้านวัตถุควบคู่ไปด้วย ดังนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายศตวรรษ พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงกลายเป็นความจริงที่ว่า “จงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มทุกสิ่งเหล่านี้ให้” (มธ 6:33) “ตั้งแต่สองพันปีมาแล้ว ความรู้สึกรับผิดชอบส่วนรวมของทุกคนและสำหรับทุกคนมีชีวิตชีวาและยังคงอยู่ในจิตวิญญาณของพระศาสนจักร จนเป็นแรงผลักดันให้เกิดความรักและปลุกจิตขั้นวีรกรรม นั่นคือ บรรดานักพรตที่เป็นกสิกร เป็นผู้ปลดปล่อยทาส บำบัดรักษาผู้เจ็บป่วย นำความเชื่อ อารยธรรมและวิชาความรู้มาให้ชนหลายชาติในทุกสมัย เพื่อเสริมสร้างสภาพสังคมที่สามารถทำให้ชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบายสมกับความเป็นมนุษย์และคริสตชน”
พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนา
CCC ข้อ 2604 นักบุญยอห์นเล่าถึงเรื่องการอธิษฐานภาวนา (ของพระเยซูเจ้า) อีกเรื่องหนึ่งก่อนที่จะทรงปลุกลาซารัสให้กลับคืนชีพ เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เริ่มด้วยการขอบพระคุณเช่นเดียวกัน “ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงฟังคำของข้าพเจ้า” ซึ่งมีความหมายเป็นนัยว่าพระบิดาทรงฟังคำขอร้องของพระองค์เสมอ พระเยซูเจ้าจึงตรัสต่อไปทันทีว่า “ข้าพเจ้าทราบดีว่าพระองค์ทรงฟังข้าพเจ้าเสมอ” ซึ่งก็หมายความว่าพระเยซูเจ้าเองก็ทรงวอนขอพระบิดาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การอธิษฐานภาวนาของพระเยซูเจ้าที่เริ่มด้วยการขอบพระคุณจึงเปิดเผยให้เรารู้ว่าจะต้องวอนขออย่างไร ก่อนที่จะทรงได้รับสิ่งที่ทรงขอ พระเยซูเจ้าทรงร่วมสนิทกับพระองค์ผู้ประทานและประทานพระองค์เองในสิ่งที่ประทานให้ พระองค์ผู้ประทานนั้นประเสริฐกว่าของประทาน พระองค์ทรงเป็น “ขุมทรัพย์” และในพระองค์ก็มีพระทัยของพระบุตร ซึ่งเป็นของประทาน “ที่ทรงเพิ่มให้” อีกด้วย “คำอธิษฐานในฐานะสมณะ” ของพระเยซูเจ้ามีที่พิเศษในแผนการความรอดพ้น เราจะพิจารณาคำอธิษฐานภาวนานี้ในปลายของ “ตอนที่หนึ่ง” นี้ คำอธิษฐานภาวนานี้เปิดเผยให้เราเห็นว่าการอธิษฐานภาวนาของพระมหาสมณะของเราเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ และในเวลาเดียวกันก็มีเนื้อหาที่พระองค์ทรงสอนเราในคำอธิษฐานภาวนาของเราต่อพระบิดาซึ่งจะได้รับคำอธิบายในตอนที่สอง
พระเยซูเจ้าทรงสอนให้อธิษฐานภาวนา
CCC ข้อ 2608 นับตั้งแต่บทเทศน์บนภูเขา พระเยซูเจ้าทรงเน้นเรื่องการกลับใจ เรื่องการคืนดีกับพี่น้องก่อนจะถวายเครื่องบูชาบนพระแท่นบูชา เรื่องความรักศัตรูและการอธิษฐานภาวนาสำหรับผู้ที่เบียดเบียน เรื่องการอธิษฐานภาวนาต่อพระบิดา “ในห้องส่วนตัว” (มธ 6:6) เรื่องการไม่พูดมาก ไม่พูดซ้ำซาก เรื่องการให้อภัยจากใจจริงในการอธิษฐานภาวนา เรื่องการแสวงหาพระอาณาจักรด้วยใจจริง การกลับใจอย่างเต็มที่เยี่ยงบุตรเช่นนี้นำเราไปพบพระบิดา
การอธิษฐานเพื่อวอนขอ
CCC ข้อ 2632 การวอนขอของคริสตชนมีศูนย์กลางอยู่ที่ความปรารถนาและการแสวงหาพระอาณาจักรที่มาถึงตามคำสอนของพระเยซูเจ้า ต้องมีลำดับความสำคัญในการวอนขอ ก่อนอื่นต้องวอนขอพระอาณาจักร แล้วจึงวอนขอสิ่งที่จำเป็นสำหรับรับพระอาณาจักรนี้ และเพื่อร่วมงานกับการมาถึงของพระอาณาจักร การร่วมงานนี้กับพันธกิจของพระคริสตเจ้าและของพระจิตเจ้า ซึ่งบัดนี้ยังเป็นพันธกิจของพระศาสนจักรด้วย จึงเป็นสาระสำคัญของการอธิษฐานภาวนาของกลุ่มคริสตชนสมัยอัครสาวกเช่นกัน การอธิษฐานภาวนาของเปาโล อัครสาวกผู้ยิ่งใหญ่ เปิดเผยให้เรารู้ว่าความเอาใจใส่ของพระเจ้าต่อกลุ่มคริสตชนทุกแห่งต้องเป็นพลังบันดาลใจของการอธิษฐานภาวนาของคริสตชน ผู้ที่รับศีลล้างบาปแล้วทุกคนร่วมงานให้พระอาณาจักรมาถึงโดยการอธิษฐานภาวนา
มธ 6:34 เราไว้วางใจในพระบิดาเจ้า ผู้ทรงจัดหาให้เรารับทุกสิ่งที่ต้องการ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
“วันนี้”
CCC ข้อ 2659 เราเรียนรู้ที่จะอธิษฐานภาวนาในบางขณะที่เราฟังพระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า และมีส่วนร่วมพระธรรมล้ำลึกปัสกาของพระองค์ แต่พระองค์ประทานพระจิตของพระองค์ให้เราเสมอ ในเหตุการณ์ต่างๆ ของแต่ละวัน เพื่อให้การอธิษฐานภาวนาเกิดขึ้น คำสอนของพระเยซูเจ้าเรื่องการอธิษฐานภาวนายังพบได้ในแนวเดียวกันกับคำสอนเรื่องพระญาณเอื้ออาทร เวลาอยู่ในพระหัตถ์ของพระบิดา เราพบพระองค์ได้เสมอในปัจจุบัน ไม่ใช่เมื่อวานนี้หรือพรุ่งนี้ “ท่านทั้งหลายจงฟังพระสุรเสียงของพระองค์ในวันนี้เถิด อย่าทำใจให้แข็งกระด้าง” (สดด 95:7-8)
“โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้”
CCC ข้อ 2835 การวอนขอนี้และความรับผิดชอบที่มากับการวอนขอนี้ ยังใช้ได้กับความหิวอีกอย่างหนึ่งที่ทำร้ายชีวิตมนุษย์ “มนุษย์มิได้ดำรงชีวิตด้วยอาหารเท่านั้น แต่ดำรงชีวิตด้วยพระวาจาทุกคำที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มธ 4:4) นั่นคือด้วยพระวาจาและพระจิตของพระองค์ คริสตชนทุกคนต้องใช้ความพยายามทุกอย่างเพื่อ “ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน” ในโลกนี้มีหลายคนที่มีความหิว “ไม่ใช่หิวอาหารหรือหิวน้ำ แต่หิวที่จะฟังพระวาจา” (อมส 8:11) เพราะฉะนั้น ความหมายพิเศษสำหรับคริสตชนของคำขอข้อสี่นี้จึงหมายถึงอาหารสำหรับชีวิต นั่นคือพระวาจาของพระเจ้าที่จะต้องรับด้วยความเชื่อ และพระกายของพระคริสตเจ้าที่เรารับในศีลมหาสนิท
CCC ข้อ 2836 “ในวันนี้” ยังเป็นข้อความที่หมายถึงความไว้วางใจที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนเรา เราไม่อาจสรุปเรื่องนี้ได้เอง เพราะเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับพระวาจาและพระกายของพระบุตรของพระองค์ วลี “วันนี้” วลีนี้ไม่หมายความถึงเพียงเวลาของเราที่รู้จักตาย แต่เป็น “วันนี้” ของพระเจ้า “ถ้าท่านรับ (อาหารนี้) ทุกวัน ‘ทุกวัน’ ก็คือ ‘วันนี้’ สำหรับท่าน ถ้าพระคริสตเจ้าเป็นของท่าน ‘วันนี้’ พระองค์ก็ทรงกลับคืนพระชนมชีพสำหรับท่าน ‘ทุกวัน’ การนี้เป็นไปได้อย่างไร ‘ท่านเป็นบุตรของเรา วันนี้เราให้กำเนิดท่านแล้ว’ (สดด 2:7) ดังนั้น ‘วันนี้’ ก็คือวันที่พระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ”
(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.