มิติอันตกาลแห่งพระวาจาของพระเจ้า
14. จากที่กล่าวมานี้ทั้งหมด พระศาสนจักรแสดงความตระหนักว่า พร้อมกับพระเยซูคริสตเจ้าตนกำลังอยู่ต่อหน้าพระวาจาสุดท้ายของพระเจ้า พระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นทั้ง “เบื้องตนและบั้นปลาย” (วว 1:17) พระองค์ทรงให้ความหมายสุดท้ายแก่สิ่งสร้างและประวัติศาสตร์ ดังนั้นเราจึงได้รับเรียกให้มีชีวิตอยู่ในกาลเวลา และเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้าในจำนวนประชากรยุคสุดท้ายของพระวาจา “ดังนั้นแผนการความรอดพ้นในพระคริสตเจ้า ในฐานะที่เป็นพันธสัญญาใหม่และเด็ดขาดนี้จะไม่ผ่านพ้นไปเลย และเราไม่ต้องรอคอยการเผยอะไรใหม่ให้กับมนุษย์ทั้งหลายอีกต่อไปก่อนจะถึงการปรากฏองค์อย่างรุ่งโรจน์ของพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา (เทียบ 1 ทธ 6:14; และ ทต 2:13)” ในช่วงเวลาแห่งสมัชชาบรรดาพระสังฆราชผู้ร่วมประชุมจึงเน้นว่า “ลักษณะพิเศษของคริสตศาสนาแสดงให้เห็นชัดในพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งในเวลาเดียวกันทรงปรากฏมาเป็นจุดยอดแห่งการเปิดเผยความจริง ทรงทำให้พระสัญญาของพระเจ้าสำเร็จเป็นจริง ทรงเป็นคนกลางให้มนุษย์พบกับพระเจ้าได้ พระองค์ผู้ทรงเปิดเผยพระเจ้าให้เรารู้จัก (เทียบ ยน 1:18) คือพระวาจาหนึ่งเดียวและสุดท้ายที่พระเจ้าทรงมอบแก่มนุษย์” นักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขนกล่าวความจริงเรื่องนี้อย่างน่าฟังว่า “เมื่อพระบิดาประทานพระบุตรซึ่งเป็นพระวาจาหนึ่งเดียวของพระองค์ให้เรา (เพราะพระองค์ไม่มีพระวาจาอื่นอีกแล้ว) ดังที่ได้ประทานแล้วนี้ พระองค์ตรัสและทรงเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมกันให้แก่เราด้วยพระวาจานี้ และไม่มีอะไรเหลือที่จะต้องตรัสอีก..... พระองค์ทรงเคยตรัสอะไรไว้บ้างโดยทางประกาศก บัดนี้พระองค์ตรัสและทรงเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างเพียงครั้งเดียวโดยพระวาจาเดียว พระองค์ประทานทุกสิ่ง คือพระบุตรของพระองค์ ให้แก่เรา ดังนั้นผู้ที่ยังอยากซักถามสิ่งใดจากพระเจ้า อยากขอนิมิตหรือการเปิดเผยใดๆจากพระองค์อีก ย่อมไม่เพียงแสดงความโง่ออกมาเท่านั้น แต่ยังทำผิดต่อพระองค์ที่ไม่ได้ปักตามองดูพระคริสตเจ้า แต่ไปแสวงหาสิ่งใดอื่นใหม่ๆนอกเหนือไปจากพระองค์”
เพราะฉะนั้นสมัชชาจึงเตือน “ให้ผู้มีความเชื่อได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อรู้จักแยกแยะพระวาจาของพระเจ้าจากการเปิดเผยส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง” บทบาทของการเปิดเผยส่วนตัว...ไม่ใช่เพื่อทำให้การเปิดเผยขั้นสุดท้ายในพระคริสตเจ้า ‘สมบูรณ์’ แต่เพื่อช่วยให้การเปิดเผยในพระคริสตเจ้าในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ ถูกนำมาปฏิบัติในชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น” คุณค่าของการเปิดเผยส่วนตัวแตกต่างกันมากกับคุณค่าของการเปิดเผยทางการ – การเปิดเผยทางการเรียกร้องให้เราเชื่อ ในการเปิดเผยนี้พระเจ้าตรัสกับเราโดยใช้คำพูดของมนุษย์โดยใช้ชุมชนพระศาสนจักรที่มีชีวิต แต่มาตรการตัดสินว่าการเปิดเผยส่วนตัวใดเป็นการเปิดเผยจริงหรือไม่ก็คือ การเปิดเผยนั้นมุ่งถึงพระคริสตเจ้าหรือไม่ ถ้าการเปิดเผยนี้นำเราออกไปจากพระคริสตเจ้า การเปิดเผยนี้ก็ไม่มาจากพระจิตเจ้าแน่ๆ เพราะพระจิตเจ้าทรงนำเราเข้าหาพระวรสาร ไม่ใช่นำออกไปจากพระวรสาร การเปิดเผยส่วนตัวช่วยเหลือความเชื่อนี้และเป็นที่น่าเชื่อถือได้ก็เมื่อนำเรากลับไปหาการเปิดเผยทางการ ดังนั้นการที่พระศาสนจักรรับรองการเปิดเผยส่วนตัวจึงมีสาระสำคัญเพื่อแสดงว่า สาระของการเปิดเผยเช่นนี้ไม่มีสิ่งใดที่ขัดกับความเชื่อและศีลธรรม อนุญาตให้เผยแผ่และผู้มีความเชื่ออาจเห็นพ้องด้วยได้โดยใช้ความรอบคอบ การเปิดเผยส่วนตัวบางครั้งอาจเน้นความจริงบางประการ อาจส่งเสริมความศรัทธาในรูปแบบใหม่ๆ หรือตอกย้ำความศรัทธาที่มีอยู่แล้ว บางครั้งการเปิดเผยเช่นนี้อาจมีรูปแบบของการประกาศพระวาจาก็ได้ (เทียบ 1 ธส 5:19-21) และอาจนำความช่วยเหลือที่มีค่าให้เข้าใจและปฏิบัติตามพระวรสารดียิ่งขึ้นในสมัยปัจจุบันได้ เพราะฉะนั้นการเปิดเผยส่วนตัวจึงต้องไม่ถูกละเลยเสียทีเดียว การเปิดเผยส่วนตัวเช่นนี้อาจช่วยเหลือได้บ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้เสมอไป ไม่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างไร การเปิดเผยส่วนตัวจะต้องเป็นการหล่อเลี้ยงส่งเสริมความเชื่อ ความหวังและความรัก ซึ่งเป็นหนทางถาวรสำหรับทุกคนเพื่อบรรลุถึงความรอดพ้น

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.