เจ ไอ แพคเกอร์ กล่าวไว้อย่างดีว่า “เราจะโหดร้ายกับตัวเองมาก ถ้าเราพยายามดำเนินอยู่ในโลก โดยไม่รู้เกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงเป็นเจ้าของโลกนี้ และผู้ที่ทำให้มันดำเนินไป”1
เมื่อครั้งที่ฉันยังเป็นคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ฉันต้องการมองหาปรัชญาและหนทางเข้าถึงชีวิตที่จะใช้ได้กับทุกสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามา ฉันคิดว่า ถ้าฉันพบเหตุผลถูกต้องแท้จริงที่จะมีชีวิตอยู่ เป้าหมายที่ดีหรือได้ผ่านการทดสอบว่าดีพอ หรือหนทางที่มันใช้ได้แล้วละก็ ฉันก็จะสามารถรับมือกับอะไรก็ตามที่เข้ามาได้ ฉันจะเป็นคนที่สามารถอย่างสมบูรณ์ในทุกเรื่อง
ฉันค้นหาสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจังสม่ำเสมอ ฉันศึกษาปรัชญาจนกระทั่งฉันเข้าใจมัน จากนั้นฉันจะเอาหลักของมันไปลองใช้ดู ฉันทดสอบหลักปรัชญาหลายๆอย่าง และพบว่าแต่ละอย่างนั้นถ้าไม่เป็นหลักการในอุดมคติมากเกินไปก็เป็นหลักการที่ดีไม่พอ
ฉันไม่ได้ตระหนักเลยว่า สิ่งที่ฉันต้องการจริงๆคือการมีคนอีกคนที่จะเดินไปในเส้นทางชีวิตด้วยกันกับฉัน ผู้ที่ไม่มีความจำกัด ไม่มีข้อผิดพลาด และมีสติปัญญาที่ไม่จำกัดซึ่งเขาเต็มใจที่จะแบ่งปันมันให้กับฉัน
ชีวิตของเพื่อนคนหนึ่งเป็นเหตุให้ฉันคิดถึงทิศทางอื่น พระเจ้ามีจริงไหมนะ?
หลังจากหนึ่งปีครึ่งแห่งการสืบค้นหลักฐานเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้า ฉันได้ทูลเชิญพระองค์ให้เข้ามาในชีวิตของฉัน
พระคัมภีร์ได้อธิบายบางอย่างที่ฉันพบว่ามันคือความเป็นจริง... “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะ กลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น”2
ข้อความนี้พูดถึงพระเยซูคริสต์ เพราะว่าพระเยซูผู้นี้เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเข้ามา พระเยซูตรัสว่า “เรามาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์”3
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด คือเมื่อฉันอ่านพระกิตติคุณเรื่องชีวิตของพระเยซู ฉันได้สังเกตว่า พระเยซูได้ทรงอธิบายความรักที่ทรงมีต่อเรา แบบมีรายละเอียดและตรัสถึงเรื่องนี้บ่อยๆ
จากการเริ่มต้นแสวงหาความเข้าใจด้านความรู้ความคิด กลายมาเป็นการรับรู้เป็นส่วนตัวถึงความจริงที่ว่าพระเจ้านั้นทรงเป็นยิ่งกว่าที่ฉันคาดว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างมากมายนัก ฉันได้พบว่า ความรักของพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ถ้าเราจะ... หรือ เมื่อเราจะ...” มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญในการกระทำของเรา หรือการที่ว่าเราสมควรได้รับความรักของพระเจ้าหรือไม่ เราไม่สมควรหรอก พระองค์ทรงรักเรา เพราะว่าเป็นธรรมชาติของพระองค์ที่จะรัก
กษัตริย์ดาวิดกล่าวเอาไว้ในพระธรรมสดุดีว่า “ความรักมั่นคงของพระเจ้าดีกว่าชีวิต”4 และ “ในพระองค์มีน้ำแห่งชีวิต เราเห็นความสว่างโดยสว่างของพระองค์”5
เมื่อเราเริ่มมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้า การมีชีวิตของเราก็ดูสมเหตุสมผลมากขึ้น
นี่เป็นตัวอย่างเรื่องราวจากบางคนที่ได้เขียนหาเราทางเว็บไซต์ของเรา
“ชอบมากเลย ที่ฉันแค่ไว้วางใจพระเจ้าเท่านั้น”
“ตอนนี้ฉันมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าแล้ว มันเป็นความจริงที่เราถูกออกแบบมาเพื่อให้มีความสัมพันธ์กับพระองค์ ฉันรู้สึกถึงความสมบูรณ์ในพระองค์”
“ขอบคุณที่เปิดตาและใจให้ฉัน ได้เห็นหนทางที่ฉันสามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้”
“ ฉันเป็นคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า และไม่รู้จักพระเยซูคริสต์ จนกระทั่งเมื่อ 6 สัปดาห์ที่แล้ว ความสัมพันธ์ของฉันกับพระองค์มันสุดยอดมากและกำลังเติบโตขึ้น พระเจ้าช่วยเอาภาระหลายอย่างของฉันออกไป ฉันไม่เคยมีความสุขอย่างนี้มาก่อนเลย เพราะพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ และยังทรงพิสูจน์ความรักของพระองค์ที่มีต่อฉันอยู่เรื่อยๆ”
“ฉันขอบคุณมากๆเลยที่ช่วยให้ฉันค้นพบพระเจ้า--- เว็บไซต์ของคุณช่วยให้ฉันเริ่มถามคำถามเพื่อการรู้จักพระเจ้า แม้ฉันจะรู้ว่าเป็นพระเจ้าที่ทรงแสวงหาฉันก่อน”
“ฉันกำลังเรียนรู้อย่างช้าๆเกี่ยวกับพระเยซู พระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ฉันคงต้องพูดว่าฉันตะลึงพรึงเพริดในพระเจ้าของเรา พระองค์สุดยอดมาก ฉันกำลังรู้จักพระองค์อย่างง่ายๆมากขึ้นเรื่อยๆ ตื่นเต้นที่จะอ่านพระคัมภีร์ยอห์น ฉันภูมิใจที่ได้เป็นสาวกพระเยซูคริสต์”
“ขอบคุณที่ช่วยให้ฉันพบพระเจ้าและพบตัวเอง”
“ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า ฉันสามารถไปหาพระเจ้าได้แม้รู้สึกย่ำแย่ ฉันไม่จำเป็นต้องรับมันไว้ที่ตัวฉันเองเสมอไป หรือจำเป็นต้องมีคนฟังระบายให้ฟัง หรือดื่มเพื่อให้ลืมมัน ฉันสามารถเข้าไปเฝ้าพระเจ้าโดยเอาความรู้สึกนั้นไปด้วยได้”
พระเจ้าทรงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณได้ พระองค์จะไม่ทำให้ชีวิตของคุณไร้ซึ่งปัญหาเลย คุณจะยังคงมีปัญหาในความสัมพันธ์ หรืออาจเป็นในด้านการเงิน เป็นต้น คุณจะยังคงเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ และมันห่างไกลจากโลกที่สมบูรณ์แบบ
อย่างไรก็ตามพระเยซูตรัสว่า “ เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามา จะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต”6 เราจะไม่ต้องเดินในหนทางชีวิตอย่างคนตาบอด พระองค์ทรงนำทางเรา
พระองค์ทรงขจัดความกลัวของเรา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม พระเจ้าทรงเป็นที่ไว้วางใจได้ พระเยซูตรัสว่า “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย... แต่จงชื่นใจเถิดเพราะว่า เราได้ชนะโลกแล้ว” พระองค์ทรงเข้มแข็งยิ่งกว่าปัญหาใดๆของเรา จะทรงเดินกับเราในท่ามกลางปัญหานั้นๆ ในฐานะที่ทรงเป็นเพื่อนรักของเรา
พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงบางอย่างในพื้นที่ชีวิตของเรา ที่เราไม่สามารถเปลี่ยนได้ พระคัมภีร์กล่าวว่า มีบางอย่างในชีวิตที่ทำให้เราเป็นทาสอยู่ ที่มันบงการชีวิตเราอยู่
เราอาจจะไม่อยากโกรธ แต่เราก็หลุดไปจนได้ เราอาจจะอยากเป็นคนใจกว้างขวาง แต่ก็ดูเหมือนยากที่จะให้ความจำเป็นและความปรารถนาของคนอื่นมาก่อนความจำเป็นและความปรารถนาของเรา ถึงแม้ว่าเราอยากจะเป็นอิสระจากความเกลียดชังแต่เรายังต้องต่อสู้กับความเกลียดชังอยู่ ไม่ว่าจะต่อผู้อื่นหรือต่อตัวเองก็ตาม และดูเหมือนว่าจะสลัดมันออกไปจากเราไม่ได้
พระเยซูตรัสว่า เมื่อเรารู้จักพระองค์แล้ว เราจะเป็นอย่างนี้ “และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท”7 พระองค์ทรงเปลี่ยนวิธีที่เรามองชีวิต วิธีที่เราคิดกับคนอื่น วิธีที่เรามองตัวเอง พระเจ้าทรงยอดเยี่ยมและทรงเป็นจริงมากยิ่งกว่าที่คุณอาจจะจินตนาการได้ในตอนนี้
พระเจ้าทรงมีความรักอย่างแท้จริงเพื่อเรา ในการที่พระองค์เองทรงจัดเตรียมหนทางเพื่อเราให้เข้าใกล้พระองค์มากขึ้น สิ่งที่กั้นขวางไม่ให้เราเข้าถึงพระเจ้าได้ก็คือความบาปของเรา (ความคิดและการกระทำของเราที่พระเจ้าทรงเห็นว่า ไม่ถูกต้อง) ถ้าคุณเคยสงสัยว่าทำไมคำอธิษฐานของคุณดูเหมือนมันไไม่ได้ไปถึงไหนเลย นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไม ความบาปของเราแยกเราออกจากพระเจ้าผู้บริสุทธิ์
ผลของความบาปคือความตาย นั่นหมายถึงการถูกตัดขาดเป็นนิรันดร์จากพระเจ้าโดยความบาปของเรา แต่โดยความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา พระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ได้สิ้นพระชนม์เพื่อรับโทษบาปแทนเรา พระเยซูทรงรับความบาปทั้งหมดของเราเอาไ้ว้บนบ่าของพระองค์ ในขณะที่พระองค์ทรงเต็มพระทัยที่จะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
พระเยซูทรงบอกกับพวกสาวกของพระองค์ว่า “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน”8 พระเยซูทรงกระทำสิ่งนี้เพื่อเรา เพื่อที่เราจะได้รับการอภัยโทษบาปอย่างสมบูรณ์...และตลอดไป กำแพงความบาปที่เคยกั้นขวางเราไว้จากพระเจ้าพังทลายไปหมดสิ้นแล้ว
พระเจ้าได้เสนอความสัมพันธ์กับพระองค์นี้แก่ทุกคน ผู้ที่จะเชื่อในพระเยซู ผู้ที่จะยอมรับข้อเสนอแห่งการยกโทษบาปจากพระเจ้า
ศาสนามักจะตั้งทางเลือกแบบทางเดียวให้กับเรา คือการที่คุณพยายามทำ คุณนมัสการพระเจ้า คุณปฏิบัติตามพิธีกรรม คุณเชื่อฟังกฎต่างๆ คุณพิสูจน์การอุทิศตนของคุณต่อพระเจ้า มันกลายเป็นหน้าที่ แต่มันไม่มีความสัมพันธ์
ในทางตรงกันข้าม พระคัมภีร์ได้แสดงให้เห็นพระเจ้าอย่างนี้ว่า พระเจ้าทรงเต็มพระทัยต้อนรับ พระองค์ทรงปรารถนาที่จะนำคุณไปสู่ชีวิตที่แท้จริงในการทรงสร้างคุณมาเพื่อให้ได้รับ เมื่อพระองค์ทรงนำคุณอย่างใกล้ชิดสนิทสนม พระองค์ทรงเชื้อเชิญคุณให้รู้จักพระองค์และไว้วางใจในพระองค์
มีคนจ่ายเงินมากพอที่จะได้ “โค้ชนำชีวิต”มา คนผู้นี้คือคนที่มาทำความรู้จักกับชีวิต ตารางเวลา ความสัมพันธ์ การตัดสินใจต่างๆ ของคนๆหนึ่งและพยายามนำคนที่ว่านี้ไปสู่การมีชีวิตที่เกิดผลมากขึ้นและไปสู่ความพึงพอใจ
พระเจ้าทรงรู้จักเราดีกว่าโค้ชนำชีวิต จะสามารถรู้ได้ พระองค์ทรงรู้จักอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเรา พระองค์ทรงสนพระทัยในความสัมพันธ์ที่เรามีทุกแบบที่เราเคยมีมา และผลกระทบที่ความสัมพันธ์เหล่านั้นมีต่อชีวิตของเรา พระองค์ทรงทราบว่าทำไมจึงทรงสร้างเรามา ความต้องการที่จำเป็นของเรา ด้านไหนในชีวิตที่เราให้น้ำหนัก หรือด้านไหนที่เราหวังว่า เราจะเปลี่ยนมันได้แต่เราก็ทำไม่ได้
ตัวศาสนานี่เองที่สร้างข้อเรียกร้อง พระเยซูทรงต้องการนำเราไปสู่อิสรภาพ พระองค์ตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริงและท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท”9 เป็นไทจากอะไร? ก็จากความกระวนกระวาย จากการขาดเป้าหมาย จากความกลัว จากความเกลียดชัง และจากนิสัยที่ทำลายชีวิต
พระเยซูทรงนำเราไปสู่การพักที่ให้ชีวิต แทนที่จะเป็นข้อปฏิบัติทางศาสนา พระเยซูตรัสว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อย เป็นสุข...เรียนจากเรา...และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก”10
ชีวิตนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ในท่ามกลางความห่วงกังวลทั้งหลายของเรา มีพระเจ้าทรงฤทธิ์ผู้ที่เราสามารถรู้จักได้ ผู้ที่สามารถประทานสันติสุขแก่จิตใจของเราได้ และประทานกำลังแก่ชีวิตของเรา มากยิ่งกว่าที่เราจะพยายามรวบรวมมาด้วยกำลังของเราเอง
และเมื่อคุณพูดกับพระองค์และไว้วางใจพระองค์ บ่อยครั้งที่คุณ จะเห็นพระเจ้าทรงตอบสนองด้วยการทำงานในสถานการณ์เหล่านั้นอย่างชาญฉลาดและในวิถีที่มีความห่วงใย คุณจะได้เห็นว่าพระองค์ทรงได้ยินคุณ นี่ไม่ได้หมายความว่าเราไปบงการพระเจ้า แล้วพระองค์จะทำในสิ่งที่เราปรารถนาทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม คุณสามารถรู้ได้ว่า พระองค์ทรงใส่พระทัยในเราและทรงมีความสามารถที่จะดูแลเราผู้ที่ไว้วางใจในพระองค์ได้ เมื่อคุณรู้จัก พระเจ้ามากขึ้น ความเชื่อศรัทธาในพระองค์ก็จะเพิ่มมากขึ้น
พระเยซูตรัสว่า “ทุกคนที่มาหาเราและฟังคำของเราและกระทำตามคำนั้น เราจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า เขาเปรียบเหมือนผู้ใด เขาเปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึก เขาขุดลึกลงไปและตั้งรากบนศิลา และเมื่อน้ำมาท่วม กระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง แต่ทำให้หวั่นไหวไม่ได้ เพราะได้สร้างไว้มั่นคง”11
เมื่อเราทูลเชิญให้พระเยซูเข้ามาในชีวิตของเรา เราได้รับการยกโทษบาป และเราเริ่มต้นความสัมพันธ์กับพระองค์ที่ยั่งยืนเป็นนิรันดร์ พระเยซูทรงเชื้อเชิญเราให้เข้ามาสู่ความสัมพันธ์กับพระองค์ในลักษณะนี้ พระองค์ตรัสว่า “เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู (หัวใจของเรา) ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้น”12
ถ้าคุณต้องการทำอย่างนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะพูดเป็นคำพูดอย่างไรดี ตัวอย่างนี้อาจจะช่วยได้ “พระเยซูเจ้าข้า ขอบคุณพระองค์ที่สิ้นพระชนม์เพื่อบาปของลูก พระองค์รู้จักชีวิตของลูกและทรงรู้ว่าลูกต้องการการยกโทษบาป ขอพระองค์ทรงยกโทษบาปให้ลูกด้วยในเวลานี้ และเสด็จเข้ามาในชีวิตของลูก ลูกต้องการรู้จักพระองค์ในแบบที่เป็นจริง โปรดเข้ามาในชีวิตลูกตอนนี้ ขอบคุณพระองค์ที่ทรงต้องการมีความสัมพันธ์กับลูก อาเมน”
พระเจ้าทรงมองว่าความสัมพันธ์ของคุณกับพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่ถาวร พระเยซูตรัสกับเรา เมื่อกล่าวถึงคนเหล่านั้นที่เชื่อในพระองค์ว่า “เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นตามเรา เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้น ไปจากมือของเราได้”13

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel
Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......
Who We AreWhat We EelieveWhat We Do
2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.