เกย์ เลสเบี้ยนและความรักของพระเจ้า

เป้าหมายสำหรับชีวิตของฉันคืออะไร? ชีวิตของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณได้รู้เป้าหมายในชีวิตคุณ

หลายครั้งชีวิตคนเราเรียกร้องให้เรามีคุณสมบัติบางอย่าง คุณต้องผ่านการทดสอบก่อนที่คุณจะได้ใบขับขี่ การจะได้งานสักแห่ง คุณต้องสามารถแสดงให้เห็นว่า คุณมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานนั้นๆจริง

ถ้า “A” แล้วไปที่ “B” เป็นการแสดงว่าคุณมีคุณค่า พิสูจน์ว่าคุณมีคุณสมบัติที่เหมาะสม พิสูจน์ว่าคุณ “ได้รับการยอมรับ”

แล้วคุณต้องไปถึงจุดไหนที่จะรู้ว่าพระเจ้าทรงยอมรับคุณทั้งหมด?

ในเรื่องความสัมพันธ์กับพระเจ้า มันไม่ได้เริ่มต้นหมือนกับสิ่งอื่นๆ มันไม่ใช่การเติมคำในช่องว่างว่า “ยอมรับฉันเพราะ...”

แต่มันเริ่มต้นโดยการที่พระเจ้าตรัสว่า “เรายอมรับเจ้า” “เรายินดีต้อนรับเจ้า”

ไม่ว่าคุณจะเป็นเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กชวล แปลงเพศหรือยังไม่แน่ใจนัก พระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นศัตรูของคุณ ถ้าหากคุณยังไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระองค์ทรงอยากมีความสัมพันธ์กับคุณ พระองค์ทรงอยากมีความสัมพันธ์ทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม

ในพระคัมภีร์ คุณจะเห็นว่ามีคนแค่กลุ่มเดียวที่โกรธเคืองพระเยซูอยู่เนืองๆ...พวกเคร่งศาสนา พวกที่คิดว่าตัวเองชอบธรรม

ดูเหมือนว่า พระเยซู จะอยู่กับใครก็ได้อย่างสบายๆ รวมทั้งโสเภณีและพวกอาชญากร อย่างไรก็ตาม พวกผู้นำทางศาสนาทำให้พระเยซูทรงรำคาญและเศร้าพระทัย พระองค์ทรงเห็นพวกเขาว่าชอบตัดสินคนอื่น เย่อหยิ่ง ไม่มีความรักและเป็นพวกมือถือสากปากถือศีล

เมื่อคุณเห็นคำเหล่านี้ คุณอาจนึกถึงพวกเคร่งศาสนาทั้งหลาย ที่เคยพูดให้คุณเจ็บปวด หยาบคายและตัดสินคุณ การกระทำเช่นนั้นแสดงถึงหัวใจของพระเยซูหรือไม่? ไม่ใช่เลย พระเยซูตรัสว่า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง การแสดงความคิดเห็นที่ทำให้คนอื่นเจ็บปวดจะสามารถเข้ากันได้อย่างไรกับคำกล่าวของพระองค์? ก็คงเข้ากันได้ไม่ดีเท่าไหร่แน่

คำพูดนี้แสดงให้เห็นถึงหัวใจของพระเยซู พระองค์ตรัสว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา เราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อย เป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก”1

เป็นเกย์ คุณเคยมีโอกาสคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับพระเยซูบ้างไหม?

พระองค์ไม่เหมือนใครที่เคยมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ พระเยซูทรงสามารถอธิบายถึงเรื่องชีวิตแก่คุณได้...เราจะมีประสบการณ์ไปกับการมีชีวิต ที่มีความครบบริบูรณ์มากขึ้นได้อย่างไร พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างสิ่งต่างๆที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ แต่พระองค์ก็ทรงลงมาเป็นมนุษย์เพื่อที่เราจะสามารถรู้จักพระองค์ หรือรู้จักพระเจ้าได้

ยอห์น หนึ่งในบรรดาเพื่อนของพระองค์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับพระเยซูไว้อย่างนี้ว่า “และเราทั้งหลายได้รับจากความบริบูรณ์ของพระองค์ เป็นพระคุณซ้อนพระคุณ เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์”2

“พระคุณ” ไม่ใช่คำที่เราใช้กันบ่อยนัก มันหมายถึงพระเจ้าประทานพระเมตตาให้กับเรา โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราได้ทำอะไรที่สมควรรับพระเมตตานั้น พระเยซูประทานทั้งพระเมตตาและความจริงให้กับเรา พระองค์ทรงนำเราผ่านชีวิต ที่บ่อยครั้งมีความสับสนยากแก่การเข้าใจ

ฉันเคยสงสัยว่า การจะเป็นที่ยอมรับของพระเจ้านั้นฉันต้องทำอะไรบ้าง บางทีคุณอาจจะประหลาดใจเหมือนกับฉันก็ได้ มาดูกันเลย:

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก ไม่ใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า”3

คุณเข้าใจมันไหม? “คนที่วางใจในพระบุตรนั้น” ผู้ใดก็ตามที่วางใจในพระบุตรนั้นจะมีชีวิตนิรันดร์ ใครก็ตามที่เชื่อวางใจในพระองค์ ผู้นั้นได้รับการช่วยให้รอดโดยพระองค์ ใครก็ตามที่เชื่อวางใจในพระองค์จะไม่ต้องถูกกล่าวโทษ

นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการจากเรา คือ การเชื่อวางใจในพระองค์

ยอห์นได้พูดถึงพระเยซูอย่างนี้ว่า “พระองค์ได้เสด็จมายังบ้านเมืองของพระองค์ และชาวบ้าน ชาวเมืองของพระองค์ไม่ได้ต้อนรับพระองค์ แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า”4

พระเยซูไม่ได้เป็นแค่ ผู้เผยพระวจนะ หรืออาจารย์หรือผู้นำทางศาสนาเท่านั้น พระเยซูได้ตรัสว่า การได้รู้จักพระองค์ก็ได้รู้จักพระเจ้า ที่จะเชื่อในพระองค์ก็เท่ากับเชื่อในพระเจ้า การกล่าวเช่นนี้ของพระองค์นำไปสู่การตรึงที่ไม้กางเขน พวกเขาตั้งข้อหาพระองค์ว่าหมิ่นประมาทพระเจ้า คนเหล่านั้นบอกว่าพระเยซู “เรียกพระเจ้าว่าพระบิดาของพระองค์ เป็นการทำตัวให้เท่าเทียมกับพระเจ้า”5

พระองค์ประทานข้อพิสูจน์ด้วย พระเยซูได้ทรงกระทำสิ่งซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดกระทำได้ เช่นการรักษาให้หายทันที ทั้งคนตาบอด คนที่เดินไม่ได้ หรือคนที่ต้องทนทุกข์กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

และพระเยซูก็ทรงกระทำมากกว่านั้นอีก พระองค์ตรัสในหลายๆโอกาสด้วยกัน ว่าพระองค์จะถูกจับ ถูกโบยตี และถูกตรึง...และในวันที่สามหลังจากนั้น จะฟื้นขึ้นมาจากความตาย นี่เป็นการพิสูจน์ที่ค่อนข้างมีน้ำหนัก ไม่มีการกลับมาเกิดในภายหลัง ไม่มีความลี้ลับอย่างเช่น “เจ้าจะเห็นเราในความฝัน” ไม่ใช่อย่างนั้นเลย พระองค์ตรัสชัดเจนว่าเมื่อถูกฝังแล้ว หลังจากนั้นสามวันพระองค์จะทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย

พวกโรมก็ทราบดีถึงสิ่งที่พระเยซูตรัสนี้เช่นกัน พวกเขาจึงให้ทหารยามหมู่หนึ่งมาเฝ้าที่อุโมงค์ฝังพระศพของพระเยซู

อย่างไรก็ตาม สามวันหลังจากที่พระองค์ทรงถูกทรมานและถูกประหารที่บนไม้กางเขนแล้วนั้น พระเยซูได้ทรงฟื้นขึ้นฝ่ายร่างกายจริงๆ พระศพของพระองค์หายไป และสิ่งที่เหลืออยู่คือผ้าพันพระศพ ที่ใช้พันหุ้มร่างพระองค์เมื่อเขานำไปฝังในอุโมงค์นั่นเอง พระเยซูทรงปรากฏพระองค์หลายต่อหลายครั้งในช่วงระหว่างสี่สิบวันเมื่อทรงฟื้นขึ้นมาแล้ว เหตุการณ์นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อคริสเตียน พระองค์ทรงพิสูจน์ว่าทรงเป็นทุกสิ่งที่พระองค์ได้กล่าวอ้างว่าพระองค์ทรงเป็น...พระเจ้าผู้ทรงมาเป็นมนุษย์ เท่าเทียมกันกับพระเจ้าพระบิดา

พระเยซูทรงชัดเจนในเรื่องนี้ “เพราะว่าพระบิดามิได้ทรงพิพากษาผู้ใด แต่พระองค์ได้ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร เพื่อคนทั้งปวงทั้งปวงจะได้ถวายเกียรติแด่พระบุตรเหมือนที่เขาถวายเกียรติแด่พระบิดา ผู้ใดไม่ถวายเกียรติแด่พระบุตร ผู้นั้นก็ไม่ถวายเกียรติแด่พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษาแต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว”6

คุณอาจจะคิดว่า “โอเค ชีวิตนิรันดร์เหรอ มันเยี่ยมมากนะ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของตอนนี้ล่ะ ในชีวิตปัจจุบันนี้?”

คุณสามารถเผชิญทุกอย่างในชีวิต ณ ปัจจุบันนี้ได้ ด้วยความรู้ที่ว่า พระเจ้าทรงรักคุณ

เราทุกคนหิวกระหายที่จะได้ให้มีใครมารักเรา ความรักของมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ทุกคนที่รักคุณก็รักอย่างไม่สมบูรณ์ เพราะมนุษย์เราไม่สมบูรณ์แบบ

แต่พระเจ้าทรงสามารถที่จะรักคุณอย่างสมบูรณ์แบบได้ พระองค์ทรงรักเราเพราะเป็นธรรมชาติของพระองค์ที่จะรัก และมันไม่มีทางเปลี่ยนแปลงและไม่มีวันหยุดยั้ง

เราทุกคนทำชีวิตตัวเองให้ยุ่งวุ่นวาย เราล้มเหลวที่จะมีชีวิตไปให้ถึงมาตรฐานของตัวเราเอง นี่เรายังไม่ได้พูดถึงมาตรฐานของพระเจ้าเลยด้วยซ้ำ แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงยอมรับเราโดยขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติของเรา พระองค์ทรงยอมรับเรา เมื่อเราเพียงแค่เชื่อวางใจในพระองค์ มาหาพระองค์ และเชิญพระองค์ให้ทรงเข้ามาเป็นพระเจ้าในชีวิตของเรา เท่านั้น

พระคัมภีร์ตอนนี้จะบอกเราว่า พระเยซูทรงอธิบายความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ ไว้อย่างไร:

“พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ นี่คือสิ่งที่เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม พระบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน”7

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าคุณยอมรับในคำพูดของพระองค์? จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณได้เริ่มมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า?

ไม่ว่าความสัมพันธ์สำคัญที่คุณมี เป็นแบบใด ความสัมพันธ์เหล่านั้นล้วนส่งผลต่อชีวิตของคุณทั้งสิ้น ไม่ว่าจะส่งผลแง่บวกหรือ แง่ลบก็ตาม ใช่ไหม? นี่เป็นความจริงสำหรับทุกคน ยิ่งความสัมพันธ์นั้นมีความสำคัญมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งส่งผลต่อคุณมากเท่านั้น

ดังนั้นมันจึงดูสมเหตุสมผลที่ การรู้จักกับพระเจ้าจะเป็นความสัมพันธ์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อคุณ พระองค์จะทรงนำชีวิตของคุณตามความรักที่ทรงมีต่อคุณ และความปรารถนาของพระองค์ในชีวิตคุณ คุณยังคงเป็นผู้ที่ตัดสินใจ คุณยังคงรักษาเจตจำนงเสรีของคุณเอาไว้อยู่ พระองค์ไม่ได้ทรงยึดการปกครองในชีวิตคุณ หรือบังคับให้คุณทำอย่างที่พระองค์ทรงต้องการ แต่ฉันก็ประทับใจอย่างมาก กับพระสติปัญญา ความเมตตากรุณา และมุมมองของพระองค์ต่อผู้คนและต่อชีวิต

พระเจ้าจะไม่ทรงต้องต่อคิวของโลก จากสิ่งที่โลกนี้กำหนด พระเจ้า พระผู้สร้างจักรวาลไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องให้โลกนี้นำทางให้พระองค์ ใช่ไหม? เช่นนี้แหละ ฉันรู้สึกว่าฉันมีอิสระเสรีในพระองค์

นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของฉัน เมื่อฉันเริ่มต้นมีความสัมพันธ์กับพระองค์

ฉันเคยเป็นพวกที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า การมาเชื่อพระเจ้า หรือการอ่านพระคัมภีร์เป็นการหักเหครั้งใหญ่ในชีวิตของฉัน มันเป็นอนุสรณ์เลยก็ว่าได้

หลังจากต้อนรับพระเยซูคริสต์ได้สักสองสามเดือน เพื่อนสนิทที่สุดของฉันถามฉันว่า “เธอได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอบ้างหรือเปล่า?” ฉันถามว่า “หมายความว่ายังไง?” เธอบอกว่า “เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้เล่าให้เธอฟังหลายสิ่งหลายอย่าง และเธอไม่ได้ทำให้เรื่องของฉันกลายเป็นเรื่องตลก ดูเหมือนว่าเธอกำลังฟังฉันเล่าอยู่จริงๆ”

ฉันรู้สึกละอายใจ นี่คือเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน กำลังบอกฉันว่า ในที่สุดฉันก็แสดงออกอย่างที่คนๆหนึ่งควรทำและฟังเธออย่างแท้จริง

(ฉันรู้สึกประหลาดใจในสิ่งที่เธอได้สังเกตเห็นในชีวิตของฉัน และเธอผู้นี้ก็ได้ตัดสินใจทูลเชิญพระเยซูให้เข้ามาในชีวิตของเธอเช่นกัน)

นี่คือสิ่งที่ฉันคิดว่าได้เกิดขึ้นในชีวิตของฉัน

เมื่อฉันได้เริ่มความสัมพันธ์ของฉันกับพระเจ้า ฉันรับรู้ได้ถึงความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อฉัน สิ่งนี้ทำให้ฉันแปลกใจ เมื่อฉันอ่านพระคัมภีร์ ฉันพบว่าหลายอย่างที่เขียนในนั้นมันเหมือนกับข้อความส่วนตัวของพระเจ้าที่ทรงเขียนถึงฉัน ว่าพระองค์ทรงรักฉันมากแค่ไหน (ฉันเติบโตมาด้วยความคิดที่ว่าพระเจ้านั้นทรงกริ้วพวกเรามากเอาการอยู่ เพราะว่าเราไปไม่ถึงมาตรฐานของพระองค์) ดังนั้นสิ่งที่ได้รับรู้จึงเป็นความมหัศจรรย์สำหรับฉัน ที่ว่าพระเจ้าทรงรักเรา

และฉันว่า ความต้องการด้านอารมณ์ที่ต้องการความรัก ก็ได้รับการเติมเต็มโดยพระเจ้าในระดับที่ลึกซึ้งเสียด้วย จนทำให้ฉันกลายเป็นคนที่มีความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น ฉันเริ่มที่จะคิดถึง และแคร์คนอื่นๆมากขึ้นกว่าตัวฉันเอง และมันชัดเจนที่ว่าฉันกลายเป็นผู้ฟังที่ดีมากขึ้นและห่วงใยคนอื่นมากขึ้น ฉันยังได้พบว่าการเหยียดเชื้อชาติที่ฉันเคยมีนั้นก็ลดน้อยลงด้วย

พระเยซูทรงสัญญาว่า ถ้าเรายอมให้พระองค์ทรงสอนและทรงนำเรา พระองค์ตรัสว่า “และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะและสัจจะ จะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท”8

ถ้าคุณได้เริ่มต้นความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ คุณอาจจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติ หรือความสิ้นหวัง หรือมุมมองของคุณต่อคนอื่น หรือการใช้เวลาของคุณ พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบ แต่เมื่อคุณได้รู้จักกับพระองค์ พระองค์จะมีอิทธิพลต่อชีวิตของคุณ ถ้าคุณถามใครๆที่รู้จักพระเยซู เขาจะสามารถบอกคุณได้แน่ว่าพระเยซูทรงสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตพวกเขาอย่างไร

พระองค์ดูเหมือนจะประทานความปรารถนาให้เราที่จะเลือกทางของพระองค์มากกว่า ส่วนที่พระองค์ทรงทำได้อย่างไรนั้น เราคาดเดาไม่ได้ มันไม่ได้เหมือนกับว่าพระองค์ประทานคำสั่งชุดใหม่เพื่อให้คุณต้องปฏิบัติตามตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป การเปลี่ยน แปลงนี้ ไม่ใช่ความพยายามของคุณเองหรือการที่คุณประกอบสิ่งดีเพื่อพระเจ้า และมันก็ไม่ใช่การอุทิศตัวเพื่อศาสนาด้วย มันคือความสัมพันธ์ คือความสนิทสนมแน่นแฟ้นในมิตรภาพที่คุณมีกับพระเจ้า มันคือการที่พระเจ้าทรงนำคุณและสอนคุณเกี่ยวกับพระองค์เอง เกี่ยวกับชีวิต พระองค์ทรงเข้ามาในชีวิตของเราเมื่อเราได้เชื้อเชิญให้พระองค์ทรงเข้ามา พระองค์ทรงทำการในชีวิตของเราจากภายในสู่ภายนอก ในระดับของจิตใจ

พระเยซูทรงพร้อมที่จะประทานชีวิตที่มีอะไรมากกว่าเดิม คุณคงทราบว่าในความสัมพันธ์ การงาน กีฬา ความบันเทิง...ต่างก็มีช่วงเวลาที่ดียอดเยี่ยมด้วยกันทั้งสิ้น แต่ความพึงพอใจที่คุณได้รับ บ่อยครั้งมันก็หายไป ความพึงพอใจที่สิ่งเหล่านั้นมีให้เราไม่ได้ทำให้เราอิ่ม และก็ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะทำเช่นนั้นได้ด้วย

คุณมีความหิวในสิ่งที่จะคงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดเวลา เป็นสิ่งซึ่งคุณจะวางใจได้ พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย” พระองค์ได้ทรงจบคำตรัสตอนนี้ของพระองค์ว่า “...ผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเขาเลย”9 ฉันได้ค้นหาปรัชญาสำหรับชีวิตที่จะสามารถใช้ได้เสมอในทุกสถานการณ์เป็นเวลาหลายปี เมื่อฉันได้มารู้จักกับพระเจ้า การค้นหาของฉันก็สิ้นสุดลง ฉันพบว่าพระองค์ทรงเป็นที่ไว้วางใจได้

ความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้า จะดูแตกต่างจากความสัมพันธ์ของคนอื่นๆกับพระองค์ คุณเป็นปัจเจกบุคคล ที่มีประสบการณ์ ความคิด ความสนใจ ความฝัน ความต้องการที่แตกต่าง ลองอ่านหนังสือพระกิตติคุณดู คุณจะเห็นว่าพระเยซูทรงปฏิสัมพันธ์กับแต่ละคนในแบบที่เหมาะสมสำหรับ...แต่ละคน

ฉันกำลังคิดนะว่า ตอนนี้ คุณกำลังแสดงให้ฉันเห็นแค่ข้อดีของการรู้จักพระเจ้าเท่านั้นหรือเปล่า

ความสัมพันธ์กับพระเจ้านั้นไม่มีการรับรองว่า คุณจะได้รับการปกป้องจากความยากลำบากในชีวิตของคุณ คุณอาจจะต้องพบเจอกับความเครียดทางการเงิน ความเจ็บป่วยรุนแรง อุบัติเหตุ แผ่นดินไหว ความสัมพันธ์ที่ทำให้เจ็บปวดใจ เป็นต้น

ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าในชีวิตนี้จะต้องมีความทุกข์ทรมาน คุณจะเผชิญสิ่งเหล่านี้ตามลำพัง หรือคุณสามารถเลือกที่จะดำเนินชีวิตด้วยความแน่ใจในความรักของพระเจ้า การสถิตอยู่ของพระองค์ ความสนิทสนมใกล้ชิดของพระองค์ในท่ามกลางสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่ได้

นี่เป็นคำเตือน พระองค์อาจจะทรงนำคุณไปสู่อาชีพที่ท้าทายอย่างยิ่ง หรือนำสู่การเสียสละส่วนตัวบางอย่างเพื่อการช่วยเหลือดูแลคนอื่นก็ได้

สาวกส่วนใหญ่ของพระเยซู (และของผู้ติดตามพระเยซูในปัจจุบันอีกมากมาย) ต้องประสบการความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ตัวอย่างเช่น อ.เปาโล ถูกจับกุม เฆี่ยนตีด้วยไม้และแส้บ่อยๆ นับครั้งไม่ถ้วนเลยทีเดียว ครั้งหนึ่งท่านเกือบตายเพราะถูกฝูงชนที่กำลังโกรธเกรี้ยวเอาหินขว้างท่าน ท่านอยู่ในเหตุการณ์เรือแตกสองสามครั้ง อยู่โดยไม่มีอาหารรับประทานหลายวัน และต้องหนีหัวซุกหัวซุนเอาชีวิตรอดก็ออกบ่อย

เห็นได้ชัดเจนว่า ผู้ติดตามของพระเยซูไม่ได้มีชีวิตที่เรียบง่าย แม้กระนั้น อ.เปาโลและผู้เชื่อคนอื่นๆ ยังคงสำนึกถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขาอย่างไม่หวั่นไหวเลย

อ.เปาโลเขียนไว้ว่า “เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตายหรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้”10

คุณไม่ได้วางแผนหนทางในชีวิตคุณ ถ้าคุณเป็นเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กชวล แปลงเพศหรือไม่แน่ใจในเรื่องเพศของคุณก็ตาม...ถ้าคุณยอมให้พระเยซูเข้ามาในชีวิต พระองค์จะทรงนำชีวิตของคุณ และมันจะยิ่งใหญ่มากกว่าที่คุณสามารถจินตนาการได้ พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต”11

นี่เป็นวิธีที่คุณจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้า ทำตอนนี้ได้เลย

ไม่ว่าคุณได้ทำอะไรไปแล้วบ้างในชีวิต พระเยซูทรงสามารถประทานการอภัยโทษบาปที่สมบูรณ์ให้คุณได้ ความบาปของเราไม่ได้ถูกมองข้ามไป แต่ความบาปของเราได้รับการจ่ายแทนแล้วโดยพระเยซูบนไม้กางเขนนั้น ผู้ทรงสละชีวิตของพระองค์เองแทนเรา

เคยมีใครที่สละชีวิตของตัวเองเพื่อคุณหรือเปล่า? นี่คือสิ่งที่พระเยซูทำในขั้นสูงที่สุดแล้ว พระองค์ทรงรักคุณมากขนาดนั้น พระองค์ทรงสามารถเข้ามาในชีวิตจิตใจของคุณและสถาปนาความสัมพันธ์ของพระองค์กับคุณได้

คุณต้องการจะรู้จักพระเจ้าไหม? ฉันหนุนใจว่าให้คุณยอมรับพระองค์เข้ามาในชีวิตของคุณ ถ้าหากคุณยังไม่เคยได้ทำเช่นนั้น พระองค์ตรัสว่า ความสัมพันธ์นี้แหละ ที่จะทำให้เราอิ่มเอมใจ เราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ดำเนินชีวิตของเราโดยปราศจากพระองค์

คุณสามารถพูดกับพระองค์ ใช้คำพูดอะไรก็ได้ ถ้าคุณต้องการตัวช่วย คุณอาจจะพูดกับพระองค์อย่างนี้ได้ว่า:

“พระเยซู ลูกเชื่อในพระองค์ ขอบพระคุณที่สิ้นพระชนม์เพื่อลูก และทรงเสนอความสัมพันธ์กับพระองค์ให้แก่ลูก ลูกต้องการให้พระองค์ทรงมาเป็นพระเจ้าในชีวิตของลูก ลูกต้องการรู้จักพระองค์ มีประสบการณ์กับความรักของพระองค์ และตอนนี้ลูกขอพระองค์ทรงนำชีวิตของลูกด้วย”

The Cross Pendant

He is a cross pendant.
He is engraved with a unique Number.
He will mail it out from Jerusalem.
He will be sent to your Side.
Emmanuel

Buy Now

bible verses about welcoming immigrants

Bible Verses About Welcoming ImmigrantsEmbracing the StrangerAs we journey through life, we often encounter individuals who are not of our nationality......

Blog
About Us
Message
Site Map

Who We AreWhat We EelieveWhat We Do

Terms of UsePrivacy Notice

2025 by iamachristian.org,Inc All rights reserved.

Home
Gospel
Question
Blog
Help